xs
xsm
sm
md
lg

ระบบสัมปทานตาม พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ต้องได้รับการทบทวนเป็นปฐมบท

เผยแพร่:   โดย: คำนูณ สิทธิสมาน

“สั่งงดส่งออกน้ำมันดิบชั่วคราว”

ข่าวพาดหัว นสพ.กรุงเทพธุรกิจฉบับวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม 2557 นี้แสดงให้เห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาพลังงาน โดยมุ่งที่จะให้คนไทยได้บริโภคพลังงานในราคาถูกลง นอกจากจะประกาศปรับโครงสร้างราคาน้ำมันโดยลดภาษีบางตัวลงแล้ว ก็ตามมาด้วยแนวคิดที่ว่าหากเราใช้น้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศให้เต็มศักยภาพ โดยไม่ต้องส่งออก น่าจะทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศถูกลงบ้างไม่มากก็น้อย เพราะเมื่อใช้วัตถุดิบในประเทศก็น่าจะมีต้นทุนถูกกว่าวัตถุดิบน้ำเข้า

คนทั่วไปก็อาจจะคิดแบบนี้ เพราะเป็นตรรกะสามัญมาก

แต่ความเป็นจริงหาใช่ไม่ !

เพราะระบบสัมปทานปิโตรเลี่ยมในประเทศไทยที่มีมาตั้งแต่ปี 2514 โดยใช้พ.ร.บ.ปิโตรเลี่ยม พ.ศ. 2514 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 24 เมษายน 2514 เป็นแม่บท ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ปิโตรเลียมที่ขุดขึ้นมาได้มีโอกาสใช้ในประเทศในราคาถูก เพราะบัญญัติไว้ในมาตรา 64 (2) ว่า

"ให้ผู้รับสัมปทานได้รับหลักประกันว่า รัฐจะไม่จำกัดการส่งปิโตรเลี่ยมออกนอกราชอาณาจักร"

นอกจากให้สิทธิผู้รับสัมปทานส่งออกปิโตรเลียมที่ขุดขึ้นมาได้โดยไม่จำกัดแล้ว พ.ร.บ.ปิโตรเลี่ยม พ.ศ. 2514 ยังระบุไว้ว่าหากจะขายภายในราชอาณาจักรให้คิดราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในมาตรา 57 (1) และ (2) และมาตรา 58 (1) ตามราคาตลาดโลก ดังนี้

"ในกรณีที่ยังไม่มีผู้รับสัมปทานส่งน้ำมันดิบที่ผลิตได้ออกนอกราชอาณาจักรเป็นประจำ ให้ขายไม่เกินราคาน้ำมันดิบที่สั่งซื้อจากต่างประเทศส่งถึงโรงกลั่นน้ำมันภายในราชอาณาจักร" - มาตรา 57(1)

"ในกรณีที่มีผู้รับสัมปทานส่งน้ำมันดิบที่ผลิตได้ออกนอกราชอาณาจักรเป็นประจำ ให้ขายไม่เกินราคาเฉลี่ยที่ได้รับจริงสำหรับน้ำมันดิบที่ผู้รับสัมปทานทุกรายส่งออกนอกราชอาณาจักรในเดือนปฏิทินที่แล้วมา..." - มาตรา 57(2)

"ในการขายก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้เพื่อใช้ในราชอาณาจักร ให้ผู้รับสัมปทานขายในราคาดังต่อไปนี้ (1) ราคาที่ตกลงกับคณะกรรมการโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี แต่ราคาที่ตกลงกันนั้นต้องไม่สูงกว่าราคาเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงความแตกต่างของคุณภาพและค่าขนส่งด้วย" - มาตรา 58 (1)

กฎหมายเขียนเพื่อประโยชน์ผู้รับสัมปทานเพื่อการส่งออก เพราะถึงจะให้ขายในราชอาณาจักรได้ก็ให้ขายในราคาตลาดโลก

คำว่า 'ไม่เกิน' และ 'ไม่สูงกว่า' ในทั้ง 3 อนุมาตราที่ยกมา คุ้มครองผู้บริโภคในราชอาณาจักรเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมแต่เดิมเพียงไม่ให้ต้องบริโภคทรัพยากรของตัวเองแต่เดิมในราคาสูงกว่าราคาตลาดโลกเท่านั้น

อาจเกิดคำถามขึ้นมาตรงนี่ว่าทรัพยากรขุดได้ในราชอาณาจักรแท้ ๆ ทำไมยังต้องซื้อขายกันในราคาตลาดโลก แล้วเราจะมีทรัพยากรไว้ทำอะไร

คำตอบง่าย ๆ ก็คือเมื่อเราให้สัมปทานไปก็เท่ากับยกกรรมสิทธิ์ให้ผู้รับสัมปทานไปตลอดอายุสัมปทาน หาใช่กรรมสิทธิ์ของเราไม่ กฎหมายก็ต้องคุ้มครองสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ เพราะเขาก็ไม่ใช่ว่าได้กรรมสิทธิ์มาฟรี ๆ หากแต่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้เราผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิม

นี่แหละคือปัญหาของระบบสัมทปานที่ภาคประชาชนเรียกร้องให้ทบทวน

จะมีกรณีเดียวที่การขายปิโตรเลียมในราชอาณาจักรจะถูกลงกว่าราคาตลาดโลก ก็ต่อเมื่อเกิดเงื่อนไขตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 57(3) ในกรณีของน้ำมันดิบ และมาตรา 58 (2) ในกรณีของก๊าซธรรมชาติเท่านั้น

"ในกรณีที่น้ำมันดิบที่ผลิตได้ทั่วราชอาณาจักรมีปริมาณถึงสิบเท่าขึ้นไปของความต้องการใช้ในราชอาณาจักร ให้ขายในราคาที่มีกำไรตามสมควร โดยคำนึงถึงข้อตกลงที่เทียบเคียงกันได้ในประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่" - มาตรา 57 (3)

"ในกรณีที่ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ทั่วราชอาณาจักรมีปริมาณมากกว่าความต้องการใช้ภายในราชอาณาจักร ให้ขายในราคาที่มีกำไรตามสมควร โดยคำนึงถึงกรณีแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งมวล และข้อตกลงที่เทียบเคียงกันได้ในประเทศผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่" มาตรา 58 (2)

เงื่อนไขทั้งสองไม่เกิดขึ้นแน่นอน เพราะโดยข้อเท็จจริงเราผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติได้ไม่พอใช้ในประเทศ

จะเห็นได้ชัดเจนว่าในกรณีของน้ำมันดิบนั้นกฎหมายเขียนไว้โหดมาก จนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนไทยจะได้ใช้น้ำมันดิบที่ขุดได้ในประเทศต่ำกว่าราคาตลาดโลก

ถึงจะให้งดการส่งออกน้ำมันดิบชั่วคราว ก็ยากที่จะให้ราคาน้ำมันภายในประเทศถูกลงได้หากไม่มีการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ชนิดทบทวนใหม่หมด

วันเวลาผ่านมา 43 ปีนับจากปี 2514 เราใช้และฉีกรัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 6 ฉบับ แต่หลักการสำคัญของการผลิตปิโตรเลียมของประเทศนี้ตามพ.ร.บ.ปิโตรเลี่ยม พ.ศ. 2514 ที่ใช้เวลาร่างกันหลายปี ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง เสมือนนี่คือรัฐธรรมนูญถาวรของประเทศนี้เลยทีเดียว เพราะไม่ว่าจะพรรคไหนขึ้นมารวมทั้งพรรคทหารกี่ชุดต่อกี่ชุดต่างยังไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลง มีแต่ทำให้เข้มข้นขึ้น

หัวใจของระบบสัมปทานคือการยกความเป็นเจ้าของหรือกรรมสิทธิ์ทั้งหมดที่เกี่ยวปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ในข้อมูล กรรมสิทธิ์ในการจัดการผลิต และกรรมสิทธิ์ในอุปกรณ์การผลิต ให้แก่เอกชนผู้รับสัมปทาน เอกชนในที่นี้ในอดีตเป็นเอกชนต่างชาติ แต่ในปัจจุบันเอกชนหรือบริษัทมหาชนสัญชาติไทยก็เข้ามามีส่วนร่วมในผลประโยชน์นี้อย่างมาก คงไม่ต้องเอ่ยชื่อหรอกนะ

เราเขียนกฎหมายปิโตรเลียมของเราขึ้นมาบนพื้นฐานข้อมูลที่ว่าทรัพยากรปิโตรเลียมของเราเป็นกระเปาะเล็ก สำรวจยาก ขุดเจาะยาก ต้นทุนสูง จึงต้องสร้างแรงจูงใจและหลักประกันให้บรรษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน

43 ปีผ่านไปเราให้สัมปทานไปมหาศาล

และกำลังจะให้สัมปทานรอบที่ 21 มาตั้งแต่สองสามปีก่อน

ติดแต่ภาคประชาชนมีความรู้มากขึ้น จึงมีความเห็นต่าง ว่าควรระงับไว้ก่อน และหันมาทบทวนว่าควรปรับเปลี่ยนระบบสัมปทานไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต (สำหรับแหล่งใหม่) และระบบจ้างผลิต (สำหรับแหล่งเก่าที่ยังเหลืออายุสัมปทานอยู่) อันจะทำให้ประเทศไทยมีรายได้มากขึ้น มีเงินงบประมาณมาพัฒนาประเทศได้มากขึ้นโดยไม่ต้องกู้สถานเดียว ขณะเดียวกันประชาชนในประเทศก็อาจได้ใช้พลังงานในราคาต่ำลงบ้าง ซึ่งก็เท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัว

ข้อหารือของนายกรัฐมนตรีแสดงให้เห็นว่าคสช.มาถูกทางแล้ว แต่จะสามารถเดินต่อให้สุดทางได้แค่ไหนอย่างไรคงต้องช่วยกันเสนอแนะให้กำลังใจและร่วมผลักดัน
กำลังโหลดความคิดเห็น...