xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

คนจริงชื่อ “สมัคร ดอนนาปี” “การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นยังทำไม่ได้ แม้แต่ในยุค คสช.”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะประกาศเรื่องของการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่ในความเป็นจริงก็ยังข่าวคราวเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการออกมาให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นข้าราชการที่ยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้องกลับดูเหมือนจะไม่มีที่ยืนในการต่อสู้อย่างที่ควรจะเป็น

กรณีของ “สมัคร ดอนนาปี” ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สะท้อนได้ดีถึงความจริงใจของคนในระดับผู้บริหารต่อการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะจากคนที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตออกเอกสารสิทธิ์รุกที่ป่าสงวนโดยไม่ถูกต้อง กลับต้องมาเป็นคนถูกตรวจสอบ และสุดท้ายต้องตัดสินใจลาออกจากราชการเสียเอง ทั้งที่เหลืออีกเพียง 3 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการอยู่แล้ว

รวมทั้งมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกับ “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวง ที่ “สมัคร” โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 ที่ระบุว่า “เมื่อวานซืนของชาติที่แล้วมีข่าวว่า รมต. เจ้าสังกัด เรียกปลัดกระทรวงเข้าพบ สั่งให้แต่งตั้งคนของตัวเองเป็นรองอธิบดี ที่แสดงวิสัยทัศน์มาชาติหนึ่งแล้ว ถ้าไม่ดำเนินการ จะย้ายเข้ากรุแต่เจอของแข็ง ท่านปลัดไม่ยอม ย้ายเป็นย้าย จะไม่ยอมตั้งโจรเป็นรองอธิบดี เด็ดขาด คำสั่งก็ยังไม่คลอดเหมือนเดิม ข่าวล่ามาเร็ว กระจิบข่าวบอกว่า วันจันทร์ของชาตินี้ คำสั่งรองอธิบดีจะเวียนค่อนข้างแน่”

ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดก็ไปกระทบใจ “ใครบางคน” เข้าอย่างจัง จนมีการเรียกตัวเข้าขอโทษขอขมากันยกใหญ่ แต่ “คนจริง” อย่าง “สมัคร” ก็ยืนยันในสิ่งที่สื่อสารออกไป ไม่ยอมก้มหัวให้ความไม่ถูกต้อง แต่ก็รู้ตัวดีว่าเป็นเพียง “ไม้ซีก”ที่ไปงัดกับ “ไม้ซุง” ท้ายที่สุดคนที่เล็กกว่าก็ต้องเป็นผู้เดินออกไป

“ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์” มีโอกาสพูดคุยกับ “สมัคร ดอนนาปี” ในวันที่ตัดสินใจหันหลังให้กับชีวิตข้าราชการกว่า 30 ปี ก่อนที่จะเกษียณในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะทนต่อความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในหน่วยงานอันเป็นที่รักไม่ได้

อีกไม่กี่เดือนก็จะเกษียณอายุอยู่แล้ว แต่กลับเลือกลาออกเสียก่อน

หลักๆ ก็เพราะรู้สึกว่า ทำงานต่อไปไม่ได้ ที่ผ่านมาผู้ใหญ่ในกระทรวงเองก็ไม่ค่อยสนับสนุนในเรื่องที่ผมทำ มีการสั่งห้ามให้ข่าว หรือให้สัมภาษณ์ในเรื่องการทำงาน เหมือนกับต้องการปิดบังอะไรบางอย่างอยู่ และที่เกิดขึ้นล่าสุดมีการสั่งให้ตรวจสอบผมจากบัตรสนเท่ห์ โดยกล่าวหาว่าผมไปเรียกเก็บเงิน 40% จากค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเงินที่นำไปใช้เพื่อพัฒนาอุทยานฯให้ดีขึ้น รมว.ทรัพยากรฯ ก็ทราบดีว่า ผมมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ที่สำคัญไม่สมควรที่จะดำเนินการตรวจสอบผมจากบัตรสนเท่ห์ เนื่องจากมีมติ ครม.ระบุชัดเจนว่า กรณีบัตรสนเท่ห์ให้พิจารณาเฉพาะรายที่ระบุหลักฐานแวดล้อมชัดแจ้ง ตลอดจนมีพยานบุคคลแน่นอนเท่านั้น หากขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ถือว่าดำเนินการต่อไปไม่ได้ ถ้าคนระดับรัฐมนตรีวินิจฉัยเรื่องแค่นี้ไม่ได้ ก็น่าจะไปขายเต้าฮวยดีกว่า

ยังมีเรื่องที่ไปตรวจสอบการออกโฉนดทับที่ป่าสงวนแห่งชาติด้วย

กรณีการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบบริเวณหาดฟรีดอม ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขานาคเกิด จ.ภูเก็ต ซึ่งผมเป็นคนเดียวที่บอกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้องตั้งแต่สมัยที่เป็น ผอ.สำนักจัดการที่ดินป่าไม้ แต่ข้าราชการคนอื่นๆกลับไปร่วมขบวนการทำให้ถูกต้อง ตั้งแต่อธิบดีกรมป่าไม้ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ผอ.สำนักกฎหมาย ผอ.สำนักพื้นที่กระบี่ รวมทั้งบรรดาเจ้าหน้าที่ที่ไปขีดเขตให้ตรงนั้นไม่ใช่ป่า ซึ่งยังโชคดีที่มีรองอธิบดีกรมป่าไม้เห็นว่าเป็นการออกโฉนดโดยไม่ถูกต้อง และได้ทำหนังสือไปยังกรมที่ดินเพื่อให้เพิกถอนโฉนดทั้ง 2 ฉบับ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 เมษายน 55 จนบัดนี้ 3 ปีกว่ายังไม่มีความคืบหน้า สุดท้ายเอกสารลับของราชการกลับไปตกอยู่ในมือเจ้าของที่ดิน และนำมาร้องเรียนผมว่า บิดเบือนข้อเท็จจริง

ทำไมเอกสารลับของราชการถึงตกไปอยู่ในมือเอกชนจนกลับมาใช้ร้องเรียนเรา

คงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะเป็นเอกสารที่มีชั้นความลับ ซึ่งจะให้บุคคลภายในไม่ได้ ขนาดระดับอธิบดีก็นำออกมาไม่ได้ และเอกสารฉบับนี้ก็มีอยู่แต่ที่กระทรวงทรัพยากรฯ จึงต้องมีคนในนำออกไปให้ ซึ่งกระทรวงก็ไม่เห็นตั้งกรรมการสอบเพื่อเอาผิดกับคนที่แอบมาถ่ายสำเนารายงานฉบับนี้ออกไป แต่กลับสั่งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบผม ซึ่งแม้ผมจะร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ทุกอย่างเป็นมติของคณะกรรมการ การที่ร้องเรียนผมคนเดียวมีเจตนาให้ตัวผมมีปัญหา เช่นเดียวกับเรื่องบัตรสนเท่ห์ก็ไม่มีมูลอะไรเลย เจตนากลั่นแกล้งชัดๆ กลับตั้งกรรมการสอบอย่างรวดเร็ว

เอกสารลับที่ว่ามีเนื้อหาว่าอย่างไร

เป็นข้อมูลระบุว่าการออกโฉนดไม่ถูกต้อง และมีชื่อข้าราชการที่ไปร่วมกระทำผิดครบถ้วน เรื่องนี้ผมก็เคยรายงานโดยตรงกับรัฐมนตรีถึง 2 ครั้ง ท่านก็ถาม 2-3 ประโยค แล้วก็เงียบหายไป ไม่มีอะไรที่คืบหน้า แต่กลับมาตั้งกรรมการสอบสวนผม ซึ่งก็คล้ายกับในอดีตที่ผมเคยถูกกระทำลักษณะนี้โดนไล่ออกจากราชการ ซึ่งสาเหตุก็มาจากการที่เข้าไปตรวจสอบและรายงานเรื่องการทุจริตของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นผมที่ถูกย้าย และถูกออกบัตรสนเท่ห์ จนเป็นข้ออ้างทำให้อธิบดีในสมัยนั้นไล่ผมออกจากราชการ ก่อนที่จะต้อสู้จนได้รับความยุติธรรม พิสูจน์ตัวเองได้ และกลับมารับราชการได้อีกครั้ง

เหมือนจะให้ความสำคัญในการตรวจสอบกรณีหาดฟรีดอมเป็นพิเศษ

กรณีหาดฟรีดอม มีเรื่องร้องเรียนมาตั้งแต่ช่วงปี 54 มีการออกข่าวท้องถิ่น จนสื่อหลักนำมาขยายความต่อ ซึ่งจากการตรวจสอบผู้ที่มีส่วนร่วมกระทำผิด ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรฯก็มีตั้งแต่อธิบดีกรมป่าไม้ รองอธิบดี ผอ.สำนักฯ 2 คน เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ 1 คน รวม 5 คน ในส่วนของระดับจังหวัดก็มีตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด เจ้าหน้าที่ปกครอง ท้องถิ่น ที่มีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมการ รวมแล้วมากกว่า 10 คนที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญา รวมทั้งทางแพ่งด้วย แต่ปัจจุบันนี้ก็ยังเงียบอยู่ ซึ่งเคยบอกกับรัฐมนตรีว่า ถ้าใช้คดีฟรีดอมเป็นตัวอย่างในการปราบปรามการทุจริต เพราะจะโดนกันเป็นแผงตั้งแต่อธิบดียันเจ้าหน้าที่ เป็นใครก็คงกลัว แต่นี่การลงโทษทางวินัยภายในกระทรวง ซึ่งผมได้รายงานสรุปไปตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วก็ยังไม่คืบหน้า

การอยู่ในตำแหน่ง ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ น่าจะทำให้การต่อสู้เรื่องเหล่านี้ดีกว่าการที่ลาออกมา

ง่ายหรือไม่ง่ายไม่ใช่สาระสำคัญ แต่มองว่าถึงอยู่ไปจะไม่เกิดประโยชน์กับสำนักอุทยานแห่งชาติที่ผมดูแลอยู่ เพราะผมถูกปิดกั้นหลายๆ ด้าน แต่ถึงจะออกมาภายนอกแล้วก็ยังที่จะไปค้นหาข้อเท็จจริงต่างๆได้ ขณะที่ข้อมูลต่างๆก็มีอยู่ในมือแล้ว แต่ติดใจสงสัยว่า ทำไมเรื่องไม่ไปถึงไหนเสียที การที่ออกมาเช่นนี้อาจจะทำให้สะดวกกับการเคลื่อนไหวมากกว่าด้วย เพราะถ้ามีตำแหน่งเวลาพูดอะไร ก็จะมีหนังสือห้ามตามมาทันที ซึ่งเราก็ลำบากใจที่ผู้ใหญ่มามองเราในทางอคติตลอด

เพื่อนๆ ข้าราชการคิดเห็นอย่างไรกับการลาออกครั้งนี้

ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะเหลืออีก 3 เดือนก็จะเกษียณแล้ว ซึ่งสิ่งที่ข้าราชการทั้งหลายใฝ่ฝันคือ การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพายชั้นที่ 2 เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตตัวเองและวงศ์ตระกูล ซึ่งผมเองก็ได้รับสายสะพายชั้น 1 มาแล้ว หากผมอยู่อีก 3 เดือนเกษียณในตำแหน่งหน้าที่ก็จะได้สายสะพายชั้นที่ 2 แต่ผมถือว่าเมื่อมีหลายเหตุบังคับให้ผมต้องออก ก็ต้องยินยอมที่จะต้องเสียสละ เพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนร่วมต่อประเทศชาติ

ที่ผ่านมาได้ชื่อว่าเป็นข้าราชการตงฉิน และมือปราบโกงคนหนึ่ง

ผมไปลุยมาตั้งแต่บรรจุเข้ารับราชการใหม่ๆ สมัยเป็นแค่ระดับซี 3 ก็เคยเสนอให้มีการตั้งกรรมการสอบการทุจริตเกี่ยวกับการรังวัดที่ดิน แต่ก็ไม่มีใครเอาด้วย ถึงจะมีการตั้งกรรมการแต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นเราที่ต้องถูกย้ายเองด้วยซ้ำ

การเข้ามาของรัฐบาล คสช.ไม่ได้ให้การปราบปรามการทุจริตเข้มข้นขึ้นเลย

ผมว่าไม่เปลี่ยนไปจากเดิม อย่างกรณีหาดฟรีดอมมีผู้กระทำผิดชัดเจน ป.ป.ช.ก็เคยแถลงข่าวระบุอย่างชัดเจนว่ามีใครบ้าง รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรฯก็มีรายงานการกระทำผิดอยู่แล้ว ดูแปบเดียวก็รู้ว่ามีการประพฤติมิชอบ สามารถลงโทษทางวินัยได้เลย แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆเลย เหมือนกับเกรงใจหรือมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย เช่นเดียวกับกรณีออกโฉนดโดยมิชอบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต ก็มีการดำเนินการมาเป็นลำดับ แต่เรื่องก็ไม่คืบหน้า พอเราไปให้ข่าวกับสื่อมวลชนก็กลายเป็นว่า เราไปให้ร้ายคนนั้นคนนี้ ทำให้เกิดความไม่เข้าใจระหว่างหน่วยงาน ทั้งที่ข้อเท็จจริงชัดเจนว่าผิดถูกกันอย่างไร จาก 2 กรณีนี้สะท้อนชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นยังทำไม่ได้ แม้แต่ในยุค คสช.

แม้จะเป็นยุครัฐบาล คสช. แต่การซื้อขายตำแหน่งก็ยังมีอยู่

ยังมีอยู่ตลอด ในกระทรวงทรัพยากรฯเองก็มักมีรายการคุณขอมา มีผู้ใหญ่ขอลงมา โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่จะมีการแต่งตั้งรองอธิบดี 10 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ผมไปโพสต์เฟซบุ๊กจนทำให้รัฐมนตรีไม่พอใจ ทั้งที่ไม่ได้มีเนื้อหาไปพาดพิงใคร เพียงแต่อาจจะมีข้อความที่จี้ใจดำใครบางคนเท่านั้น โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “ท่านปลัดจะไม่ยอมแต่งตั้งโจรไปเป็นรองอธิบดีเด็ดขาด” แค่นี้ก็ทำให้เข้าใจว่า ผมไปต่อว่า จนมีการเรียกมาคุยเพื่อให้ขอโทษทันที ทีเรื่องอื่นผมพูดมาตั้งหลายเดือนกลับไม่สนใจ แต่พอเป็นเรื่องนี้แค่ข้ามคืนก็เรียกหาทันที

จนเป็นข่าวว่า พล.อ.ดาว์พงษ์เรียกคุณสมัครเข้าไปให้ขอโทษต่อหน้า

วันที่โพสต์เฟซบุ๊กจนเป็นเรื่องเป็นราว คือตอนตี 3 โพสต์ข้อความอยู่ที่ดูไบ รอเปลี่ยนเครื่องเพื่อกลับเมืองไทย พอกลับมาถึงเช้าวันจันทร์ก็ถูกเรียกเข้าพบ เข้าไปในห้องประชุมมีพวกข้าราชการผู้ใหญ่นั่งกันอยู่รวม 9 คน โดยมีรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ ตอนแรกรัฐมนตรีก็บอกจะให้เราขอโทษให้ได้ ผมก็ไม่ยอม และก่อนหน้านั้นอธิบดีได้ยกมือไหว้ขอโทษรัฐมนตรีไปก่อนแล้ว ในฐานะที่ไม่สามารถควบคุมผมที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ แต่รัฐมนตรีไม่ยอม บอกว่าผมเป็นคนผิด ต้องให้ผมขอโทษเท่านั้น รัฐมนตรีพยายามพูดให้ผมยอมรับผิด ผมก็ชี้แจงว่า ผมไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ที่โพสต์ไปก็เป็นเรื่องของชาติที่แล้วเท่านั้น รัฐมนตรีก็พูดเลยว่า “ถ้าไม่ยอมรับผิด ไม่ยอมขอโทษ เดี๋ยวคุณจะมีอีกหลายเรื่องตามมา” แล้วก็สั่งให้อธิบดีกรมอุทยานฯตั้งกรรมการสอบสวนผมเลย เพราะเห็นว่าผมไปหักหน้า

แต่ พล.อ.ดาว์พงษ์ ก็ออกมาพูดเองว่าไม่ได้ติดใจเอาความคุณสมัคร

ท่านบอกมันเป็นความเข้าใจผิด เป็นการสื่อสารผิดระหว่างอธิบดีกับปลัดกระทรวง แต่จริงๆ แล้วท่านพูดเองว่าให้ไปตั้งกรรมการสอบผม ผมได้ยินทั้งสองหู ลักษณะนี้ก็เป็นการขู่ให้ผมยอมรับผิดและขอโทษ ท่านอธิบดียังคิดได้แล้วบอกว่า “มันจะดีเหรอครับ เดี๋ยวนักข่าวรู้จะเป็นข่าวใหญ่โต” รัฐมนตรีกลับพูดเสียงดังว่า “ก็ดีสิ ให้มันลงกันเยอะๆ ไปบอกมันเลยไอ้พวกนักข่าว ผมยิ่งชอบ” คงจะมีเจตนาให้ผมกลัว แต่ผมยืนยันว่าไม่ยอม เพราะหนักกว่านี้ผมก็เคยเจอมาแล้ว ทั้ง 8-9 คนที่อยู่ในห้องประชุมวันนั้นก็พยายามหว่านล้อมให้ผมยอมรับ พอตกลงกันไม่ได้ก็แยกย้าย หลังจากนั้นอีก 2 วัน ก็มีโทรศัพท์มาเรียกผมแต่เช้าให้ไปพบท่านปลัดกับอธิบดี ผมก็ยังยืนยันว่าถึงตายก็ไม่ยอม เรื่องนี้ถ้าเราไม่ผิดแล้วไปขอโทษก็จะกลายเป็นคนผิด และยังเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของข้าราชการ และศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ที่สำคัญเรื่องการขอโทษขอขมาก็น่าจะเป็นเรื่องของคนที่สำนึกผิดเอง ไม่ใช่ว่ามาบังคับกันแบบนี้

สรุปคุณสมัครก็ไม่ได้ขอโทษ แล้วมีผลกระทบตามมาหรือไม่

ก็มีการข่มขู่ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอธิบดีถึงปล่อยให้มีการข่มขู่ลูกน้องตัวเองในห้องทำงานของตัวเอง จริงๆ ต้องตะเพิดไปจากห้อง แต่นี่เหมือนเป็นพวกเดียวกัน

ในอดีตคุณสมัครก็เคยเจอปัญหาลักษณะนี้ถึงขั้นถูกไล่ออกจากราชการมาแล้ว

เมื่อประมาณปี 2543 สมัยที่คุณปลอดประสพ (สุรัสวดี) เป็นอธิบดีกรมป่าไม้ มักจะบอกว่า เราต้องโปร่งใส ต้องซื่อสัตย์สุจริต ไม่ให้มีเรื่องทุจริตโดยเด็ดขาด พูดถึงขนาดว่า เขามาเพื่อที่จะมากวาดบ้าน มาทำความสะอาดกกรมป่าไม้ แต่พอเราเอาเข้าจริงกลับกลายเป็นตรงกันข้าม ด้วยความที่โดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่ต้องการให้มีการทุจริตอยู่แล้ว เมื่อมีคนระดับอธิบดีกรมมาพูดเหมือนให้ท้ายว่า ใครรู้เบาะแสอะไรให้มาบอก เราก็พาซื่อนึกว่าเขาเอาจริง รวบรวมเป็นรายงานเสนอไป เพราะเรื่องที่เรารายงานไปว่ามีเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างทุจริต ซึ่งก็มีความเกี่ยวโยงมาถึงตัวผู้บริหารกรมทั้งนั้น ก็เลยมีการทำบัตรสนเท่ห์กล่าวหาผมว่าทุจริตเสียเอง จนเป็นเรื่องที่ทำให้ผมถูกย้าย และท้ายที่สุดก็ผมถูกไล่ออกจากราชการ เพราะเขาไม่ต้องการให้ผุดให้เกิดเลย จึงต้องไปอุทธรณ์สู้ในชั้น ก.พ. ใช้เวลาต่อสู้อยู่ 3 ปีกว่า สุดท้าย ก.พ.สรุปว่าผมไม่ได้ทุจริต ผมถึงกลับมารับราชการได้ แต่ผมถูกไล่ออก ในฐานะผู้นำครอบครัว เงินเดือนก็ไม่มี อยู่บ้านเฉยๆ เรียกว่าแต่ละเดือนลำบากมาก ส่วนตัวก็มีลูก 6 คนที่ต้องเลี้ยงดู เมื่อมีปัญหาตอนนั้นลูกชายคนโตก็ไม่ได้เรียนต่อ เพราะเราไม่มีเงินส่ง

ได้รับผลกระทบขนาดนี้แล้วแต่ก็ยังยืนหยัดต่อสู้อยู่อย่างนี้

มันอยู่ในสายเลือดแล้ว เราสู้มาขนาดนี้แล้ว เราไม่ได้ทำผิด ไม่มีเรื่องที่จะต้องกลัว ถ้าเราจะทำความดีแล้วมานั่งกลัวก็คงไม่ถูกต้อง เมื่อเราเลือกแล้วก็ไม่ได้ลำบากใจอะไร เพราะเรามีความตั้งใจที่จะทำ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคขวากหนามบ้าง แต่ก็เชื่อว่าต้องลุล่วงด้วยดี

เคยฉุกคิดไหมว่าที่เราเดินทางสายนี้เป็นการคิดผิด

จริงๆก็เคยรู้สึก ลูกชายคนโตที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่ไม่ได้เรียนต่อ ก็เคยมาพูดกับเราหลายครั้งว่า ทำไมพ่อไม่เป็นเหมือนคนอื่น ถ้าเป็นเหมือนคนอื่นป่านนี้เราสบายไปแล้ว ผมก็คิดเหมือนกันว่าทำไมเราไม่ทำเพื่อตัวเองบ้าง แต่เมื่อคิดแล้วถ้าเราทำผิดมา แล้วมาเจอขบวนการกลั่นแกล้งแบบนี้ เราไม่รอด ผมเสร็จตั้งแต่ยกแรกแล้ว แต่ที่เรายังอยู่ตรงนี้ได้ เพราะเราไม่มีแผล เราไม่ได้ทำผิด คุณงามความดีที่ทำมาได้ช่วยเราแล้ว ครั้งหนึ่งมีข้าราชการคนหนึ่งมากล่าวหาผมในขณะที่มีการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน บอกว่าเป็นลูกน้องผม และผมบังคับให้ต้องหาเงินให้เดือนละ 5 หมื่นถึงแสนบาท ซึ่งเยอะมากในสมัยก่อน แต่สุดท้ายผมก็ไปฟ้อง และศาลสั่งให้คนนั้นจำคุกฐานให้ร้ายผู้บังคับบัญชา ขณะที่ทางกรมไม่ทำอะไรสักอย่าง ผมก็เป็นคนไปหาหลักฐานมาเองว่า คนนั้นทุจริตเสียเอง ทางกรมจึงไล่ออกจากราชการไป

การตัดสินใจออกครั้งมีคนทัดทานหรือไม่

ไม่มีใครรู้มาก่อน พอเรายื่นใบลาออก ก็เห็นว่าพวกที่อยากให้ผมออกส่งข่าวกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มบรรดานักวิ่งทั้งหลาย เป็นสัญญาณว่าเริ่มมีการเตรียมเงินเพื่อวิ่งเต้นมาแทนผม

มีใครเรียกคุยเพื่อยับยั้งการลาออกครั้งนี้ไหม

ไม่มี เพราะเขาอยากให้ผมออกอยู่แล้ว ถ้าใครมายับยั้งผมแล้ว เรื่องไปเข้าหูรัฐมนตรี ก็คงจะถูกหางเลขไปด้วย คนที่ยับยั้งผมได้ ก็มีแค่รองอธิบดี อธิบดี และปลัดกระทรวง ถ้า 1 ใน 3 คนนี้บอกว่าให้ผมอยู่ต่อ เนื่องจากจะเกษียณอยู่แล้ว และมีการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปแล้ว การจะไปทำเรื่องขอยกเลิกเป็นการกระทำที่ไม่บังควร ซึ่งก็เป็นเหตุผลที่จะขอยับยั้งผมได้ แต่ไม่มีใครทำ

วางแผนการต่อสู้ในอนาคตไว้อย่างไร

คิดเพียงว่า ทำอะไรก็ได้ที่ได้ประโยชน์กับส่วนรวมและประเทศชาติ โดยเฉพาะวงการด้านป่าไม้ที่ผมยังคงวนเวียนอยู่ แม้จะไม่มีตำแหน่งอะไร ก็จะไปหางานที่ถนัด โดยเฉพาะการตรวจสอบการกระทำผิด หรือการทุจริต เรื่องเอกสารสิทธิ์ ซึ่งเราตรวจสอบได้ทุกเวลา เมื่อครั้งที่ถูกไล่ออก 3 ปีกว่า ก็ใช้เวลาในการหาข้อมูลการทุจริตต่างๆ ประสานสื่อให้เช้าไปเปิดโปง รวมทั้งรายงานไปยังกรมและกระทรวง จนป่านนี้ 10 ปีได้แล้วแต่ผลการสอบสวนยังไม่ออกมาเลย ก็ตั้งใจว่าจะทำงานตรวจสอบนี่ไปจนกว่าจะหมดลมหายใจ เพราะเป็นเรื่องดีที่ทำได้ตลอดชีวิต

อยากให้ฝากอะไรให้ข้าราชการที่ยังอยู่ใต้นักการเมือง และไม่กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง

ขอฝากไปถึงคนที่ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ในวังวน ส่วนที่คนที่เข้าไปแล้วก็คงแก้ไม่ได้ เพราะกลายเป็นสันดานไปแล้ว อยากให้ข้าราชการรุ่นน้องที่ยังไม่ถลำลึก ท่านยังสามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้อีกมาก ช่วยกันทำทุสิ่งให้ถูกต้อง อยากไปทุจริตตามแบบอย่างของผู้บริหารที่เหนือๆขึ้นไป แค่นี้ก็ช่วยประเทศได้เยอะแล้ว





กำลังโหลดความคิดเห็น...