xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลคนชั่วหนีกบฏคนดี

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


โสภณ องค์การณ์
ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์

อืมม์...เจ๊ฟองสนาน จามรจันทร์ คนทำสื่อกำลังมีชื่อด้านโหราศาสตร์ หลังจากทำนายทายทักชะตาบ้านเมืองว่า หลังจาก 8 ตุลาคม 2556 แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลง! ช่วงนั้นชาวบ้านยังงงๆ พวกหมอดูด้วยกันยังไม่กล้าฟันธงว่าอะไรจะเกิดขึ้น นอกจากดูดวงเมืองแล้วก็ทายครอบจักรวาล แต่เหมือนจะไปในทิศทางเดียวกัน

เจ๊ฟองประกาศ “อะไรที่ไม่เคยเกิด ก็จะเกิด อะไรที่ไม่เคยเห็น ก็จะได้เห็น” อันนี้แม่นจริงๆ ขอยกนิ้วให้ เพราะอะไรที่เกิดขึ้นหลังจากพลเอกปรีชา เอี่ยมสุพรรณ ม้วนเสื่อจากข้างทำเนียบหลังจากวันที่ 8 หลบไปอยู่สวนลุมได้เกิดปรากฎการณ์อุรุพงษ์เมื่อทนายนกเขานิติธร ล้ำเหลือ และนักศึกษารามฯ อุทัย ยอดมณี จับมือกันรับช่วงต่อ

ค่ำวันนั้นเริ่มมีคนชุมนุมไต้ทางด่วนอุรุพงษ์ พวกรัฐบาลนางโพยและตำรวจกึ่งโจร กำลังฉลองชัยชนะว่าใด้ปิดล้อมม็อบกองทัพธรรมจนอดอยาก ยอมกลับไปสวนลุมฯ คงไม่มีใครกล้าหือ แต่ปรากฎว่าม็อบอุรุพงษ์จุดติดจริงๆ เกิดม็อบสามเสนของกำนันสุเทพ

รัฐบาลนางโพยและตำรวจโจร ขี้ข้าบักเหลี่ยมมั่นใจในอำนาจรัฐและกองกำลังของรัฐตำรวจ แถมยังมีคำรับประกันของบักเหลี่ยมว่า “ผมไว้ใจไอ้ตู่มาก” สร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลนางโพยต้องอยู่ต่อไปไร้เทียมทาน ใครไม่หาญกล้าท้าทายอำนาจชั่ว

แล้วไง “อะไรที่ไม่เคยเกิด ก็ได้เกิด อะไรที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น” ทั้ง 3 กองทัพ มีกำนันสุเทพ กปท. คปท. ได้สร้างปรากฎการณ์ เริ่มชุมนุมหลายจุด มีคนออกมาหลายล้าน หลายรอบ เดินขบวนเต็มเมือง ทำลายสถิติยุค 14 ตุลาฯ ซึ่งคนออกมาเกือบล้าน

แต่ก็มีปรากฏการณ์ใหม่ นั่นคือ “ความหน้าด้าน ไร้ยางอาย ไร้จิตสำนึก” ไร้เทียมทานของนักการเมืองชั่วช้าสามานย์เช่นกัน นำโดยนางโพยปูโพรกเน่าใน เมื่อการชุมนุมผ่านไปนางเน่าทุกส่วนทั้งชื่อเสียง ภาพลักษณ์ จริตก้าน กิริยา ความประพฤติ ปัญญา

ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำรัฐบาลที่โง่เง่าที่สุดในโลก ยกระดับขึ้นชั้นผู้นำสตรีอำมหิต เลือดเย็น เห็นการตายของประชาชน การบาดเจ็บพิการ จากระเบิด ปืน และภัยต่างๆ จากตำรวจโจรและขบวนการโจรเป็นยาบำรุงความหน้าด้าน ไม่รู้สึกอับอาย

อะไรที่ไม่เคยเห็นก็คือ ประชาชนเดิน 2 ฟากถนนแย่งกันเอาเงินให้กำนันสุเทพทุกครั้ง เดินแต่ละเที่ยวได้อย่างต่ำ 2-3 ล้านบาท เพิ่มเป็น 5 ล้านและมากกว่านั้น ประชาชนยอมจ่ายเงินเพื่อต้องการลงทุนขับไล่รัฐบาลสามานย์ขี้ข้าบักเหลี่ยมให้พ้นจากอำนาจ จำนวนคนไม่ล่าถอย แถมยังขยายพื้นที่ชุมนุมเป็น 6-7 เวทีในเมืองหลวง

คนกลางเต็นท์นอนสู้อากาศหนาวกลางเมืองเป็นเดือนๆ ไม่เคยปรากฏมาก่อน!

เหตุการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นก็คือ รัฐบาลชั่วร้ายเริ่มไม่มีที่ทำงาน กระทรวง หน่วยงานต่างๆ ถูกไล่ปิด พวกเสนาบดีขี้ข้าทาสน้ำเงินบักเหลี่ยมต้องหลบหน้า หนีการไล่ล่าโดยมหาชน หน่วยงานต่างๆ ร่ำร้องให้มวลชนยกขบวนไปปิด เพื่อขอร่วมขับไล่

เฮอะ! รัฐบาลนางโพยเหลือเพียงตำรวจชั่วเป็นฐานค้ำอำนาจ ใช้อิทธิพลเถื่อน อันธพาล มือปืนในเครื่องแบบ กองกำลังต่างชาติ ไล่เข่นฆ่ามวลชนกลางเมือง ทั้งยามค่ำคืนและกลางวันแสกๆ อหังการถึงขึ้นให้ตำรวจโจรยิงมวลชนหน้าสโมสรกองทัพบก

นั่นเป็นความลำพอง ผยองอำนาจ “พวกกูฆ่าพลเอกร่มเกล้า ฆ่าประชาชน ทำความชั่วสารพัดอย่าง โกงบ้านกินเมือง ทำลายเกษตรกรรมข้าว ชีวิตชาวนา ทำให้ประเทศเป็นหนี้สิน ประสบเคราะห์กรรมน้ำท่วมทั้งประเทศ ปัญหาสารพัด”

“แล้วพวกเอ็งมีปัญญาทำอะไรพวกข้าได้” นั่นเท่ากับเป็นการท้าทายประชาชน!

ประชาชนได้แต่ชุมนุม เป็นเหยื่อระเบิด กระสุนปืน การคุกคามสารพัด แต่ตำรวจกลายเป็นผู้พิทักทรราชย์ ยอมให้คนหนีคุกกำหนดชะตากรรมประเทศ ตำรวจดีต้องก้มหน้าด้วยความอดสู แต่คนในกองทัพมีบทบาทเล็กน้อย เหมือนจะติดอะไรอธิบายไม่ได้

การประกาศภาวะฉุกเฉินได้สร้างปรากฎการณ์ฉงนปนความน่าขบขัน! รัฐบาลนางโพยและพวกขี้ข้านักคุกคามพยายามยัดเยียดข้อหาสารพัดให้แกนนำผู้ชุมนุม มีทั้งเป็นกบฎ ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง ฝ่าฝืน พรก. ฉุกเฉิน ขู่จะสลายการชุมนุมซ้ำซาก

ขู่มากๆ เข้า มวลชนไล่ล่าปิดสำนักงาน เสนาบดีเสื้อแดงมหาดไทยเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนนอนบ้านก็ไม่ได้ แถมยังทำให้พวกปากพาจนทั้งหลายพลอยลำบาก บ้านช่องโดนตัดน้ำ ตัดไฟ อยู่บ้านไม่ได้ กลัวมวลชนไปจับตัว เอามานั่งประจานบนเวทีชุมนุม

มันน่าทุเรศจริงๆ “พวกกบฎ” ตั้ง 6-7 เวทีกลางเมืองมีการแสดงดนตรี งิ้ว โขน ลำตัด บรรเทิงทั้งวันทั้งคืน แต่พวกกุมอำนาจรัฐอยู่ในสภาพลับๆ ล่อๆ ไม่กล้าสู้หน้า แม้แต่นางโพยกลายเป็นหัวหน้า “รัฐบาลลับ” ไมปรากฎตัว นางก็เป็น “ผู้นำลับ” กินนอนไม่เป็นที่ ทำตัวลึกลับโผล่โน่น หลบนี่ เป็นความน่าทุเรศ ชีวิตมีแต่คนสาปแช่งว่าหน้าด้าน

ภาวะฉุกเฉิน เป็นความฉุกเฉินของรัฐบาลนางโพย ตำรวจหายหน้าไปจากถนน มีแต่กำลังซ่องสุมอยู่ในพื้นที่เพื่อคุ้มครองพวกเสนาบดีถ่อยซุกหัวอยู่ในศูนย์รักษาความสงบ แต่จิตใจว้าวุ่นเพราะนับวันถอยหลังว่าจะมีโอกาสใช้ชีวิตในบ้านเกิดอีกนานเท่าไหร่

เป็นยุค “ขี้ครอกหายหน้า ขี้ข้าเตรียมหนี” ถ้านางโพย-บักเหลี่ยมพ่ายแพ้ศึกเดิมพันสูงครั้งนี้ มวลมหาประชาชนจะคิดบัญชีนักการเมืองชั่วและพวกเครือข่ายขี้ข้า ยึดทรัพย์สิน ใครหนีไม่ทันต้องติดคุก ชดใช้กรรมที่ย่ำยีบ้านเมืองจนอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรมทุกด้าน หลายครอบครัวต้องไปเป็นพลเมืองชั้น 2 ชั้น 3 ในต่างประเทศ

แผ่นดินไทยจะมีแต่คนดี รักบ้านเมือง พวกนักการเมืองกังฉิน ข้าราชการอหังการ ตำรวจโจร มือกฎหมายพิทักษ์อาชญากรต้องรีบหนีไปใช้เงินโกงที่เมืองนอกเช่นกัน แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ความหน้าด้านและการฮึดสู้ด้วยวิธีสกปรกต่างๆจะทำให้คนดีต้องพลีชีพ บาดเจ็บมากน้อยเท่าไหร่ ยังประเมินไม่ได้ โดยเฉพาะช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง

แม้ผู้นำกองทัพยังยึกยัก อ้างโน่นนี่นั่น แต่สถานการณ์จะบังคับให้เลือกไม่ได้ ความหวังจะเกษียณอายุอย่างสบายๆ บนกองเงินกองทอง อาจไม่เป็นผล ถ้ามวลมหาประชาชนใช้พลังในการคิดบัญชีเหมือนกับ “บังเละ” โดนบักเหลี่ยมลอกลายจนไม่เหลือ

คำถาม “แล้วพวกเราจะชนะมั้ย?” คงจะมีคำตอบอีกไม่นาน ที่แน่ๆ คนดีไม่มีวันแพ้ จะช้าหรือเร็วเท่านั้น! ดูง่ายๆ พวกเสื้อแดงสารเลวเตรียมตั้งประเทศใหม่ที่เชียงใหม่ หวังแยกแผ่นดิน ก็อยากรู้เหมือนกันว่าวันนั้นจะมีเสื้อแดงเหลืออีกมากน้อยแค่ไหน

แม้จะจ่ายเงินให้ชาวนาเชียงใหม่ได้ ก็ขอให้หลบส้นตีนคนดีจนรอดก็แล้วกัน!


กำลังโหลดความคิดเห็น