xs
xsm
sm
md
lg

คสช. (พิจารณา) เหตุแห่งวงจรอุบาทว์-อัปรีย์-จัญไร-หายนะ 82 ปี

เผยแพร่:   โดย: ดร.ป. เพชรอริยะ

24 มิถุนายน 2475 วันแห่งการเริ่มต้นวงจรอุบาทว์ (รัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง รัฐประหาร) ผิดซ้ำซาก ผิดซ้ำรอยเดิมอันยาวนาน 82 ปี เพราะความเห็นผิดอย่างร้ายแรงต่อชาติและประชาชนว่า “รัฐธรรมนูญคือระบอบประชาธิปไตย” อันเป็นความเชื่อของลัทธิเผด็จการรัฐธรรมนูญ

82 ปี แห่งความล้มเหลวของลัทธิเผด็จการรัฐธรรมนูญ อันเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมืองในชาติ, 82 ปีแห่งความล่มสลายของชาติ จมปลักอยู่ในความเห็นผิดของผู้ปกครองไทยไม่เคยเปลี่ยน, 82 ปี แห่งความหายนะของชาติและประชาชน, 82 ปี แห่งความสูญเสียเกียรติภูมิของชาติอย่างน่าสลดหดหู่ที่สุด, 82 ปี ของการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ย่ำอยู่กับที่ซ้ำรอยเดิม, 82 ปี ของเผด็จการสองรูปแบบ (รัฐประหารขึ้นสู่อำนาจกับเลือกตั้งซื้อเสียงขึ้นสู่อำนาจ), 82 ปี บนหนทางของการเสี่ยงภัยและเสียเวลา, 82 ปี ที่ผู้ปกครองไทยยังไม่รู้จักวิธีการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้องแท้จริง, 82 ปี ผู้ปกครองไทย รู้จักแต่การสร้างรัฐธรรมนูญมากถึง 18 ฉบับ มากที่สุดในโลก, 82 ปี แห่งการยึดมั่นถือมั่น เห็นผิดอย่างร้ายแรงต่อชาติว่ารัฐธรรมนูญ คือระบอบประชาธิปไตย, 82 ปี ของการหลอกลวง บิดเบือน ทำร้ายประชาชนและประเทศชาติของตนเองให้ย่อยยับเพราะความหลงผิด โง่เขลาหรือบิดเบือน โฆษณาชวนเชื่อ ฯลฯ ให้ประชาชนหลงผิด อ่อนแอ เพื่อปล้นชาติได้ง่ายดาย

ผู้ปกครองไทยนับแต่คณะรัฐประหารคณะแรกที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร ได้ทำรัฐประหาร (Coup d’état) ยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 เมื่อ 24 มิถุนายน พ. ศ. 2475 ตามหลักฐานที่ปรากฏ โดยคณะราษฎร มีหนังสือถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ความตอนหนึ่งว่า ...คณะราษฎรไม่ประสงค์ที่จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่งก็เพื่อที่จะให้มี “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน...” พวกเขาไม่ได้โกหก และบิดเบือนว่ายึดอำนาจเพื่อสร้างระบอบประชาธิปไตย แต่ยึดอำนาจเพื่อสร้างธรรมนูญการปกครอง แต่มาบิดเบือนว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยกันในภายหลัง นี่เอง

แท้จริงประเทศไทยมีสภาพการณ์ทางการเมืองเป็นแบบเผด็จการโดยรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมาจึงทำให้เกิดสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ประเทศไทยและประชาชนเจ็บช้ำมานับไม่ถ้วน ดังความตอนหนึ่งอันเป็นพระราชบันทึกใน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ความตอนหนึ่งว่า...“ข้าพเจ้าก็ได้พยายามตักเตือนและได้โต้เถียงกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ตลอดเวลาว่าควรถือหลัก “Democracy” อันแท้จริงจึงจะถูกถ้ามิฉะนั้นจะเกิดทำให้มีความไม่พอใจขึ้นแก่ประชาชนซึ่งส่วนมากต้องการให้มีการปกครองแบบ “Democracy” อันแท้มิฉะนั้นก็จะเป็นการเสียเวลาและเป็นการเสี่ยงภัยให้แก่ประเทศโดยใช่ที่...อัญเชิญมาโดยย่อ

ความเสี่ยงภัยและเสียเวลา...คือ เกิดกบฏรัฐประหารหลายครั้ง, เกิดสงครามก่อการร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์ปี 2508 -2521, เกิดสงครามกลางเมืองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ปี 2512 - 2525, เกิดการจลาจลทางการเมืองได้แก่เหตุการณ์ 14 ตุลาคมปี 2516, เกิดจลาจล 6 ตุลาคมปี 2519, เกิดจลาจล 19 - 20 พฤษภาคมปี 2535, รัฐประหารปี 2549, และรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2547

ความขัดแย้งทางการเมืองเพราะความเห็นผิดอย่างร้ายแรงต่อชาติ รวมทั้งปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ ล้วนแล้วเกิดจากระบอบเผด็จการรัฐธรรมนูญ (โดยเนื้อหา) หรือเผด็จการระบบรัฐสภา (เพราะใช้รูปการปกครอง (Form of Government) เป็นระบบรัฐสภา (Parliamentary System) จึงเรียกว่า “ระบอบเผด็จการรัฐธรรมนูญระบบรัฐสภา” โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย

น่าเสียดายไหมพี่น้อง ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันเป็นไปแล้วที่ประเทศไทยเราต้องกลายมาเป็นประเทศล้าหลังตามก้นเหล่าประเทศเกิดใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาหลี เป็นต้น ต่อไปก็จะล้าหลังกว่าเวียดนาม ลาว ทั้งนี้เพราะเรามีแต่คณะผู้ปกครองสุดแสนจะโง่เขลาเบาปัญญารุ่นแล้วรุ่นเล่า เรามีแต่คณะพรรคการเมือง ที่คิดแต่จะตักตวงเอาประโยชน์ของชาติ ไปเป็นของตนและพวกพ้อง

82 ปี แห่งความล้มเหลว มันเลวร้ายมากมายเหลือเกิน สาธยายกันไม่หมด แต่เหตุแห่งความเห็นผิดมีเพียงประการเดียวคือ เข้าใจผิดว่ารัฐธรรมนูญ คือ ระบอบประชาธิปไตย

จุดเริ่มต้นของการบิดเบือนสุดๆ โมเมสุดๆ ร้ายกาจที่สุด เห็นผิดที่สุด เป็นเล่ห์กลเผด็จการเพื่อสร้างความชอบธรรมของคณะเผด็จการ อยู่ๆ ก็บัญญัติคำว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2492 ในหมวด 1 บททั่วไป

“มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในยุคจอมเผด็จการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายรัฐมนตรี

จากนั้นมาก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 8 พ. ศ. 2511 ใน “มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ในยุคจอมเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

ผู้ปกครองรุ่นต่อๆ มาก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2517, 2519, 2521, 2534, 2540, 2550 โดยทำตามๆ สืบเนื่องกันมาอย่างเห็นผิดร้ายแรงต่อชาติ เป็นทายาทอสูร โดยมิได้ฉุกคิดกันเลยแม้แต่นิดเดียว สร้างความหายนะให้กับชาติและประชาชนอย่างย่อยยับไม่รู้จักจบสิ้น

แนวทางการสร้าง หรือการสถาปนาระบอบที่ถูกต้องยิ่งใหญ่ของชาติและโลกทั้งเป็นการรุกทางการเมืองทั้งภายในและสากล คือ

1) สัมพันธภาพที่ 1 ระหว่างหลักการปกครองกับปวงชน โดย คสช. ทูนเกล้าฯ หลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 เพื่อพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพิจารณามีพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ ทรงสถาปนาระบอบโดยธรรม หรือหลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 (Principle of Government) อันเป็นรากฐานแก่นแท้ของชาติ สร้างความเป็นธรรมแก่ปวงชนในชาติทุกหมู่เหล่า และเมื่อประชาชนเข้าใจหลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 ดีแล้ว อย่างน้อยหนึ่งปี จึงดำเนินการขั้นตอนที่สอง

2) สัมพันธภาพที่ 2 ระหว่างหลักการปกครองกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ ดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญ (Methods of Government) อันเป็นวิธีการปกครองให้สอดคล้องกับหลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 โดยมีหลักธรรมาธิปไตยนำชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นรากฐานของชาติ ดังนี้

มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ (เขียนให้ทราบว่ารูปลักษณ์ของประเทศไทย (Form of government) เป็นราชอาณาจักร อย่าเอาแนวคิด การเมืองในประเทศสาธารณรัฐมาใช้ ต้องแยกแยะให้ถูก ทุกวันนี้ผู้ปกครอง นักการเมืองไทยมั่ว สับสนไปหมด เช่น แนวคิด เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง เหล่านี้ล้วนเป็นแนวคิดทำลายราชอาณาจักรทั้งสิ้น)

มาตรา 2 ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติ และศาสนาอื่นที่รัฐรับรองคือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาสิกข์ ได้รับการคุ้มครองจากรัฐโดยเสมอกัน

มาตรา 3 ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (เขียนเพื่อป้องกันไม่ให้เข้าใจผิดว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุขระบอบซึ่งเป็นการลิดรอนพระบรมเดชานุภาพให้ต่ำลงโดยไม่รู้เท่าทันหรือจงใจ)

มาตรา 4 ประเทศไทยมีระบอบการปกครองประชาธิปไตยโดยธรรม ถือธรรมเป็นใหญ่หรือธรรมาธิปไตย อันเป็นแก่นแท้ รากฐานของชาติ โดยมีหลักการปกครองธรรมาธิปไตย 9 อันเป็นหลักสำคัญประกันความยุติธรรมต่อปวงชน ดังต่อไปนี้

(ทั้งนี้ยืนยันการจัดความสัมพันธ์อย่างถูกต้องระหว่างหลักการปกครองกับวิธีการปกครอง

คสช.จำไว้เถิดว่า ยุทธศาสตร์ย่อมเกิดก่อนยุทธวิธี ฉันใด จุดหมายย่อมเกิดก่อนวิธีการไปฉันใด หลักการปกครองหรือระบอบ ต้องเกิดก่อนรัฐธรรมนูญ ฉันนั้น และจะเป็นเหตุให้นักปราชญ์ไทยเพิ่มขึ้นในการศึกษา คิดค้นขยายความว่าหลักการปกครองทั้ง 9 นั้นเป็นอย่างไร และจะทำให้ประชาชนมีปัญญา รู้แจ้งชัด เข้าใจอย่างง่ายดาย ไม่สับสน ในความสัมพันธ์ทางการเมืองของชนในชาติ ไม่ทำให้ประชาชนโง่เขลา ทั้งจะเป็นการขจัดเงื่อนไข และความไม่เป็นธรรมทั้งปวง และความขัดแย้งภายในชาติ เช่น ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ ได้หมดสิ้น

มาตรา 5 ประเทศไทยใช้รูปการปกครองระบบรัฐสภา (Parliamentary System) (เขียนยืนยันให้ประชาชนทราบว่ารูปการปกครองคือระบบรัฐสภา กล่าวโดยย่อ เป็นระบบรวมอำนาจ แยกกันทำหน้าที่ คือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ต้องเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่แยกกันไปทำหน้าเพื่อถ่วงดุลซึ่งกันและกัน (เขียนเพื่อป้องกันการบิดเบือน มั่ว ไปใช้รูปการปกครองอื่น เช่น ระบบประธานาธิบดี (Presidential System) แบบอเมริกาหรือระบบกึ่งประธานาธิบดี (Semi-Presidential System) แบบฝรั่งเศส ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันพวกที่คิดจ้องจะทำลายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในทุกรูปแบบ มันมากขึ้นทุกที)

คสช.โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรุณานำไปไตร่ตรองดูเถิด สู่การสร้างสรรค์ชาติอย่างถูกต้องยิ่งใหญ่อย่างมั่นคงยั่งยืนสืบไป

หากท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เริ่มต้นด้วยการยกร่างธรรมนูญการปกครองก่อนสถาปนาหลักการปกครอง ก็เห็นผิดและทำผิดอย่างร้ายแรงต่อชาติซ้ำรอยเดิม ท่านก็จะเป็นนายทหารที่เอายุทธวิธีมาก่อนยุทธศาสตร์ ดังนี้แล้ว พลทหารก็จะขำกลิ้ง
กำลังโหลดความคิดเห็น...