xs
xsm
sm
md
lg

อภิสิทธ์ชนลูกท่านหลานเธอ น้องตั้นสอยดาวผู้การ191อาจซวย!?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

***“น้องตั้น”เละเป็นโจ๊ก ไม่รู้โง่หรือฉลาด เปิดประเด็นหมายจับคดีกบฏนอกจากตำรวจไม่สนยังรับสมัครหน้าตาเฉย แฉคอรัปชันอำนาจเต็มรูปแบบ ยุคใครยุคมันย้อนรอยลูกคนดังเข้าสอบบรรจุภายในเพียบ ตั้งแต่ 2 พี่น้องตระกูล “อยู่บำรุง “อาจหาญ –ดวง ลูกชาย “สมยศ –ผัวนางเอกดัง สงกรานต์ เตชะณรงค์”***

…..ตำรวจทั่วประเทศน้ำตาคลอเมื่อเห็นป้ายสำนักงานตำรวจแห่ชาติ ถูกทำลาย....ความรู้สึกยากจะบรรยายนี้หลายคนอาจจะลืมไปแล้วแม้กระทั่ง น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร หรือ”น้องตั้น”ทายาทเบียร์สิงห์ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย แต่สำหรับข้าราชการตำรวจเกือบ 3 แสนคนยังไม่อาจลืมภาพเหตุการณ์ระหว่างการชุมนุมประท้วงของกลุ่มประชาชนที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)ช่วง ปี 2556-2557 มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นอย่างมากมาย มีทั้งการลอบทำร้ายกลุ่มผู้ประชุมด้วยการขว้างระเบิดสังหารเข้าใส่ หรือบางครั้งใช้เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ถล่มประชาชนผู้ร่วมชุมนุมบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมากจนสิ้นสุดการชุมนุมมีประชาชนเสียฃีวิต 28 ราย บาดเจ็บอีกร่วมพันคน

สำหรับตำรวจเองต้องนับว่าความวุ่นวายทางการเมืองในครั้งนั้นสร้างรอยแผลลึกๆฝังในใจอยู่เช่นกันเช่นกรณี ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ผบ.หมู่ จร. สน.ตลาดพลู ถูกยิงเสียฃีวิตระหว่างควบคุมฝูงชนที่สนามกีฬาดินแดงไทย-ญี่ปุ่น หรือเหตุการณ์ “เตะระเบิด”เพื่อรักษาชีวิตเพื่อนตำรวจด้วยกันของด.ต.ธีระเดช เล็กภู่ ผบ.หมู่ สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี จนได้รับบาดเจ็บอาการสาหัสนอนรักษาตัวนานแรมปีเป็นต้น แต่นั่นคือเรื่องที่ตำรวจทุกคนพอทำใจได้เพราะเมื่อเกิดการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธก็ยากที่จะไม่ให้เกิดความสูญเสีย ยกเว้นกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมบุกทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภาพเหตุการณ์ต่างๆยังคงติดตาตรึงใจตำรวจส่วนใหญ่อย่างไม่รู้ลืมเพราะนั่นคือการย่ำยีศักดิ์ศรีตำรวจไทยอย่างที่สุดแล้ว

ความขัดแย้งจนเกิดเป็นจลาจลจบลงเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในขณะนั้นนำกำลังเข้ายึดอำนาจ ตำรวจทั้งหมดยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บาดแผลทั้งฝ่ายประชาชนผู้ชุมนุมกับตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งค่อยๆจางลงไปกับกาลเวลา รวมทั้งมาตการเยียวยาต่างๆที่ทุกฝ่ายได้รับ

กระทั่งมีมือดีเผยแพร่เอกสารการสมัครเข้าเป็นข้าราชการตำรวจระดับรองสารวัตรของ น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร หรือน้องตั้น แห่งมวลชน กปปส. เท่านั้นเองกระแสต่อต้านเกิดขึ้นอย่างรุนแรง และรวดเร็วทั้งนี้จากบรรดาเว็บเพจต่างๆทั้งในส่วนของตำรวจเอง และกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับ กปปส.ต่างออกมาด่าทอ รุมประณาม บางรายนำภาพเหตุการณ์เก่าๆกลับมาโพสต์ลงอย่างละเอียดทั้งคลิประหว่างการบุกทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภาพความรุนแรงระหว่างการชุมนุมส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับตำรวจที่เป็นฝ่ายถูกประชาชนกระทำ

กระแสต่อต้าน น.ส.จิตภัสร์ ลุกลามอย่างต่อเนื่อง มีการประกาศเชิญชวนให้ข้าราชการตำรวจทุกนายที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้ให้แสดงสัญญาลักษณ์ด้วยการผูกริบบิ้นสำดำไว้ที่เสาวิทยุสื่อสาร หรือเสาวิทยุรถยนต์ กระจากมองข้างรถยนต์และจักรยานยนต์ ในระหว่างความไม่พอใจของข้าราชการตำรวจส่วนหนึ่งกับขั้วการเมืองตรงข้าม กปปส.กำลังขยายวงออกไปพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันม่วง ผบ.ตร.ออกมายอมรับว่า “น้องตั้น”ได้ยื่นใบสมัครเป็นรองสารวัตรฝ่ายอำนวยการสังกัด 191 กองบัญชาการตำรวจนครบาล จริงแต่ยังมีขั้นตอนต่างๆอีกมากมาย

“ผมในฐานะ ผบ.ตร.ขอยืนยันกับเพื่อนข้าราชการตำรวจว่าจะใช้อำนาจหน้าตามกฏหมายพิจารณาอย่างละเอียดรอบครอบ โดยยึดหลักความเหมาะสม ถูกต้อง และระเบียบข้อบังคับอย่างรอบครองโดยยึดหลักความเหมาะสม ถูกต้อง ระเบียบ ข้อบังคับตลอดจนกฎหมายเป็นสำคัญ”

แต่ดูเหมือนว่า “เครดิต”ของผบ.ตร.จะไม่สามารถหยุดกระแสไม่พอใจที่เกิดขึ้นจนพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผบก.191 “ต้นเรื่อง”ต้องออกมา “ตัดเกม”โดยยืนยันว่าแนวคิดดังกล่าวมาการขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศ กองบัญชาการตำรวจนครบาล จึงเปิดรับสมัครบุคคลภายนอก กรณีน.ส.จิตร์ภัส ผ่านการสอบสัมภาษณ์แล้วขั้นตอนต่อไปคือเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณาอีกครั้งหากสามารถผ่านไปได้จะติดยศ ส.ต.ต.และอบรมอีก 4-6 เดือนจึงมีสิทธิ์ติดยศ ร.ต.ต. “เราต้องการตำรวจชำนาญภาษาเพื่อรองรับ AEC น่าเสียดายที่น้องเขาจะถอนชื่อในวันที่ 21 ก.ย.นี้”

เป็นอันว่าเรื่องราวต่างๆที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเริ่มผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็วแต่ความ “ข้องใจ” หรือถึงขั้นไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในหมู่ข้าราชการตำรวจ ไม่มีใครรับรอง หรือคาดได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจทั่วทั้งประเทศรู้สึกกันอย่างไร แน่นอนว่าธรรมชาติของการอยู่รอด และ “วินัย”ที่ค้ำคออยู่ตำรวจชั้นผู้น้อย หรือในทุกระดับอาจแสดงความกระด้างกระเดื่องออกมาให้เห็นได้ แต่ในระยะยาวอำนาจการเมืองที่จำเป็นต้องอาศัยตำรวจเป็นเครื่องไม้เครื่องมือนี่อาจเป็นการก้าวพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เพียงแค่การใช้อำนาจหรือเพียงแค่แสดงให้พวกพ้องเห็นถึง “น้ำใจ”แต่กลับเป็นการ “ย่ำยี”แผลเก่าที่กำลังเลือนๆไปแล้ว เกิดการอักเสบ ปวดแสบปวดร้อนชนิดยอมกันไม่ได้

สำหรับปฏิบัติการส่งเสริม – ผลักดันให้ “น้องตั้น”คนสวยแห่งมวลชนคน “นกหวีด”เข้ารับราชการตำรวจ มองเป็นอื่นไปไม่ได้เลยนอกจากความสนิทสนมในฐานะเป็นลูกรักของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงเสียงจริงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลกลใด โง่ หรือฉลาดแต่ระบบ “อภิสิทธิ์ชน”รับบุคคลภายนอกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีกันมาช้านานแล้ว สังเกตจากทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมามักมีบรรดาลูกท่านหลานเธอ “สมัครภายใน”กันอยู่เสมอๆเช่น 2 พี่น้องคนดังแห่งตระกูล “อยู่บำรุง” อาจหาญ –ดวง หมวดสงกรานต์ เตชะณรงค์ “หมวดอ้าย รชต พุ่มพันธ์ม่วง และทรงพันธ์ กุลดิลก เป็นต้นแบบของการใช้อำนาจหรือเส้นสายในห้วงเวลานั้น ใครก็ตามที่ได้คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มักใช้ “อภิสิทธิ์”ตรงนี้ “เปิดฃ่อง”ใช้ทางลัดให้สมุน –บริวาร เข้ามา “สอยดาว”เป็นว่าเล่นทั้งที่จริงแล้วข้ออ้างต่างๆเช่นเพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ ช่วยประชาสัมพันธ์ล้วนเป็นเพียงเหตุผลจอมปลอมกระทั่งล่าสุดโยงไปถึงการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC จึงจำเป็นต้องรับน.ส.จิตภัสร์ กฤดากร นักการเมืองสาวคนดังจากค่าย ปชป.ที่ผันตัวมาเป็นนักเคลื่อนไหวในกลุ่ม กปปส.

แค่เพียงคุณสมบัติการเป็นอดีตนักการเมือง รวมทั้งนักเคลื่อนไหวที่มีคู่ขัดแย้งอย่างมากมายก็น่าเชื่อว่าเพียงพอต่อการขาดคุณสมบัติในลักษณะ “ต้องห้าม”แล้ว แต่ในระหว่างนี้ “น้องตั้น”ยังตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันกบฏ –ยุยงให้ประชาชนละเมิดกฎหมาย ร่วมกันก่อเหตุวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งสำนักอัยการสูงสุดได้สั่งฟ้องคดีไปแล้ว เหตุใดกองบังคับการตำรวจ 191 ภายใต้การนำของพล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ -กองบัญชาการตำรวจนครบาล ภายใต้การนำของพล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพรหมณกุล ผบช.น. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผบ.ตร.จึงขานรับกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย ท่านทราบไหมว่าน.ส.จิตภัสร์ นั้นมีหมายจับคดีร้ายแรงคาอยู่ การเข้าไปสมัครหรือสอบสัมภาษณ์กับ บก.191 อาจะเข้าข่ายมีใครละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ทุกประเด็น ทุกคำถามแม้จะเค้นถามกันอย่างไรก็เชื่อได้เลยว่าคำตอบไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่สิ่งที่จะเกิดต่อนี้ไปก็คือพฤติกรรมต่างๆที่ผู้มีอำนาจเคยด่า หรือประณามใครไว้ วันนี้พิสูจน์แล้วว่าในยุคที่ขึ้นชื่อว่าประเทศชาติกำลังปฏิรูป ไม่มีการทุจริตคอรัปชันกลับมีการ “คอรัปชันอำนาจ”ใช้อำนาจหน้าที่อย่างเกินเลย ขาดหลักธรรมาภิบาลถึงขั้นเลวร้ายไม่ต่างอะไรกับยุคนักการเมืองเลวๆที่เคยทำไว้.
กำลังโหลดความคิดเห็น...