xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ไขปมขัดแย้ง “บัณฑิต-เสี่ยนพพร” ทำไมต้องจ้าง “อัครพงศ์ปรีชา” ทำไมถึงยอมจ่ายร้อยล้าน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายนพพร ศุภพิพัฒน์
ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -ยังคงเป็นประเด็นให้สังคมได้ติดตามอย่างต่อเนื่องสำหรับคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งมีตัวละครเอกอย่าง “พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์” อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) เป็นผู้กระทำผิดด้วยการแอบอ้างเบื้องสูงในการเรียกรับผลประโยชน์ เนื่องเพราะมีการออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

สัปดาห์ก่อนหน้านี้ตัวละครที่โด่งที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น “นายนพพร ศุภพิพัฒน์” เศรษฐีหมื่นล้าน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด ที่จ้างวานให้ “3 อดีตอัครพงศ์ปรีชา” ไปอุ้มเจ้าหนี้คือนายบัณฑิต โชติวิทยะกุลเพื่อขอให้ลดหนี้จาก 120 ล้านเหลือ 20 ล้านบาท

สำหรับสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของเสี่ยนพพรก็ยังคงน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาเขียนจดหมายเปิดผนึกและนำไปเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงเรื่อราวที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชน โดยอ้างว่าถูกกลั่นแกล้ง และตนเองต่างหากที่ตกเป็นเหยื่อของ 3 พี่น้องอดีตอัครพงศ์ปรีชา

และในช่วงจังหวะเดียวกันนั้นเอง ตัวละครชื่อย่อ “จ.” ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์คนสำคัญในคดีอุ้มนายบัณฑิต ก็ได้ปรากฏตัวขึ้น เมื่อศาลออกหมายจับ “เสธ.เจี๊ยบ-น.ท.ปริญญา รักวาทิน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ในข้อหาแอบอ้างเบื้องสูงประพฤติชั่ว

ทั้งนี้ เสธ.เจี๊ยบเป็นตัวกลางแนะนำนายนพพรให้รู้จักกับนายชากานต์ ภาคภูมิ ซึ่งเป็นมือทำงานของ 3 พี่น้องอดีตอัครพงศ์ปรีชา และเป็นคนนำเงินสดจำนวนหลายแสนบาทมาให้นายชากานต์ ภาคภูมิ มือไม้ในการทำงานเพื่อเป็นค้าจ้างให้แก๊งไกล่เกลี่ยหนี้

ด้วยเหตุดังกล่าว ประเด็นที่ต้องสืบสาวราวเรื่องกันต่อไปจึงมี 2 ประการด้วยกัน

ประการแรก เสธ.เจี๊ยบที่ฉากหน้าเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัดนั้นคือใคร และเข้ามาเกี่ยวข้องกับ 3 พี่น้องอดีตอัครพงศ์ปรีชาได้อย่างไร

ประการที่สอง จดหมายที่เสี่ยนพพรพร่ำพรรณนาแก้ตัวนั้น เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเรื่องโกหกกันแน่ และอะไรคือสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างเสี่ยนพพรกับนายบัณฑิตจนถึงขนาดต้องจ้างอดีตอัครพงศ์ปรีชา และยอมจ่ายเงินถึงกว่า 100 ล้านบาทเพื่อแลกกับการปิดคดีทั้งๆ ที่มูลค่าหนี้มีเพียงแค่ 17 ล้านบาทเท่านั้น

กล่าวสำหรับ น.ท.ปริญญา รักวาทิน หรือ เสธ.เจี๊ยบ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เขาเรียนเตรียมทหาร รุ่น 21 เป็นคนเรียนเก่ง โดยสอบได้ที่ 3 ของรุ่น เป็นนักเรียนนายเรือ รุ่น 78 และเป็น นักเรียนหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐ เอกชน และการเมือง หรือ วปม. รุ่นที่ 5

ในช่วงรับราชการทำหน้าที่เป็นนายช่างเรือประจำเรือยุทธการ กระทั่งครองยศนาวาโท

ต่อมาองค์การฟอกหนัง กระทรวงกลาโหม ได้เชิญไปดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการด้านการตลาด หลังจากนั้นลาออกจากราชการ มาทำธุรกิจเรือด่วน มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา ขณะเดียวกันก็ทำงานทางด้านสังคมโดยเป็นคณะกรรมการบริหาร ราชบพิธ สมาคม โรงเรียนวัดราชบพิธ ชุดที่ 43 ทำหน้าที่ระหว่างปี 2554 2556 โดย นาวาโทปริญญา ทำหน้าที่ประสานงานรุ่น

นอกจากนี้ เสธ.เจี๊ยบยังเป็นอดีตคณะกรรมาธิการ การทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในตำแหน่งเลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน และออกจากตำแหน่ง วันที่ 1 ธันวาคม 2557

แสดงว่า เสธ.เจี๊ยบก็มิใช่อดีตทหารเรือธรรมดาๆ เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้

ส่วนประเด็นที่ว่า เสธ.เจี๊ยบไปข้องเกี่ยวกับ 3 พี่น้องอดีตอัครพงศ์ปรีชาอย่างไร ก็ต้องตอบว่า ยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ มีเพียงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เสธ.เจี๊ยบกับนายชากานต์นั้นรู้จักและสนิทสนมกันเนื่องจากเคยเที่ยวสถานบันเทิงย่านทองหล่อด้วยกัน ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ชักนำให้ เสธ.เจี๊ยบได้ไปรู้จัก 3 พี่น้องอดีตอัครพงศ์ปรีชาผ่านการแนะนำของนายชากานต์ซึ่งเป็นมือไม้ในการทำงาน

กล่าวสำหรับจดหมายเปิดผนึกที่เผยแพร่ออกมานั้น เสี่ยนพพรชี้แจงประเด็นต่างๆ ออกเป็น 7 ข้อด้วยกัน ซึ่งสามารถกล่าวโดยสรุปดังนี้

1.นายนพพรมิได้เป็นลูกหนี้นายบัณฑิต แถมยังถูกขูดรีดจากนายบัณฑิตเสมอมา โดยนายนพพรอธิบายว่า ตนเองกับนายบัณฑิตและเพื่อนอีก 2 คนร่วมลงทุนในบริษัทชื่อ กริฟฟ่อน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง และต่อมานายนพพรได้ยืมเงินจากบริษัทดังกล่าวจำนวนราว 17 ล้านบาท แต่ผู้ถือหุ้น 3คนรวมทั้งนายบัณฑิตไม่เห็นว่าเป็นการกู้ยืมเงินจึงไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์ และต่อมาตนเองได้ชำระเงินคืนบริษัทโดยได้ไปทำยอมความกันที่ศาลฎีกาในเดือน เมษายน 2555 จากนั้นผู้ถือหุ้นอื่นๆ ได้ถอนคำร้องทุกข์เรียบร้อยแล้ว คงเหลือแต่นายบัณฑิตเพียงคนเดียวที่ยังไม่ยอมถอนฟ้องทั้งๆ ที่ได้ส่วนแบ่งจากเงิน 17 ล้านบาทดังกล่าวไปแล้ว

2.นายนพพรอ้างว่า ถูกนายบัณฑิตเรียกร้องขอเงิน 100 ล้านบาทเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง ซึ่งนายนพพรก็ได้มีการเจรจาต่อรองให้เหลือ 60 ล้านบาท

3.นายนพพรอธิบายว่า รู้จักกับนายปริญญาหรือเสธ.เจี๊ยบผ่านคำแนะนำของทนายความ เนื่องเพราะสามารถเชิญผู้ใหญ่ที่ทุกคนเกรงใจเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ได้ โดยเหตุที่ต้องใช้บริการของ เสธ.เจี๊ยบก็เพราะนายบัณฑิตเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลภาคใต้ ซึ่งทราบกันดีว่าร่ำรวยจากการค้าของเถื่อน

4.นายนพพรยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักหรือได้ยินชื่อสามพี่น้องอัครพงศ์ปรีชามาก่อน รู้เพียงแต่ว่า เสธ.เจี๊ยบจะไปเชิญ เสธ.คนดังมาช่วยไกล่เกลี่ยและเรียกค่าดำเนินการ 30 ล้านบาท แต่สุดท้ายปรากฏข้อเท็จจริงว่า เสธ.เจี๊ยบไปว่าจ้างสามพี่น้องอัครพงศ์ปรีชามากระทำการอุกอาจและบังคับให้นายบัณฑิตรับเงินแค่ 20 ล้านบาท

5.นายนพพรอ้างว่าถูกขูดรีดครั้งที่ 2 เพิ่มเป็น 150 ล้านบาทจากนายบัณฑิตเนื่องจากไม่พอใจที่ถูกข่มขู่

6.นายนพพรอ้างว่าถูก เสธ.เจี๊ยบมารีดเงินอีก 25 ล้านบาท ซึ่งในตอนแรกปฏิเสธไม่ยอมให้ แต่ เสธ.เจี๊ยบอ้างว่าอยากมีเรื่องกับสามพี่น้องอัครพงศ์ปรีชาหรือ จึงได้ให้เงิน 25 ล้านบาทไป

และ 7.ตำรวจ สน.วัดพระยาไกรปิดบังหลักฐานและจงใจให้นายนพพรตกเป็นเหยื่อ

นี่คือคำแก้ตัวที่เต็มไปด้วยตรรกะตัวเลขอันสับสนยิ่ง

เพราะจากตัวเลขหนี้ 17 ล้านบาท ไม่น่าเป็นไปได้ว่า จะกลายเป็นปมให้ในเวลาต่อมานายนพพรจะถูกรีดไถจากทั้งนายบัณฑิต เสธ.เจี๊ยบและ 3 พี่น้องอดีตอัครพงศ์ปรีชาเป็นจำนวนเงินมากกว่ามูลค่าหนี้ที่แท้จริงเช่นนี้

จากจดหมายเปิดผนึกทำให้เห็นว่านายนพพรได้ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ของบริษัทซึ่งเป็นสถาบันการเงินจำนวน 8.9 ล้านบาทแทนบริษัทในปี 2547 และในปี 2555 นายนพพรได้ชำระคืนอีก 17 ล้านบาทเพื่อแลกกับการถอนแจ้งความ

ขั้นตอนนี้หมายความว่า นายนพพรได้จ่ายเงินออกไปแล้ว 25.9 ล้านบาท

ต่อมานายนพพรเจรจาขอจ่ายเงิน 20 ล้านบาทให้นายบัณฑิตเพื่อแลกกับการถอนฟ้อง แต่ได้ข่าวว่านายบัณฑิตจะขอเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท นายนพพรจึงขอต่อรองเหลือ 50-60 ล้านบาท

ข้อสงสัยในขั้นตอนนี้ก็คือ ด้วยเหตุอันใดนายนพพรถึงยอมที่จะจ่าย 50-60 ล้านบาทเพื่อแลกกับการถอนฟ้องทั้งๆ ที่เพียงแค่ได้ข่าวจากคนรู้จักกับนายบัณฑิตว่าจะเปิดตัวเลขที่ 100 ล้านบาท

หนักไปกว่านั้นคือ นอกจากการนายนพพรจะยอมจ่าย 60 ล้านบาทแล้ว ยังใช้บริการของเสธ.เจี๊ยบซึ่งเรียกค่าดำเนินการอีก 30 ล้านบาทอีกต่างหาก และจ่ายเงินสดล่วงหน้าเป็นค่าดำเนินการ 5 ล้านบาท

ตกลงว่า ณ ขณะนั้นนายนพพรจ่ายเงินไปแล้ว 29.9 ล้านบาท

ต่อมานายนพพรอ้างว่านายบัณฑิตไม่พอใจที่ถูกอุ้มจึงเรียกเงิน 150 ล้านบาท ซึ่งนายนพพรก็ตกลงโดยขอลดเหลือ 120 ล้านบาท เพื่อแลกกับการยอมความและถอนฟ้อง

กลายเป็นว่าจาก 29.9 ล้านบาทที่จ่ายไปแล้ว นายนพพรยังตกลงที่จะยอมควักอีก 120 ล้านบาท กลายเป็นต้องเสียเงินมากถึง 149.9 ล้านบาท

จากนั้น เสธ.เจี๊ยบก็มาขอเงินค่าจ้างที่ค้างชำระอีก 25 ล้านบาท ซึ่งนายนพพรก็จ่ายให้อีก

สรุปแล้วนายนพพรต้องยอมจ่ายเงินมากถึง 174.9 ล้านบาทเลยทีเดียว

ถามว่า เป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลหรือไม่เมื่อเทียบกับหนี้ที่นายนพพรหยิบออกมาจากบริษัทกริฟฟอนฯ เพียงแค่ 17 ล้านบาทเท่านั้น ตอบได้เลยว่า ไม่สมเหตุสมผล

นั่นแสดงว่าปมเงื่อนแห่งความขัดแย้งของเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ไม่เช่นนั้นคงไม่ถึงขั้นแตกหักถึงขนาดเป็นความกันในชั้นศาล ซึ่งส่งผลทำให้นายนพพรต้องว่าจ้างอดีตอัครพงศ์ปรีชาไปอุ้มเพื่อขอลดหนี้ ขณะที่นายบัณฑิตเองก็ถือโอกาสเรียกเงินทองจำนวนมหาศาลหากเป็นดังเช่นที่นายนพพรแจงผ่านจดหมาย

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้ชี้จุดพิรุธจากจดหมายของนายนพพรเช่นกันโดยยืนยันว่า นายนพพรรับรู้ถึงวิธีพิเศษที่จะทำให้นายบัณฑิตเกรงใจและเลือกใช้วิธีนี้ ถือว่าความผิดสำเร็จแล้วแม้นายนพพรจะอ้างว่ามีการเจรจาประนอมหนี้กับนายบัณฑิตในภายหลังโดยยอมจ่ายเงินถึง 120 ล้านบาทให้กับนายบัณฑิตก็ตาม

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ เรื่องคดีความซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในชั้นศาล ซึ่งนายนพพรก็น่าจะรอกระบวนการยุติธรรมพิจารณาให้แล้วเสร็จ แต่กลับจึงมาเจรจาต่อรองนอกศาล ใช้วิธีติดต่อผู้มีบารมีมาเจรจากดดัน แถมยังต้องยอมจ่ายเงินมากถึงกว่าร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล

นอกจากตรรกะตัวเลขอันสับสนแล้ว สิ่งที่สังคมได้รับรู้ผ่านจดหมายของนายนพพรก็คือ ความไม่ธรรมดาของนายบัณฑิตที่นายนพพรระบุชัดว่า นายบัณฑิตเป็นลูกชายของผู้มีอิทธิพลภาคใต้ ซึ่งทราบกันดีว่าร่ำรวยจากการค้าของ เถื่อน

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายบัณฑิตมีพื้นเพเดิมเป็นชาวจังหวัดสงขลาโดยกำเนิด และเป็นลูกชายของมหาเศรษฐีคนหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ มีบิดาเป็นนักธุรกิจรายใหญ่และเป็นผู้กว้างขวางซึ่งรู้จักกันดีในนามของ “เสี่ย ฮ.”

ทั้งนี้ เสี่ย ฮ.ประกอบอาชีพทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยเป็นเจ้าของที่ดินในพื้นที่ ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ติดกับชายแดนไทย-มาเลเซียจำนวนกว่า 1,000 ไร่ แต่ในปัจจุบัน ตระกูลโชติวิทยะกุลได้ย้ายถิ่นฐานมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ หมดแล้ว

นอกจากนั้น สำนักข่าวอิศรายังได้ตรวจพบข้อมูลว่า ปัจจุบันนายบัณฑิต เป็นกรรมการ 15 บริษัท ได้แก่ บริษัท กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด บริษัท อีเทอร์ไนซ์ จำกัด บริษัท เซอร์ไววัลเทค จำกัด บริษัท โซลิด อินคัม จำกัด บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ อินทิเกรชั่น จำกัด บริษัท ฟอร์ลิฟวิ่ง จำกัด
บริษัท เวนเจอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัดบริษัท หาดใหญ่ พรีเมียม พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัท ออลสวีท จำกัด บริษัท อีโค่ รีซอส จำกัด บริษัท เอส.พี.ออคิดกรุ๊ป จำกัด บริษัท เอส แอนด์ บี แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัท เอ้าท์โพสต์ จำกัด บริษัท แอนนิเมท โฮมส์ จำกัดบริษัท ไอ ฟีล กู๊ด ไลฟ์ กรุ๊ป จำกัด

ในจำนวนนี้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ 7 บริษัท

ธุรกิจล่าสุดคือ บริษัท เอ้าท์โพสต์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 ทุน 2 ล้านบาทประกอบกิจการร้านอาหาร และเครื่องดื่ม ที่ตั้งเลขที่ 1123,1125 หมู่ที่ 1 ถนนสนามบิน-ลพบุรีราเมศวร์ ตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัด สงขลา

กล่าวสำหรับ บริษัท กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง จำกัด จดทะเบียนวันที่ 11 เมษายน 2540 ทุน 100 ล้านบาท ประกอบกิจการประมูลเพื่อรับจ้างทำของ ที่ตั้งเลขที่ 719 ถนนมหาไชย แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร บริษัท บี ซี อินทิลิเจ็นท์ จำกัดถือ 6,000,000 หุ้น (60%) นายวงศ์วสุ สันติวราคม 3,999,999 หุ้น (40%) นายวงศ์วสุ สันติวราคม และ นายบัณฑิต โชติวิทยะกุล เป็นกรรมการ

ส่งงบการเงินปีล่าสุด 2542 รายได้ เพียง 887 บาท ขาดทุนสุทธิ 3,469,632 บาท สินทรัพย์ 21,719,059บาท (เงินให้กู้ยืมและเงินลงทุนระยะยาว 18,424,525 บาท) หนี้สิน 9,220,670 บาท (หนี้สินเงินกู้ยืมระยะยาว 5,500,000)

หลายปีก่อนนายบัณฑิตตกเป็นข่าวว่าร่วมกับนายวรยุทธ์ พงษ์สุวรรณ์ ตั้งบริษัท "อีเทอร์ไนซ์" พัฒนาโครงการ “ออลสวีท-สายไหม” มูลค่า 500 ล้านบาท

ปัจจุบัน บริษัทดังกล่าวมีนายพิสิษฐ์ ตั้งประจักษ์ภักดี ถือหุ้นใหญ่ 43% นายบุญเลิศ เกียรติศรีธารา นายวงศ์วสุ สันติวราคม และนายวรายุทธ์ พงษ์สุวรรณ์ ถือหุ้นคนละ 19%

แน่นอน ประเด็นเรื่องเสี่ยนพพร เสธ.เจี๊ยบและนายบัณฑิตจะยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจต่อไป เพราะเรื่องราวของตัวละครเอกทั้ง 3 ตัวนั้นยังไม่ปรากฏเด่นชัดว่า แท้ที่จริงแล้วต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งทั้งหมดมีเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างไร


เสธ.เจี๊ยบ นท.ปริญญา รักวาทิน