xs
sm
md
lg

ศาลโลกตัดสินแล้ว...เอาไงต่อ?

เผยแพร่:

ศาลโลกตัดสินคดีเขาพระวิหารแล้ว และเกิดความสับสนกันเป็นอันมากว่าศาลโลกตัดสินอย่างไร และจะเอาอย่างไรกันต่อไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกล่าวถึงเรื่องนี้สักครั้งหนึ่ง

ก่อนอื่นก็ต้องบอกว่าผลการตัดสินของศาลโลกที่ออกมานั้นมีผู้รู้ผลล่วงหน้ามาร่วมเดือนแล้ว

กระทั่งมีการเตือนบรรดาพวกอัปรีย์จัญไรว่าที่วางแผนสมคบกันยืมมือศาลโลกยกแผ่นดินไทยและผลประโยชน์ในพลังงานทั้งบนบกและในอ่าวไทยให้เขมรเพื่อเอามาแบ่งปันกันต่อไปนั้นอาจจะผิดหวัง เพราะบ้านเมืองนี้ศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง

เหตุที่ต้องเตือนกันเช่นนั้นก็เพราะว่าพวกอัปรีย์จัญไรได้สมคบกับเขมรเพื่อยกแผ่นดินไทยและผลประโยชน์ในพลังงานทั้งบนบกและในอ่าวไทยต่อเนื่องยาวนานมากว่าสิบปีแล้ว เป็นเรื่องเดียวที่พวกอัปรีย์และจัญไรทำเหมือนกัน ทำต่อเนื่องกัน และทำกันอย่างจริงๆ จังๆ ทั้งในรูป MOU แถลงการณ์ร่วม บันทึกการเจรจา บันทึกการประชุมของคณะกรรมการต่าง ๆ

ซึ่งทั้งหมดนี้มุ่งโฉมหน้าไปยังการยกแผ่นดินไทยให้เขมร และยกผลประโยชน์ในพลังงานของไทยทั้งบนบกและในอ่าวไทยให้กับเขมรเพื่อจะได้มาแบ่งปันกัน

แล้วก็สมคบกับเขมรให้เขมรเอาคดีขึ้นฟ้องต่อศาลโลกเรียกเอาดินแดนไทย 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะมีผลในกาลข้างหน้าให้ไทยเสียดินแดนเพิ่มอีกร่วม 19 ล้านไร่ ตามแนวเขตแผนที่อัตราส่วน 1:200,000

จากนั้นก็ล้มมวยในทางคดี ไม่ต่อสู้คดีอย่างสมศักดิ์ศรี ไม่นำพยานหลักฐานอันสมควรเข้าพิสูจน์ กระทั่งไม่ไปชี้แนวเขตประเทศไทยในการที่ศาลโลกออกมาเผชิญสืบถึงสองครั้ง ปล่อยให้เขมรชี้แนวเขตเอาแต่ข้างเดียว

สมคบสุมหัวกันและล้มมวยกันถึงขนาดนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าไทยต้องแพ้คดีและเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะลามไปอีก 19 ล้านไร่อย่างแน่นอน

พวกอัปรีย์จัญไรมั่นใจว่าการขายชาติปล้นแผ่นดินจะสำเร็จเป็นแน่แท้ จึงแอบตกลงกันมากมายหลายสถาน ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 จากนั้นก็เร่งจัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ชำเรารัฐสภาจนผ่านวาระ 3 และกำลังติดค้างอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

และวันนี้สิ่งที่บอกกล่าวเล่าเตือนก็บังเกิดขึ้นแล้ว คือแผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์ พระสยามเทวาธิราชมีจริง และทำให้พวกอัปรีย์จัญไรหงายท้องไปตามๆ กัน

ศาลโลกตัดสินคดีว่าอย่างไร ไม่ใช่เรื่องที่จะออกความเห็นกันเล่นๆ ได้ หากต้องคำนึงถึงคำฟ้อง คำให้การ คำวินิจฉัย และคำตัดสิน ส่วนที่จะพูดถึงในวันนี้ก็คือคำตัดสินอันเป็นหัวใจของคำพิพากษา ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับประเด็นตามคำฟ้องและคำให้การของทั้งสองฝ่าย

ขอสรุปคำตัดสินให้เข้าใจได้โดยง่ายดังนี้

ข้อแรก ไทยยกข้อเถียงว่าศาลโลกไม่มีอำนาจตีความคำตัดสินปี 2505 ในข้อนี้ศาลโลกตัดสินว่าศาลมีอำนาจตีความ แต่อำนาจตีความนั้นจะต้องอยู่ภายในกรอบของคำตัดสินปี 2505 ศาลไม่สามารถตัดสินออกนอกกรอบหรือเลยเถิดจากคำตัดสินปี 2505 ได้ ในข้อนี้รัฐบาลไทยแพ้คดี แต่ไม่ได้เสียหายอะไร

ข้อสอง เป็นคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับดินแดนโดยตรง ซึ่งเขมรฟ้องและมีคำขอให้ศาลตัดสินเป็นสองประเด็น คือ

ประเด็นแรก เขมรฟ้องว่าศาลโลกเคยตัดสินในปี 2505 ให้ใช้แผนที่อัตราส่วน 1:200,000 เป็นเขตแดนไทย-เขมร ซึ่งฝ่ายไทยก็ไม่สู้คดีเพราะทั้งพวกอัปรีย์และจัญไรสุมหัวกันล้มมวยมาตั้งแต่ต้น และยังทำหลักฐานเท็จเผยแพร่ไปทั่วโลกว่าศาลโลกเคยตัดสินเช่นนั้นเสียอีก ถ้าหากไทยแพ้ในประเด็นนี้ก็จะเสียดินแดน 19 ล้านไร่ทั้งบนบกและในอ่าวไทย

ในประเด็นนี้ศาลโลกตัดสินว่า ในคำตัดสินปี 2505 ศาลไม่ได้ตัดสินให้ใช้แผนที่อัตราส่วน 1:200,000 เป็นเขตแดนไทย-เขมร ประเด็นนี้ไทยจึงชนะเด็ดขาดในเรื่องดินแดน 19 ล้านไร่ซึ่งเป็นที่วิตกกันมานับแต่มีการทำ MOU 2543

ใครเอาเงินงบประมาณ 70 ล้านบาท ไปจ้างนักวิชาการขายชาติให้ทำหลักฐานแจกไปทั่วโลกว่าเขตแดนไทยคือเขตแดนตามแผนที่อัตราส่วน 1:200,000 จะต้องถูกประหารชีวิต!

ประเด็นที่สอง เขมรฟ้องว่าดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารเป็นอธิปไตยของเขมร ซึ่งศาลโลกเคยตัดสินให้เป็นของเขมรมาตั้งแต่ปี 2505 ซึ่งพวกอัปรีย์จัญไรก็ล้มมวย ไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ใดๆ เลย

ในประเด็นนี้ศาลตัดสินว่าในคดีปี 2505 ศาลไม่ได้ตัดสินว่าดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหารเป็นอธิปไตยของเขมรดังที่ฟ้อง ประเด็นนี้ไทยจึงชนะเด็ดขาด และสมควรที่ต้องเอาพวกอัปรีย์จัญไรที่ขายชาติล้มมวยในเรื่องนี้ไปประหารชีวิตด้วย

ดังนั้นในประเด็นคำฟ้องและคำขอตามฟ้องของเขมรที่จะให้ศาลตัดสินเอาดินแดนไทยเป็นของเขมรไม่ว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาทพระวิหาร หรือพื้นที่ 19 ล้านไร่ตามแผนที่อัตราส่วน 1:200,000 ก็ดี พระสยามเทวาธิราช และประเทศไทยชนะคดีโดยตรง

เป็นสิ่งที่ชนชาวไทยทั้งผองพึงประนมมือสาธุการก้มกราบผืนแผ่นดิน แล้วเปล่งวาจาว่า “ขอทรงพระเจริญ ขอทรงพระเจริญ ขอทรงพระเจริญ”

ข้อสาม ตัวปราสาทพระวิหาร ศาลตัดสินว่าคำตัดสินในปี 2505 ตัดสินให้เป็นอธิปไตยของเขมรและไทยก็ไม่ได้คัดค้าน แม้ในคดีนี้ก็มิได้โต้แย้ง และยังยอมรับว่าได้ปฏิบัติตามคำตัดสินปี 2505 แล้ว ดังนั้นศาลจึงตัดสินยืนยันว่าตัวปราสาทพระวิหารเป็นอธิปไตยของเขมร

ประเด็นนี้ไทยไม่แพ้คดีและไม่เกี่ยวกับดินแดน แต่รัฐบาลต้องรับผิดชอบที่ไม่เอ่ยถึงคำสงวนสิทธิ์และจะต้องรีบปฏิเสธไม่ยอมรับและสงวนสิทธิ์ในอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร ตามที่รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้สงวนสิทธิ์ไว้ต่อไป

ข้อสี่ เป็นเรื่องพื้นที่ถอนทหาร ซึ่งเป็นคำขอตามคำฟ้องเพื่อป้องกันการสู้รบระหว่างไทย-เขมร และการบำรุงรักษาดูแลปราสาทพระวิหารอันเป็นมรดกโลก ในประเด็นนี้ต้องเข้าใจว่าเป็นประเด็นพื้นที่ถอนทหารเพื่อไม่ให้เกิดสงครามหรือฆ่ากัน ไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับดินแดน ก็จะเป็นทางแห่งความเข้าใจที่ถูกต้องได้

ในประเด็นนี้ศาลตัดสินว่าทั้งสองฝ่ายต้องถอนทหารออกจากพื้นที่แคบๆ รอบปราสาทพระวิหาร แต่พื้นที่แคบๆ ที่ว่านี้คำตัดสินปี 2505 ไม่ได้กำหนดไว้ ศาลก็กำหนดให้ไม่ได้ จึงมีคำตัดสินเป็นสามประเด็นคือ

ประเด็นแรก พื้นที่แคบๆ ที่ว่านี้ไม่ใช่พื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรตามที่เขมรอ้างและร้องขอให้ศาลกำหนด

ประเด็นที่สอง พื้นที่แคบๆ ที่ว่านี้ไม่ใช่พื้นที่ในเขตรั้ว ซึ่งกั้นไว้ในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งไทยอ้างว่าได้ปฏิบัติตามคำตัดสินปี 2505 แล้ว

ประเด็นที่สาม พื้นที่แคบๆ นี้อยู่ที่ไหน อย่างไร ศาลโลกตัดสินในภาษาชาวบ้านว่า “กูก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกมึงสองประเทศอยู่ติดกันยังไม่รู้ จะให้กูรู้ได้ยังไง? พวกมึงไปตกลงกันเอาเอง” จึงให้ทั้งสองฝ่ายเจรจากันเองเพื่อให้มีการดูแลรักษาปราสาทพระวิหารอันเป็นมรดกโลกได้

คำตัดสินนี้จึงเปิดช่องให้ประเทศไทยในการเข้าจัดการมรดกโลกร่วมกับเขมรแทนที่เขมรจะจัดการฝ่ายเดียวดังที่เป็นมา ดังนั้นไทยจึงไม่ต้องถอนทหารใดๆ และสามารถส่งคนไทยเข้าไปในพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารได้ แต่ต้องไม่ใช่ทหาร ซึ่งรัฐบาลและกองทัพจะต้องดำเนินการ ส่วนการเจรจาจะเจรจาหรือไม่เจรจาก็ได้แต่ต้องไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ เสียหาย เสียดินแดน ตามที่ปรากฏในคำตัดสินนี้!
กำลังโหลดความคิดเห็น...