xs
xsm
sm
md
lg

ประเทศไทย“มาถูกทาง”แล้ว เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์รับไม้“ปฏิรูป” ? !

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

(25 พ.ค.57)

การรัฐประหารยึดอำนาจของกองทัพไทย นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ มีความหมายทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะเป็นครั้งแรกของการยึดอำนาจที่มีเป้าหมายทางการเมืองอย่างชัดเจน คือการปฏิรูปประเทศไทยในหลายๆด้าน ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ ประเทศต้องมีความสงบเรียบร้อย คนไทยต้องผนึกกันเข้าเป็นหนึ่งเดียว

โดยนัยก็คือ การยึดอำนาจครั้งนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่น แต่มุ่งสร้างสภาวะที่ว่านี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

เรื่องนี้ดูเหมือนคนไทยโดยรวมจะเข้าใจ และสนับสนุนการกระทำของกองทัพไทย

แต่มีอยู่บางประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มมหาอำนาจตะวันตก เช่นสหรัฐฯ อียู ออสเตรเลีย ออกหน้าประณามการยึดอำนาจครั้งนี้ และขู่ว่าจะตัดการช่วยเหลือ ฯลฯ อะไรทำนองนี้ ประสานกับนักวิเคราะห์ที่สวมแว่น “ประชาธิปไตยเลือกตั้ง” คาดการณ์ไปในทางลบอย่างยิ่งในอนาคตของประเทศไทยภายหลังการรัฐประหารยึดอำนาจ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะมันเป็น “ผล” ที่จะต้องเกิด อันมาจาก “เหตุ” ที่พวกเขายึดถือมาตรฐานของตนเป็นที่ตั้ง ไม่ได้เริ่มจากความเป็นจริงของประเทศไทย ที่คนไทยโดยรวมประสบอยู่ และไม่เคารพการตัดสินใจของคนไทย ซึ่งเป็นเจ้าของประเทศไทย

พวกเขาใช้มาตรฐานแข็งทื่อ ไม่สอดคล้องกับปัญหาของประเทศไทย มากะเกณฑ์ชีวิตคนไทย สะท้อนถึงความไร้วิญญาณ ไร้น้ำใจ ไม่รู้จัก “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” ไม่ได้มีความหวังดีต่อคนไทยแม้แต่น้อย

มาตรฐานที่พวกเขาใช้วัด ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” อันเป็นค่านิยมทางการเมืองที่ถือเอาการเลือกตั้ง “1 คน 1 เสียง” เป็นตัวตั้ง ถือเอาสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร การแสดงความคิดเห็น ฯลฯ ซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคลเหนือสิ่งอื่นใด

ด้วยเหตุนี้ แม้กองทัพทำการยึดอำนาจรัฐบาลตัวปัญหา หุ่นเชิดของระบอบทักษิณ ที่สร้างความแตกแยกในประเทศมาโดยตลอด สามารถกอบกู้ประเทศชาติให้พ้นจากวิกฤติได้ ซึ่งเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งของคนไทยโดยรวม แต่พวกเขาก็พากันดาหน้าออกมาประณาม ช่างไร้ยางอายจริงๆ !

เพียงเราไม่ยึดมาตรฐานนี้อย่างตายตัว เพียงเรากล้าที่จะปฏิบัติการระงับความแตกแยกในหมู่คนไทยด้วยกัน พวกเขาก็ทึกทักทันทีว่า “ผิดหลักประชาธิปไตย”

ใจคอพวกเขา ถึงขั้นจะให้ประเทศไทยแตกแยกเป็นเสี่ยง คนไทยฆ่ากันตายเป็นเบือ เหมือนที่เกิดในอียิปต์หรือยูเครนเพียงเพื่อแลกกับคำว่า “ประชาธิปไตย” หรืออย่างไร ?

หรือเห็นว่าคนไทยโง่นัก ยินดีกอดสิ่งที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ตายไปต่อหน้าต่อตา ?

ณ วันนี้ คนไทย “ตื่นรู้” โดยเข้าถึง “ความจริง” กันแล้วว่า จะปฏิรูปได้ ประเทศไทยต้อง “สงบเรียบร้อย” คนไทยต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน !

ความสงบเรียบร้อย จึงเป็นบันไดหรือ “เงื่อนไขจำเป็น”ของการก้าวไปสู่การปฏิรูป อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่แท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศที่แท้จริง เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานชีวิตของคนไทยโดยรวมอย่างแท้จริง

ณ วันนี้ กองทัพไทยได้สร้างสิ่งที่เป็น “เงื่อนไขจำเป็น”นี้ขึ้นมาแล้ว ! นับเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ ที่จักต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศไทย !

ในคำแถลงของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เหตุผลหลักของการยึดอำนาจ คือการหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างมวลชนสองฝ่าย คือฝ่าย “กปปส.” และฝ่าย “นปช.” ป้องกันมิให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่ชีวิตคนไทยด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤติขั้นรุนแรงยิ่งขึ้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยโดยตรง

เหตุผลตามมาคือ เมื่อยึดอำนาจแล้วจักดำเนินการปฏิรูปประเทศไทยในหลายๆด้าน ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สะท้อนนัยสำคัญทางการเมือง คือ กองทัพฯได้ “รับไม้” ต่อจาก “กปปส.” ที่ว่าจักดำเนินการปฏิรูปก่อนแล้วจึงเลือกตั้ง

นั่นหมายถึงว่า กองทัพได้รับไม้ที่ส่งต่อๆกันมาในขบวนการประชาชน เริ่มตั้งแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ตั้งเป้าทางการเมืองไว้ที่การเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งไม้นี้เมื่อถึงมือ “กปปส.”ก็ได้ปรากฏออกมาเป็น “ปฏิรูปแล้วเลือกตั้ง”

บัดนี้ กองทัพฯได้รับไม้ทางการเมืองนี้มาเต็มๆแล้ว แต่จะปรากฏออกมาเป็นแบบไหน อย่างไร ก็คงต้องติดตามดูต่อไป

แต่ไม่น่าจะพ้นไปจากสองแบบนี้ คือแบบแรก “ปฏิรูปแล้วเลือกตั้ง” ซึ่งจะนำประเทศไทยกลับไปสู่ครรลองของ “การเมืองเลือกตั้ง” แบบเดิมๆ หรือแบบที่สอง “ปฏิรูปแล้วพัฒนาประเทศ” ไปเลย โดยไม่วกเข้าสู่วงจร “เลือกตั้ง” แต่ใช้ “สภาประชาชน” ที่เป็นกลไกอำนาจสูงสุดของประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อน แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีของประชาชน และจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน ซึ่งเป็นการ “ฉีกพ้น” ไปจากวงจรการเมืองเลือกตั้งแบบเดิมๆ !

ทั้งนี้ สภาประชาชนจะเกิดขึ้นได้ สภาวการณ์ของประเทศก็จักต้องคงไว้ซึ่ง “ความสงบเรียบร้อย” ภายใต้การกำกับของกองทัพไทยต่อไป

มองในภาพรวม “ความสงบเรียยร้อย” อันเกิดจากการยึดอำนาจครั้งนี้ ก็คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการ “ปฏิรูปแล้วพัฒนาประเทศ” อันเป็นเส้นทางใหม่ที่คนไทยจะเลือก

มองในมุมหนึ่ง มันก็คือ “โอกาส” ของประเทศไทย และคนไทยโดยรวม

ในมุมมองทางประวัติศาสตร์ “ความสงบเรียบร้อย” นับเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการดำเนินการปฏิรูปและพัฒนาประเทศประเทศไทย ให้เป็นไปได้จริง และยังประโยชน์แก่คนไทย “ทุกฝ่าย”อย่างแท้จริง

ด้วยความเข้าใจเช่นนี้ ผู้เขียนจึงสรุปว่า การทำรัฐประหารยึดอำนาจครั้งนี้ นับเป็นการสร้างโอกาสให้แก่การหลุดจากวงจรอุบาทว์ ที่คนไทยต้องเผชิญอยู่กับความไม่แน่นอนของชีวิตอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี ในบริบทของการเมืองเลือกตั้งที่มีนักเลือกตั้งหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันขึ้นมาใช้อำนาจบริหารประเทศ ซึ่งเต็มไปด้วยความฉ้อฉล กอบโกยโกงกิน สร้างความวิบัติให้แก่ประเทศชาติ บั่นทอนชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่อย่างต่อเนื่อง จนสุดที่จะทนทาน ซึ่งเป็นเหตุเบื้องต้นของการรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อต้านการใช้อำนาจของนักเลือกตั้ง ของคนในทุกวงการของสังคมไทย มาเป็นระลอกๆ และ “จุดติด” มาโดยตลอด ในห้วงเกือบสิบปีทีผ่านมา

มาบัดนี้ เมื่อการเคลื่อนไหวต่อต้านได้พัฒนามาถึงขั้นที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศไทย กลุ่มการเมืองผู้ครองอำนาจจึงหาทางสะกัดทำลายทุกวิถีทาง รวมทั้งการลอบทำร้ายด้วยอาวุธ โดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขาใช้มวลชนจัดตั้ง หลักๆก็คือมวลชนเสื้อแดง เดินหน้า “ชน” กับขบวนการประชาชน ทั้งในห้วงที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและ “กปปส.”

การขับเคี่ยวกันระหว่างพลังอำนาจของมวลมหาประชาชนกับอำนาจรัฐในระบอบทักษิณ ได้พัฒนามาถึงขั้น “ยัน”กันสูงสุดแล้วในเดือนพฤษภาคม หมิ่นเหม่ที่จะนำไปสู่การปะทะกันของมวลชนสองฝ่าย วิกฤติใหญ่ที่คนไทยทั้งประเทศไทยไม่ต้องการใกล้จะมาถึง โดยที่คนไทยโดยรวมนั่นแหละจะเป็นผู้รับเคราะห์ เกิดสภาวะที่ “คนไทยแตกแยก ประเทศแบ่งแยก” ในที่สุด

การก้าวเข้ามา “จัดการ” ของกองทัพฯจึงเป็นการกระทำที่ทันการ ดีและถูกต้องที่สุด

ส่วนเรื่องเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย ถึงตรงนี้หามีความหมายอะไรต่อคนไทยไม่ เพราะสิ่งที่คนไทยต้องจัดการเฉพาะหน้านี้ คือการขจัดวิกฤติใหญ่ ที่จะนำไปสู่การแบ่งแยกกันในหมู่คนไทย

เมื่อคนไทยเราจัดการเรื่องวิกฤติที่กำลังขยายตัวในหมู่คนไทยด้วยกันตกไปแล้ว ก็สามารถเลือกวิถีทางการเมืองที่เหมาะสมกับตัวเองได้ และเมื่อคนไทยส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงามร่วมกันแล้ว สิ่งที่เรายึดถือปฏิบัติก็เป็น “ประชาธิปไตย”

ประเทศไทยต้องการเลือกรองเท้าที่เหมาะกับเท้าตัวเองมาสวมใส่ (ตัดเกือกใส่ตีน) มากกว่าการรับเอารองเท้าของผู้อื่นที่ใส่ไม่ได้ แล้วพยายามยัดเท้าเข้าไป (ตัดตีนใส่เกือก)

ทั้งนี้ ประชาธิปไตยของไทยจะต้องตั้งอยู่บน “ความสงบเรียบร้อย” ของสังคมประเทศชาติ และเป็นประชาธิปไตยที่คนไทยโดยรวมเป็นเจ้าของ เป็นผู้ใช้อำนาจ หรือที่เราเรียกว่า “ประชาธิปไตยของประชาชน” สภาผู้แทนของประชาชน ที่เราเรียกสั้นๆว่า “สภาประชาชน” จะต้องเป็นที่รวมของบรรดาผู้แทนของประชาชน ที่ประชาชนใช้สิทธิ “เลือกตั้ง” หรือ “เลือกสรร” โดยตรง หรือที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยทางตรง” โดยไม่จำเป็นต้องไปเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งที่มาจากพรรคการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง มากกว่าที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนโดยตรง

ถึงวันนี้ ผู้เขียนขอยืนยันในแนวคิดที่ว่า

1.ประเทศไทยหลุดพ้นจากทางตันได้ เมื่อคนไทยเลิกแบ่งแยก และคนไทยเลิกแบ่งแยกได้ เมื่อ “ทุกฝ่าย”เข้าร่วมใช้อำนาจอธิปไตยในสภาประชาชน (เวทีเดียวกัน) ร่วมกันเลือกนายกรัฐมนตรีของประชาชน จัดตั้งรัฐบาลของประชาชน ร่วมกันออกแบบประเทศไทย และร่วมกันกำหนดมาตรฐานชีวิตใหม่คนไทย

2.สภาประชาชน คือฐานใหม่ที่คนไทย “ทุกฝ่าย”(โดยตัวแทนที่เกิดจากกระบวนการเลือกสรรตามครรลองของ “ประชาธิปไตยทางตรง”) มาร่วมคิดร่วมทำ โดยถือเอาผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ กลุ่มอำนาจเดิมๆ “ทุกฝ่าย” จะต้องย้ายจากฐานเฉพาะของตนที่ถือเอาผลประโยชน์เฉพาะตนเป็นที่ตั้ง มาอยู่บนฐานร่วมของประชาชน ที่ถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

3.สิ่งที่เรา คนไทย “ทุกฝ่าย” จะต้องยืนหยัดปฏิบัติร่วมกัน ก็คือ การสร้างสภาประชาชน ให้เป็นเวทีของคนไทย “ทุกฝ่าย” โดยดึงเอาคนไทย “ทุกฝ่าย”มายืนอยู่อยู่บนฐานของ “ผลประโยชน์ชาติและประชาชน” เคารพความแตกต่างทางความคิดของกันและกัน ถือเอาความจริงเป็นตัวตั้ง และพร้อมที่จะปรับแนวความคิดของตนให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่ “เข้าถึง” ได้เสมอ มุ่งมั่นที่จะร่วมกันปฏิบัติภารกิจให้เสร็จสิ้นไปให้ได้ในทุกขั้นตอนของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศไทย

กำลังโหลดความคิดเห็น...