xs
sm
md
lg

ทุ่งหวัง..2499 (ตอนที่ 9..แจ่มจันทร์ผู้กุมหัวใจ)

เผยแพร่:

การที่พ่อแม่หายไปจากหมู่บ้านครั้งละหลายๆ วันเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กๆอย่างจ้อนและเพื่อนๆ ในหมู่บ้านและที่โรงเรียน คำถามที่พูดคุยกันบ่อยๆ ในหมู่เพื่อนๆ ของจ้อนก็คือ

“พ่อมึงกลับมาหรือยัง ...”

“พ่อกูบอกว่าปิดเทอมนี้จะพากูไปด้วยละ”

“เมื่อวานพ่อกูกลับมาแล้ว เอากระจงย่าง หมูเถื่อนใสเค็มและเขี้ยวหมูเถื่อนมาฝากกูด้วยละ” ...

จ้อนเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน หลายๆ ครั้งที่พ่อกับแม่ปล่อยให้จ้อนและพี่ๆ น้องๆ อยู่ที่บ้านตามลำพังยาวนานเป็นเดือนๆ โดยมีพี่สาวคนโตทำหน้าที่ของแม่ในการหุงหาอาหารและปกครองน้องๆ โดยมีญาติๆ แวะเวียนมาดูบ้างว่าเรากินอยู่กันอย่างไร วันไหนที่เป็นวันที่พ่อแม่จะออกเดินทางไกลคืนนั้นจะเป็นคืนที่จ้อนไม่ยอมไปนอนที่บ้านคุณตา เขารู้สึกหวาดกลัวบอกไม่ถูก เขากลัวว่าพ่อจะจากไปแบบไม่มีวันกลับหรือกลับมาอย่างกับพ่อของไอ้จืด พ่อของไอ้จืดออกไปจากหมู่บ้านแต่กลับมาด้วยร่างที่ไร้วิญญาณ คนในหมู่บ้านพูดกันว่าพ่อไอ้จืดเป็นไข้ป่าที่เรียกว่ามาลาเลียขึ้นสมอง

ก่อนออกเดินทางไกลแม่มักตำข้าวเปลือกให้เป็นข้าวสาร ใส่กระสอบเตรียมไว้ วันออกเดินเท้าทางไกลของพ่อกับแม่บนบ่าของพ่อจึงมีคานหาบที่สองข้างพะรุงพะรังไปด้วยกระสอบข้าวสารและของใช้ต่างๆ จ้อนนั่งดูพ่อกับแม่จัดสิ่งของอย่างเงียบๆแล้วตามองสองคนเดินฝ่าความมืดไปตั้งแต่ย่ำรุ่ง พ่อกับแม่ต้องกลับมาและจ้อนฝันไว้ว่าสักวันจะต้องตามไปดูให้ได้ว่าพ่อกับแม่ไปทำอะไรที่ไหนกัน พ่อบอกเพียงว่าไปทำสวนไว้ให้ลูกๆ

ในหมู่บ้านของเรามีพื้นที่ทำกินน้อยการเดินทางไปหักร้างถางป่าเพื่อทำสวนยางพาราในพื้นที่ต่างตำบลต่างอำเภอ บางคนก็ไปรับจ้างกรีดยาง คนในหมู่บ้านของจ้อนส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น ชื่อของหมู่บ้านที่พวกคนรุ่นพ่อมักคุยกันจนติดหูของจ้อนเสมอๆ เช่น บ้านเขาน้ำค้าง บ้านเขาวังชิง อำเภอรามัญ อำเภอสะเดา จะนะ เทพา ยะหา สะบ้าย้อย

ตาผอมเคยเล่าให้จ้อนฟังเสมอๆ ตอนออกไปเลี้ยงวัวด้วยกัน แกบอกว่าพ่อกับแม่ของจ้อนโชคดีที่มีคนนำทางไปบุกเบิกพื้นที่ไว้ก่อนแล้ว ทำให้พ่อกับแม่ของจ้อนไม่ต้องลำบากมากและสามารถพาเพื่อนบ้านไปหักร้างถางป่าทำสวนที่นั่นได้หลายครอบครัว

“น้องชายของปู่เอ็งหนีคดีแล้วไปบวชเป็นพระ ไปสร้างวัดจนได้เป็นเจ้าอาวาสที่นั่น” ตาผอมบอก

“น้องชายของปู่เอ็งเขาลือกันว่าเป็นไอ้เสือ ตอนหลังออกไปปล้นในเมืองโดนตำรวจล่าเลยหนีไปจากหมู่บ้าน พอไปพ้นตัวอำเภอที่เราอยู่ตำรวจก็ไม่ตามไปจับแกเลยบวชเป็นพระไม่สึกตั้งแต่บัดนั้น”

“สมัยตอนพ่อเอ็งเล็กๆ อายุสี่ห้าปีปู่เอ็งก็ส่งพ่อเอ็งไปรับใช้ท่านเจ้าอาวาสอยู่ในวัดที่นั่น พ่อเอ็งเลยมีเพื่อนเยอะเป็นช่องทางให้สามารถรู้ที่บุกเบิกทำไร่ทำสวนได้ดีกว่าคนอื่นๆ ที่ไปแบบตายเอาดาบหน้า” ตาผอมเล่าบ่อยๆ ในทำนองนี้

เสียงระฆังบอกเวลาเลิกเรียนของวันนี้เป็นวันที่จ้อนใจระทึกที่สุดในชีวิต

“มึงไปรับท้ามันทำไม มันตัวใหญ่กว่ามึงตั้งเยอะ” เจ้าจืดเพื่อนสนิทของจ้อนพูดด้วย แววตาห่วงใยและกังวล

“มึงไปบอกเลิกและยอมมันก็ได้ วันก่อนกูก็เห็นไอ้เขียวบอกเลิกกับไอ้รัญ ไม่เห็นจะเป็นไรมึงสู้มันไม่ได้อยู่แล้ว” ไอ้จืดคะยั้นคะยอ

เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนพักเที่ยงของวันนี้ แจ่มจันทร์สาวในหัวใจของจ้อนยืนร้องไห้อยู่ริมห้อง ปกติจะไม่มีใครกล้าตอแยกับแจ่มจันทร์เพราะเสรีพี่ชายของแจ่มจันทร์เป็นที่ยำเกรงของเพื่อนฝูง เทอมนี้พี่ชายแจ่มจันทร์เรียนจบและตามไปทำสวนกับพ่อที่รามัญ ทุกเช้าเย็นจ้อน จืด และแจ่มจันทร์จะเป็นเพื่อนร่วมทางทั้งขาไปและขากลับจากโรงเรียนแจ่มจันทร์เป็นคนเรียบร้อยเรียนหนังสือเก่ง จ้อนและจืดมักได้อาศัยความฉลาดของแจ่มจันทร์ในการทำการบ้านส่งครูเสมอๆ แลกกับการยกร่องผักและขนน้ำรดน้ำผักให้เธอ จ้อนฟังความได้ว่าเมื่อตอนเที่ยงแจ่มจันทร์ก็ไปเล่นกระโดดยางกับเพื่อนๆ ตามปกติแต่วันนี้เจ้าหินและพรรคพวกของมันอีกสองสามคนไปนั่งดูเวลาแจ่มจันทร์และเพื่อนๆ กระโดดยาง ปกติเด็กผู้ชายทั่วๆ ไปจะไม่ไปยุ่งเวลาเด็กผู้หญิงเล่นกระโดดยาง เพราะพวกเธอไม่ได้ใส่กางเกงในแจ่มจันทร์บอกจ้อนว่าพวกเธอย้ายไปเล่นตรงไหนๆ ไอ้หินและพวกของมันก็ตามไปนั่งมุงดู ที่ร้ายไปกว่านั้นไอ้หินมันใช้ยางเส้นยิงแจ่มจันทร์และเพื่อนๆ อีกด้วย จ้อนรู้สึกว่ามันมากเกินไปซะแล้ว เลยเข้าไปถามไอ้หินว่าทำจริงไหม ไอ้หินบอกว่าจริง

“แล้วมึงมาเสือกทำไมด้วย หรือมึงจะเอายังไง” เจ้าหินถามกลับแบกร่างๆ

จ้อนเผลอพูดไปด้วยความโกรธว่า

“เย็นนี้มึงกับกูเจอกัน”

“เย็นนี้เจอกัน” เป็นภาษาที่รับรู้ร่วมกันว่าสถานที่ใต้ต้นไทรใหญ่ระหว่างหมู่บ้าน คือสถานที่นัดตกลงกันเพื่อจัดการกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่นักเรียนของพวกเรา ที่ผ่านๆ มาจ้อนและจืดเป็นได้แค่คนดู หรืออย่างมากก็แค่สนับสนุนถอดเสื้อให้พี่ๆ ที่เขาชกกันนำไปหุ้มมือ แต่วันนี้เขาต้องเป็นคู่ชกที่ถูกป่าวประกาศแบบกระซิบๆ กันไปทั่วโรงเรียนในหมู่นักเรียนที่เดินทางกลับในเส้นทางสายนั้น…..

ก่อนที่จ้อนจะล้มตัวลงกองบนพื้นทรายเพราะแรงหมัดของไอ้หิน เขาเหลือบไปเห็นแววตาของแจ่มจันทร์ที่ยืนเกาะแขนเจ้าจืดมองเขาด้วยความเห็นใจ จ้อนคิดในใจว่ามันคุ้มแสนคุ้มกับสิ่งที่เขาได้ตัดสินใจไปในวันนี้

“ขวับๆๆๆ” ไม้เรียวจากมือคุณยายหวดลงไปที่น่องของจ้อนอย่างไม่ปรานี

“จำไว้เลยนะอย่าริหัดเป็นนักเลงอีก ครั้งต่อไปจะโดนหนักกว่านี้อีก” คุณยายฟาดไม้เรียวลงบนแผ่นหลังจ้อนอย่างไม่ยั้ง

“พอๆ...แกจะให้มันเป็นกะเทยรึไงวะ เด็กผู้ชายมันก็ต้องมีมั่งชกต่อยกันมันเรื่องธรรมดาน่ะ” คุณตาเข้ามาห้ามคุณยายให้เลิกหวดจ้อน

“ให้ท้ายกันดีนัก...อยากให้หลานโตขึ้นเป็นอย่างพรรคพวกของแกรึไง” เป็นครั้งแรกที่จ้อนเห็นคุณยายเสียงเขียวใส่คุณตา

“แต่ละคนๆ ไม่เคยรู้จักทำมาหากินเดี๋ยวก็ปล้นเดี๋ยวก็ลักวัวลักควายชาวบ้านเค้า ทำความเดือดร้อนชาวบ้านเขาไปทั่ว ถูกแช่งถูกด่าทุกวัน ระวังจะตายโหงกันหมด” คุณยายโมโหสุดๆ แต่ก็ยุติการฟาดจ้อนลงได้

“ไปอาบน้ำไปกินข้าวซะ..เดี๋ยวคืนนี้ตาจะทายาหม่องให้” คุณตาเป็นอีกคนที่เข้าใจจ้อน แต่คืนนี้เขาต้องนอนตะแคงไปทั้งคืนเพราะฤทธิ์ไม้เรียวของคุณยายแต่สิ่งที่เขาได้มาในคืนนี้ก็คือจ้อนได้หลับฝันเห็นแววตาที่แสนสวยของแจ่มจันทร์ไปตลอดทั้งคืน.
กำลังโหลดความคิดเห็น...