xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ไฟใต้กับไฟในใจของบรรดา “บิ๊ก คสช.”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เหตุการณ์คาร์บอมที่อำเภอเบตง จังหวัดละยา
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -คาร์บอมบ์ที่หน้าโรงแรมฮอลิเดย์ ฮิลล์ กลางใจเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา เกิดขึ้นก่อนจะถึงวันฮารีรายอเพียง 2 วัน จะโดยฝีมือของขบวนการบีอาร์เอ็น โคออดิเน็ต ภายใต้การนำของนายยาซะ ยานยา หรือกลุ่มไหนก็แล้วแต่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เพียงทำลายเมืองเศรษฐกิจการค้าและการท่องเที่ยวใต้สุดสยามปลายด้ามขวานไทยให้ย่อยยับเท่านั้น แต่ยังได้ทำลายความเชื่อมั่นของคนในพื้นที่ที่มีต่อ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ให้เสื่อมคลายไปด้วยเช่นกัน

เพราะก่อนหน้าจะมีคาร์บอมบ์เมืองเบตง ได้มีคาร์บอมบ์เกิดขึ้นที่หน้าบ่อนไก่ชน ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี และคาร์บอมบ์ที่หน้าโรงพักปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เกิดขึ้นมาแล้ว อีกทั้งก่อนหน้านั้นก็จะมีคาร์บอมบ์เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ขณะเดียวกันก็ยังมีเหตุฆ่ารายวันต่อประชาชน รวมถึงการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐด้วยระเบิดแสวงเครื่องและอาวุธปืนตลอดทั้งเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา

ที่สำคัญคือสื่อทุกแขนงต่างรายงานข่าวที่มาจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร รอง ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช.และหัวหน้าคณะทำงานแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งการให้ข่าวของ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นตัวแทนของ พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

โดย สาระของการให้สัมภาษณ์ของระดับบิ๊กต่างๆ นั่นคือ กองทัพ ซึ่งก็คือ คสช.และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต่างรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของบีอาร์เอ็นฯ ว่าจะมีการก่อการร้ายในห้วงเดือนรอมฎอนมาตลอด โดยเฉพาะในช่วง 10 วันสุดท้ายก่อนที่จะละศีลอดหรือก่อนจะถึงวันออกบวชนั้น บีอาร์เอ็นฯ มีความพยายามจะก่อเหตุร้ายครั้งใหญ่ เพราะแนวร่วมขบวนการถูกบ่มเพาะจากอุสตาซมาว่าปฏิบัติการฆ่าคนใน 10 วันสุดท้ายของเดือนแห่งความศักดิ์สิทธิ์จะได้รับบุญเพิ่มถึง 10 เท่า

ในการให้ข่าวของบิ๊กๆ ทหารมีการชี้เป้า 7 หัวเมืองใหญ่ที่ฝ่ายตรงข้ามจ้องจะโจมตีไว้ด้วย ซึ่งล้วนเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของแผ่นดินชายแดนใต้ แถมยังได้สั่งการให้ป้องกันเมืองใน จ.สงขลาเป็นกรณีพิเศษด้วย ไม่ว่าจะเป็นเมืองสะเดา เมืองหาดใหญ่ และเมืองสงขลา รวมทั้งพื้นที่อื่นๆ อีก 20 ชุมชน ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการระบุหมายเลขรถยนต์ที่คาดว่าจะนำไปประกอบเป็นคาร์บอมบ์เพื่อให้ทุกฝ่ายเฝ้าระวังและป้องกันไว้ด้วย

ทุกครั้งที่มีการให้สัมภาษณ์หรือให้ข่าวต่อสื่อของบรรดาบิ๊กๆ ก็จะตบท้ายว่า เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีความพร้อมอย่างยิ่งในการดูแลความสงบและความปลอดภัยของประชาชน

แต่แล้วคาร์บอมบ์ก็เกิดขึ้นกับกลางใจเขตเทศบาลเมืองเบตงจนได้ ทั้งที่เบตงคือ 1 ใน 7 หัวเมืองหลักชายแดนใต้ที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เทศบาลนครยะลา จ.ยะลา เทศบาลเมืองปัตตานี จ.ปัตตานี และเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นต้น

คำถามสำคัญก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับ อ.เบตง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่เรียกกันว่าเป็น “เมืองปิด” เพราะมีทางเข้า-ออกเพียงทางเดียวคือผ่าน อ.ธารโต จ.ยะลา หรือไม่ก็ต้องไปใช้เส้นทางขอผ่านเข้า-ออกจากประเทศมาเลเซีย อีกทั้งใน อ.เบตงก็เป็นที่ตั้งของ ฉก.33 ซึ่งเป็นกองกำลังของทหาร มีกองร้อย ตชด.ตั้งอยู่ในตัวเมือง มีสถานีตำรวจภูธร และมีฝ่ายปกครองหรือกองร้อยอาสาสมัครประจำ อ.เบตง รวมทั้ง ชรบ.ครบครัน ทั้งหมดทั้งปวงมีไว้สำหรับดูแลรักษาเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนเชิงเขา อันเป็นเมืองที่มีถนนสายหลักเพียงไม่กี่สายในเขตเทศบาลเมืองเบตงแห่งนี้

หลายฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่า การที่เมืองเบตงปลอดภัยจากการก่อการร้ายช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งนี้ได้ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชนเชื่อมั่นว่าเมืองเบตงยังจะปลอดภัยไปอีกนาน การเฝ้าระวังทั้งจากภาครัฐและประชาชนจึงหย่อนยาน ไม่ได้มีการตรวจตราหรือระมัดระวังกันอย่างเข้มข้นจริงจัง

โดยเฉพาะภาคประชาชนที่เคยเป็นกำลังที่เข้มแข็งอย่างมากในอดีตจากที่ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ได้วางโครงข่ายวิทยุเครื่องแดงเอาไว้ให้ แต่ภายหลังมีอันต้องลุกจากเก้าอี้นี้ไป โครงการวิทยุเครื่องแดงที่เป็นการรวมตัวของภาคประชาชนในการป้องกันเมืองเบตงก็ไม่ได้รับการสานต่อเท่าที่ควร จนทุกวันนี้ภาคประชาชนในตัวเมืองเบตงขาดความเข้มแข็ง ส่งผลให้ความร่วมมือกับภาครัฐที่มีอยู่เป็นไปแบบหลวมๆ

และความที่สัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับประชาชนที่เป็นไปแบบหลวมๆ นี่เอง สิ่งนี้ได้อยู่ในสายตาของแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นฯ มาโดยตลอด เพราะโดยข้อเท็จจริงในทุกพื้นที่ ทุกชมชน โดยเฉพาะชุมชนเมืองมีแนวร่วมแฝงตัวอยู่แทบจะทุกหย่อมหญ้า เพื่อทำหน้าที่ “สายข่าว” รายงานความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ให้แกนนำฝ่ายปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นฯ รวมทั้งทำแผนเตรียมพร้อมที่จะปฏิบัติการก่อการร้ายได้ตลอดเวลาหากเจ้าหน้าที่เผลอ ประมาทหรืออ่อนล้า

อีกทั้งแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ในเขตเมืองต่างๆ ยังมีเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับแนวร่วมที่กระจ่ายอยู่นอกพื้นที่ด้วย จึงมีความพร้อมในการ “สนธิกำลัง” เพื่อปฏิบัติการในทันทีที่พวกเขามีโอกาส

อย่าลืมว่ากำลังของเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นทหารจาก ฉก.33 กองร้อย ตชด. ตำรวจและฝ่ายปกครองนั้น ต่างเน้นภารกิจในการควบคุมพื้นที่ หรือเน้นในเรื่องการแสดงบทบาทในงานด้าน “การทหาร” มากกว่าด้าน “การเมือง” ซึ่งกำลังของเจ้าหน้าที่รัฐสามารถควบคุมพื้นที่ได้ แต่ไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิก ความต้องการ รวมทั้งการเปลี่ยนความคิดของคนกลุ่มที่เห็นต่างได้

ที่สำคัญปฏิบัติการที่ผ่านมาของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐถือว่า “ล้มเหลว” โดยสิ้นเชิงในการที่จะหยุดการบ่มเพาะเพื่อสร้าง “เซลล์ใหม่” ในพื้นที่ของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ

จึงไม่แปลกทุกครั้งที่เกิดคาร์บอมบ์หรือเกิดการก่อการร้ายขึ้น หน่วยงานของรัฐจะรีบออกมาฟันธงทันทีว่าเป็นการกระทำของกลุ่ม “แนวร่วมรุ่นใหม่” เพื่อที่จะได้ปัดสวะให้พ้นตัว

เพราะอย่างน้อยคำว่า “รุ่นใหม่” นั่นหมายว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ยังไม่รู้ประวัติ เนื่องจากยังไม่เคยลงมือปฏิบัติการ แต่ถ้าเป็นแนวร่วมรุ่นเก่าจะมีคำถามต่อว่า ทำไม่เจ้าหน้าที่จึงไม่รู้เห็น หรือฝ่ายการข่าวจึงไม่ได้เบาะแสมาก่อน ทั้งที่กลุ่มแนวร่วมรุ่นเก่ามีประวัติที่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน และเจ้าหน้าที่สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้

แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ลืมคิดไปก็คือ ยิ่งมีการโบ้ยความผิดไปให้กับแนวร่วมรุ่นใหม่มากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการฟ้องให้เห็นถึง “ความล้มเหลว” ของหน่วยงานในพื้นที่มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

เนื่องจากสิ่งนี้ได้แสดงให้สังคมเห็นกระจ่างชัดว่า เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงานที่เรียกรวมๆ กันได้ในนาม “กอ.รมน.” ไม่เคยสามารถหยุดการบ่มเพาะเพื่อนำคนเข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างได้ผล แกนนำขบวนการบีอาร์เอ็นฯ จึงยังสามารถสร้างเซลล์ใหม่ๆ หรือแนวร่วมรุนใหม่ให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แล้วใช้ให้ไปก่อการร้ายในพื้นที่ต่างๆ

ในขณะที่ “แนวร่วมรุ่นเก่า” ก็ยังคงเป็นแนวร่วมอยู่เช่นเดิม แต่อาจจะเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับแนวร่วมรุ่นใหม่แทน ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดับไฟใต้ไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า แล้ววันนี้จำนวนแนวร่วมที่มีมากขึ้นนั้น มีจำนวนเท่าไหร่กันแน่

นอกจากนี้มีคำถามหนาหูอีกว่า คาร์บอมบ์กลางใจเมืองเบตงมี “นัย” อะไรหรือไม่ คำตอบไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่าขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ต้องการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานความมั่นคงและประชาชนในพื้นที่ว่า สำหรับในพื้นที่ปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นฯ ที่ประกอบด้วย 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ล้วนไม่มีที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนหรอก

เพราะแนวร่วมของบีอาร์เอ็นฯ มีอยู่ทุกพื้นที่ และมีความพร้อมในการก่อการร้ายตลอดเวลา โดยรอเพียงโอกาสและจังหวะที่หน่วยงานของรัฐประมาท หรือเปิดช่องว่าง หรือกำลังพลอ่อนล้า เมื่อนั้นแนวร่วมของบีอาร์เอ็นฯ ก็พร้อมที่จะปฏิบัติการทันที

วันนี้สำหรับเมืองเบตงมีจุดอ่อนที่ไม่มีเหตุร้ายมานาน เจ้าหน้าที่และประชาชนจึงเกิดความชะล่าใจ การก่อวินาศกรรมโดยกลุ่มโจรใต้จึงเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย และในวันข้างหน้าหัวเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองยะลา ปัตตานี สุไหงโก-ลก หาดใหญ่ สะเดา และสงขลา เมืองเหล่านี้ก็อาจที่จะเกิดคาร์บอมบ์ขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน ถ้าเจ้าหน้าที่ประมาท อ่อนล้า หรือแผนการรักษาความสงบมีช่องว่างเกิดขึ้น

สิ่งที่น่าจะเป็นกังวลสำหรับ คสช.คือ ในวันที่ยังมีรัฐบาลพลเรือนเป็นผู้บริหารประเทศ โดยที่ คสช.หรือ กองทัพยังไม่มีอำนาจล้นฟ้าอย่างเวลานี้ ความล้มเหลวในการดับไฟใต้อาจจะไม่ส่งผลกระทบถึง คสช.และกองทัพโดยตรง เนื่องจากยังสามารถที่จะหา “จำเลยร่วม” อย่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และฝ่ายปกครองต่างๆ โดยอ้างถึงความไม่มีเอกภาพ

ทว่า วันนี้เป็นวันที่ คสช.และกองทัพมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การไม่สามารถที่จะทำให้ไฟใต้ลดความร้อนแรงลงได้ ตรงนี้ต่างหากที่ คสช.และกองทัพจะมองหน้าหรือสบตาประชาชนได้อย่างไร โดยเฉพาะจะตอบคำถามถึงปฏิบัติการที่ล้มเหลวมาอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร

สถานการณ์ความสงบที่ยังไม่ดีขึ้นของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันนี้ ประชาชนบนแผ่นดินปลายด้ามขวานไม่ว่าจะชนชั้นใดก็ตาม ทุกคนหนีไม่พ้นความทุกข์อกทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้กลุ่มคนที่น่าจะอมทุกข์ไม่น้อยไปกว่าประชาชนบนแผ่นดินปลายด้ามขวานคงต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช. พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร รอง ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีกคนที่น่าจะทั้งทุกข์ใจและต้องทำงานหนักกว่าใครด้วยคือ พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นั่นเอง




วิสามัญโจรใต้ 3 ศพที่รือเสาะ จ.นราธิวาส

มุสลิมยะลาละหมาดฮารีรายอ
เทศกาลฮารีรายอ

การตรวจร่วมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร
กำลังโหลดความคิดเห็น