ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -การออกมาตอดเล็กตอดน้อยของกลุ่มคนหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศที่เรียกตัวเองว่า “องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” หรือ The Organisation of Free Thais for Human Rights and Democracy ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ยูทิวบ์ และเฟซบุ๊กแฟนเพจ “เสรีไทย ปราบกบฏ 2014” เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา อ้างว่า องค์การของพวกตนได้รับการจดทะเบียนเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงหาผลกำไร (Non-government Organisation) หรือ เอ็นจีโอ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียบร้อยแล้ว
พร้อมกับประกาศว่า องค์การจะร่วมกับเอ็นจีโอด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ทั่วโลกประมาณ 2,500 แห่ง ขับเคลื่อนผลักดันให้ทุกรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาลไทย ยอมลงนามในสัตยาบันกรุงโรมเพื่อรองรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ(International Criminal Court-ICC) ตามที่แกนนำคนเสื้อแดงเคยเรียกร้องมาโดยตลอด โดยหวังว่าจะนำกรณีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 เข้าสู่การสอบสวนของ ไอซีซี.ด้วย
“องค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย จะได้พยายามดำเนินการให้นานาชาติหันมาสนใจและเข้าใจว่าเวลานี้ประชาชนคนไทยไม่มีความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิต ตลอดจนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันตามแบบสากล ไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แต่เป็นการปกครองระบอบเผด็จการทหาร ที่ยึดเอาผลประโยชน์ของชนชั้นและกลุ่มบุคคลเป็นหลัก โดยใช้กฎอัยการศึกกดหัวประชาชนมากว่าครึ่งปีแล้ว
“เพื่อให้นานาชาติช่วยกันกดดันให้ผู้มีอำนาจปกครองประเทศไทย ต้องยอมรับกฎหมายสากลที่คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้หลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ให้เสรีภาพ เสมอภาค มีความยุติธรรมเท่าเทียม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้อีกต่อไป”แถลงการณ์องค์การเสรีไทยฯ กล่าวอ้าง
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ในทำนองว่า ไม่ได้ให้ค่ากับการออกแถลงการณ์ขององค์การเสรีไทยฯ ดังกล่าว
แต่อย่าลืมว่า องค์การฯ นี้ คือเชื้อร้ายที่เหลือค้างมาจากกลุ่มอำนาจเก่า มีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ บริวารคนสำคัญของ นช.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยเป็นถึงหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และได้หลบหนีออกนอกประเทศหลังการรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นเลขาธิการ
รวมทั้งมี“ไข่แม้ว”คนสำคัญอีก 2 คน เป็นแกนนำ คือ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่หลบหนีออกนอกประเทศตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 หลังจากถูกออกหมายจับในคดีหมิ่นเบื้องสูง กรณีกล่าวปาฐกถาพาดพิงสถาบันฯ ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (เอฟซีซีที) เมื่อปี 2550
และนายสุนัย จุลพงศธร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ที่ถูก คสช.เรียกไปรายงานตัว ตามคำสั่งที่ 53/2557 ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2557 แต่ไม่ยอมไป และได้หลบหนีออกนอกประเทศ จนถูกออกหมายจับ และหนังสือเดินทางถูกยกเลิกตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2557
องค์การเสรีไทยฯ ได้ถือโอกาสวันที่ 24 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ประกาศจัดตั้งองค์การ โดยอ้างถึงวัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง 6 ข้อ คือ 1.ต่อต้านระบอบเผด็จการทหารและเครือข่ายอำมาตย์ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 2.ฟื้นฟูและเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย ให้มีความถาวรและเป็นเสาหลักของสังคมไทย 3.เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค เสรีภาพ และสันติภาพ 4.ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจเสรีและเป็นธรรม 5.ปฏิรูปวัฒนธรรมไทยให้สอดรับกับระบอบประชาธิปไตย และ 6.พัฒนาคุณภาพประชาชนไทยสู่ความเป็นสากล
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวขององค์การเสรีไทยฯ นับจากวันที่ 24 มิถุนายนเป็นต้นมา ล้วนเป็นการต่อต้าน คสช.เป็นเรื่องหลัก ตามยุทธศาสตร์ “โลกล้อมประเทศ” โดยการเดินเกมกับนานาชาติเพื่อทำลายความชอบธรรมในการเข้าปกครองประเทศของ คสช.
เช่น กรณีการช่วยเหลือนางสาวกริชสุดา คุณะเสน แนวร่วมคนเสื้อแดงหลบหนีไปยังประเทศในยุโรป และไปป่าวประกาศต่อนานาชาติอ้างว่าถูกทหารทำร้ายระหว่างควบคุมตัวหลังการรัฐประหาร โดยนางสาวกริชสุดา ได้ไปร้องเรียนถึงสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
องค์การเสรีไทยฯ ยังไปร้องเรียนสหภาพรัฐสภานานาชาติ หรือไอพียู ให้พิจารณาสถานภาพของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของไทย ที่เข้าร่วมในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภานานาชาติ ช่วงวันที่ 12-16 ตุลาคม 2557
นอกจากนั้น ในวันพระราชทานเพลิงศพ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง เมื่อ 19 ตุลาคม 2557 องค์การเสรีไทยฯ ก็ฉวยโอกาสปลุกระดมผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “เสรีไทย ปราบกบฏ 2014” ให้คนเสื้อแดงไปร่วมงานที่วัดบางไผ่ จังหวัดนนทบุรี ให้ถึง 50,000 คน โดยอ้างว่าเพื่อแสดงพลังคนเสื้อแดงให้ใครหลายๆ คนอกแตกตาย
หากได้ติดตามเฟซบุ๊กแฟนเพจ “เสรีไทย ปราบกบฏ 2014” ก็จะเห็นว่า องค์การเสรีไทยฯ ยังคงสร้างประเด็นขึ้นมาโจมตี คสช.อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันนายจารุพงศ์ก็ได้เดินสายจัดตั้งเครือข่ายเสรีไทยฯ ตามพื้นที่ต่างๆ ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกขึ้นเรื่อยๆ
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ คสช.ไม่ควรจะเพิกเฉย เพราะโดยเป้าหมายการเคลื่อนไหวขององค์การเสรีไทยฯ แล้ว ต้องการต่อต้าน หรือโค่นล้ม คสช.โดยตรง หากเป็นไปได้
แม้ในขณะนี้ องค์การเสรีไทยฯ จะไม่มีกำลังเข้มแข็งพอที่จะสร้างความหวั่นไหวให้ คสช.ได้ แต่หากปล่อยให้คนกลุ่มนี้ขยายจำนวนสมาชิกและปลูกฝังแนวคิดตามที่ประกาศเจตนารมณ์ไว้ ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินหน้าตามโรดแมปของ คสช.อย่างแน่นอน
การเร่งจัดการกับองค์การเสรีไทยฯ เสียตั้งแต่ตอนนี้ จึงเป็นเรื่องที่ คสช.ควรกระทำ และถ้าลงมือจริงๆ ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแกนนำแต่ละคนล้วนแต่มีคดีติดตัวทั้งสิ้น
การกล่าวอ้างว่าเป็นองค์กรที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เกราะป้องกันที่จะไม่ให้รัฐบาลไทยเข้าไปจัดการกับคนเหล่านี้ได้ นั่นเพราะการจดทะเบียนเป็นเอ็นจีโอในสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ได้ยุ่งยากตามที่แถลงการณ์องค์การเสรีไทยฯ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม กล่าวอ้างแต่อย่างใด เพียงแค่ระดับเจ้าหน้าที่ก็อนุมัติให้จดได้แล้ว เพราะสหรัฐฯ ให้อิสระเสรีแก่องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไรอยู่แล้ว และรัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงการทำงานของเอ็นจีโออย่างเด็ดขาด
การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ไม่ให้ค่าองค์การเสรีไทยฯ และเย้ยหยันว่ามีแต่พวกหลบหนีคดี ขนาดเสรีไทยตังจริงยังไม่ยอมรับนั้น ก็เป็นการแสดงท่าทีที่ถูกต้องแล้ว
แต่ถ้าจะให้ถูกต้องยิ่งกว่านั้น รัฐบาล คสช.จะต้องเร่งดำเนินการหยุดยั้งการขยายตัวขององค์การเสรีไทยฯ และต้องเอาผิดต่อการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดโดยองค์การฯ นี้ด้วย


