xs
xsm
sm
md
lg

คสช. จะอยู่กับจีนและเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างไร?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: วริษฐ์ ลิ้มทองกุล



วานนี้ (22 ก.ย.) เป็นวันครบ 4 เดือนเต็มของการเข้าควบคุมอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช., ผู้บัญชาการทหารบก และนายกรัฐมนตรี ควบ 3 ตำแหน่ง

การเข้าควบคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของ คสช. มาเป็นระยะเวลาสี่เดือนจนมี รัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และกำลังจะมีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นับว่าเป็นความคืบหน้าในระดับหนึ่งตามโรดแม็ปที่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ และคสช. ได้ระบุไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ

อย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไปเหตุผลของการเข้าควบคุมอำนาจเพื่อสร้างเสถียรภาพ และ รักษาความสงบสุขของประเทศและประชาชน คงจะไม่เพียงพอที่จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศของ คสช. เป็นไปได้อย่างราบรื่นเหมือนในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ และคสช.จะต้องเผชิญแรงกดดันจากภายในที่เชื่อมโยงกับภายนอก ซึ่งนับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แรงกดดันภายใน ปรากฎชัดว่ากลุ่มเสื้อแดง หรือ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดิม ได้จัดตั้งองค์กรและเครือข่าย ที่มีองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย นำโดย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ และนายจักรภพ เพ็ญแขขึ้นมา ซึ่งนับวันเครือข่ายนี้ก็ยิ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับ คสช. มากขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นได้ชัดคือกรณีของ น.ส.กริชสุดา คุณะเสน แนวร่วมคนเสื้อแดงที่หลบหนีออกนอกประเทศไปยังทวีปยุโรป และเป็นหนามยอกอกของ พล.อ.ประยุทธ์และ คสช. อยู่ในปัจจุบัน

ยุทธศาสตร์ขององค์กรเครือข่ายของคนเสื้อแดงที่มีเงาของ “คนแดนไกล” อยู่เบื้องหลัง ชัดเจนว่า คือ ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ ที่ใช้ต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 2549 จนกระทั่งถึงยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นการเชิญ นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน สองขั้วมหาอำนาจของโลกมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการในช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ หรือการขับเคลื่อนอื่นๆ ที่มีการสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ

สถานการณ์หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. ยิ่งปรากฎชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศของกลุ่มเสื้อแดงและคนแดนไกลยังดำรงอยู่ และมีความก้าวหน้ากว่าเดิมอย่างมาก อันปรากฎหลักฐานชัดเจนคือท่าทีของทูตจากประเทศมหาอำนาจทางตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป อย่างเช่น นางคริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และสถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศไทย ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ยอมรับการรัฐประหาร ทั้งพยายามให้การสนับสนุนคนเสื้อแดงและคนของอดีตรัฐบาลในระบอบทักษิณอยู่เนืองๆ หรือ นายมาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ที่เมื่อเร็วๆ นี้กลับมาเขียนบล็อก โดยอ้างว่าเป็นบล็อกส่วนตัว แต่เน้นเขียนเรื่องปัญหาภายในประเทศไทย โดยหยิบยกปมปัญหาเรื่องสถาบันกษัตริย์ และกระทบชิ่งไปยังเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 อันมีเนื้อหาทำนองกล่าวเตือน และสั่งสอนคนไทยเรื่องระบอบประชาธิปไตย รวมไปถึงเสรีภาพในความเชื่อ การแสดงความคิดเห็น และสิทธิมนุษยชน

ภายหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. เปลวเพลิงแห่งความขัดแย้งภายในประเทศดูคล้ายว่าจะสงบลงชั่วคราว ด้วยอำนาจจากกำปั้นเหล็กของ คสช. ทว่า เปลวไฟแห่งความขัดแย้งบางส่วนเหมือนว่าจะถูกนำออกไปสุมที่ภายนอกแทน

สี่เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจีนดูจะเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงชาติเดียวที่สงวนท่าทีต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย ตามหลัก “ไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน” หนึ่งในหลัก 5 ประการแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันเป็นหลักการพื้นฐานทางการทูตที่จีนค่อนข้างยึดถืออย่างเคร่งครัดมาตลอด

นายหนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 ที่ทำเนียบรัฐบาล (แฟ้มภาพ)
ท่าทีและการวางตัวที่เป็นมิตรของรัฐบาลจีนรวมถึงประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงต่อ คสช. และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก่อให้เกิดเสียงสนับสนุนและการโยนหินถามทางจากปัญญาชน และผู้นำในสังคมจำนวนไม่น้อยว่า แทนที่จะหันไปพึ่งพามหาอำนาจจากตะวันตกเหมือนกับที่เคยทำมา เราควรใช้โอกาสนี้ในการหันกลับมาคบหาสมาคม สานสัมพันธ์และประสานประโยชน์กับจีนและประเทศเพื่อนบ้านกันให้มากกว่าเดิมดีหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ผมพบว่าความคลุมเครืออันเนื่องมาจากสาเหตุของการรัฐประหาร 22 พ.ค. รวมถึงการขาดความชัดเจนในการดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อเหตุความรุนแรงในบ้านเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่ของทางการจีน รวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านของเราในอาเซียนขาดความเชื่อมั่นต่อ การเข้าควบคุมอำนาจของ คสช. และการเข้าบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

ผู้สื่อข่าวจากหลายประเทศในอาเซียน ซึ่งติดตามข่าวในบ้านเรามาตลอดกล่าวกับผมว่า ในสายตาของเขาการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ก่อความรุนแรง ชายชุดดำ กลุ่มคนผู้สะสมและใช้อาวุธทำร้ายและเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ในช่วงการชุมนุมตลอดหลายปีที่ผ่านมา เป็นเพียง “การเล่นละคร” ของเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่นำมาสู่ความไม่เชื่อมั่นและเชื่อถือก็คือ “แทบทุกคดียังไม่มีการเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการใหญ่เลย!”

เช่นนี้ การที่เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการจับกุม-ดำเนินคดี คนร้ายและชายชุดดำต่างๆ แทนที่จะเป็นจุดแข็ง เพิ่มความชอบธรรมให้กับการรัฐประหาร 22 พ.ค. กลับกลายเป็นว่า การดำเนินการดังกล่าวโดยตัดตอนที่จะกล่าวถึง “ผู้บงการใหญ่” ไม่ให้สื่อและสาธารณชนได้รับทราบนั้นเป็นจุดอ่อนสำคัญที่นับวันจะกลายเป็นบูมเมอแรงกลับมาทำร้าย คสช. เสียเอง

... ประเด็นนี้ถือเป็นสิ่งที่ คสช. ต้องระวังเป็นประการที่หนึ่ง

ประเด็นที่สองก็คือ ต้องยอมรับว่า “คะแนนนิยม” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เพียงมีแค่ในหมู่คนเสื้อแดง ฐานเสียงทางการเมือง หรือผู้ที่ชื่นชอบในนโยบายของรัฐบาลของคนในตระกูลชินวัตรในประเทศไทยเท่านั้น แต่ต้องยอมรับว่าคะแนนนิยมของผู้นำตระกูลชินวัตรในหมู่คนของประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีอยู่สูง

เพื่อนของผมชาวสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์เหลียนเหอเจ่าเป้า เล่าให้ฟังว่า ไม่กี่เดือนก่อน เมื่อครั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ขออนุญาตเดินทางไปร่วมงานวันเกิดพี่ชายที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยก่อนเดินทางกลับมาเมืองไทย คนในตระกูลชินวัตรมีการแวะไปทานข้าวที่ร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่งชื่อ Ming Kee Live Seafood ซึ่งตั้งอยู่บนถนนแมคเพอร์ซัน ในประเทศสิงคโปร์ จนเป็นข่าวโด่งดังเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าหลังจากนั้น ร้านอาหารดังกล่าวกลายเป็นร้านโด่งดังของสิงคโปร์ในชั่วเวลาเพียงข้ามคืน จนคนสิงคโปร์เข้าไปต่อคิวรับประทานกัน


หรือแม้กระทั่งประเด็นเรื่องรูปร่างหน้าตา การแต่งกายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ (โดยไม่กล่าวถึงความสามารถ) ก็ยังเป็นที่กล่าวขวัญของสื่อมวลชนในหลายประเทศของอาเซียนจนถึงปัจจุบัน

อิทธิพลเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือ Soft Power ที่ตระกูลชินวัตรมี และเป็นข้อเปรียบเทียบซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติและความรู้สึกของประชาชน สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐของประเทศเพื่อนบ้านที่มีต่อผู้นำและรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ คสช. รัฐบาลทหารที่มีภาพลักษณ์ค่อนข้างแข็งกร้าว และเข้าถึงได้ยาก

ประการต่อมา คือ ความชัดเจนของการดำเนินนโยบายที่เชื่อมโยงและเกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลภายใต้การควบคุมของ คสช. ขึ้นแล้ว ความคาดหวังต่อนโยบายและโครงการที่มีการลงนาม หรือตกลงกันไว้แล้ว แต่ต้องสะดุดลงเนื่องมาจากการรัฐประหาร 22 พ.ค. ก็จะต้องมีการเจรจาและเดินหน้ากันต่อ

ดังที่ผมเคยยกตัวอย่างเอาไว้ว่า ปัญหาโครงการข้าวสารแลกรถไฟความเร็วสูง (大米换高铁) ซึ่งรัฐบาลไทยในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยตกลงกันไว้กับรัฐบาลจีนไว้ เป็นปัญหาที่รัฐบาล คสช. จะต้องรีบเข้าไปแก้ไขโดยเร่งด่วน เพราะโครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการที่ รัฐบาลจีนโดยนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน ถือเป็นผลสำเร็จสำคัญระหว่างการเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-15 ตุลาคม 2556 ทว่า กลับกลายเป็นโครงการที่ปราศจากความคืบหน้าอย่างสิ้นเชิง และมีแนวโน้มว่าอาจจะต้องยกเลิกเสียด้วยซ้ำ


บันทึกความเข้าใจว่าด้วยโครงการความร่วมมือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย ที่เชื่อมโยงกับการชำระค่าใช้จ่ายด้วยสินค้าเกษตร (ข้าวและยางพารา) ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ลงนามกับรัฐบาลจีนไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2556 เป็นการผูกมัดเอาโครงการจำนำข้าวที่มีการทุจริตอย่างมโหฬาร และทำให้ประเทศไทยสูญงบประมาณกว่า 5 แสนล้านบาท เข้ากับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้เกิดความซับซ้อนของปัญหายิ่งขึ้นไปอีก

ทุกวันนี้ บรรดาเพื่อนๆ นักการทูตและผู้สื่อข่าวชาวจีนเมื่อเจอหน้าผม ต่างสอบถามถึง ความคืบหน้าและการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการข้าวสารแลกรถไฟความเร็วสูงด้วยกันทั้งสิ้น

ช่วงหลายเดือนมานี้ หากใครติดตามข่าวจะเห็นว่าผู้นำและรัฐบาลจีนต่างใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ โดยมีการผลักดันอย่างต่อเนื่องในการนำโครงการถไฟความเร็วสูงออกไปเสนอยังต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินเดีย รัสเซีย หรือยุโรป และสหรัฐอเมริกา

นโยบายการทูตรถไฟความเร็วสูง หรือ High-Speed Rail Diplomacy เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน วางแผนเอาไว้หลายปีแล้ว ก่อนที่ผู้นำรุ่นที่ 5 คือ สี จิ้นผิง และหลี่ เค่อเฉียงจะได้รับแต่งตั้งเสียอีก โดยเมกะโปรเจ็กต์เกี่ยวกับเครือข่ายรถไฟ ความเร็วสูงข้ามประเทศ-ข้ามทวีป ของจีนนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงทรัพยากรธรรมชาติจากต่างประเทศเข้ามาหล่อเลี้ยงการเจริญเติบโตของจีน และกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่ในแถบตะวันตกที่สภาพ เศรษฐกิจและสังคมยังล้าหลังอยู่มากให้เกิดเป็นผลสำเร็จภายในปี 2568 (ค.ศ.2025) ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ารัฐบาลจีนต้องการที่จะพูดคุย เพื่อแก้ไขปัญหา และผลักดันเรื่องนี้ต่อไปไม่ว่าไทยจะเอาสินค้าเกษตรแลกหรือไม่ก็ตาม

จากเหตุผลเหล่านี้ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ภายใต้การกำกับดูแลของ คสช. จึงจำเป็นที่จะต้องทำการบ้านเรื่องการต่างประเทศให้หนักและละเอียดรอบคอบมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และมหาอำนาจอย่างจีน เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับอิทธิพลของมหาอำนาจจากโลกตะวันตก

อ่านเพิ่มเติม :
- วริษฐ์ ลิ้มทองกุล, การทูตรถไฟความเร็วสูง, นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา, เมษายน 2553
บทเรียน นายกฯประยุทธ์ !!
บทเรียน นายกฯประยุทธ์ !!
เกือบไปแล้วเชียวสำหรับบทบาทใหม่ในฐานะ นายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจาก พลาด ด้วยคำพูดของตัวเองเรื่อง บิกินี นักท่องเที่ยว เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แม้จะรู้ว่าพูดด้วยความปราถนาดี ไม่ต้องการให้เกิดเรื่องเลวร้ายกับใคร เพราะจะกระทบกับบ้านเมืองของเรา ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายกระทบไปหมด แต่ก็อย่างว่าแหละมัน ไม่ถูกจังหวะ และเมื่อพิจารณาโดยรวมมันก็เหมือนกับการพูดด้วยคะนองปาก จริงๆ โดยเฉพาะคำพูดที่กล่าวพาดพิงถึงเรื่องความสวยหรือไม่สวย ที่ใส่ชุดในลักษณะล่อแหลม ฟังดูแล้วก็ต้องบอกตรงๆว่า ไม่เหมาะ ด้วยประการทั้งปวง เพราะสามารถมีวิธีพูดอย่างอื่นได้ และแน่นอนอยู่แล้ว สื่อต่างประเทศนำไปขยายผลโดยเฉพาะสื่อของอังกฤษ ประเทศที่นักท่องเที่ยวมาเสียชีวิตถูกฆาตรกรรมอย่างเหี้ยมโหดในบ้านเราถึงสองคน ยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ รีบเอ่ยปากขอโทษทันควัน สมกับลูกผู้ชาย ทำให้เรื่องที่ทำท่าบานปลายหยุดอยู่กับที่อย่างรวดเร็ว
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น