xs
xsm
sm
md
lg

"โอ๊ค" โวยหน้ากากขาวล้มเจ้า(มูลเมือง)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-เรียงหน้าออกมาโวยวาย เรียกแขกให้กับม็อบหน้ากากขาวกันยกใหญ่ ล่าสุด นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ นช.ทักษิณ ชินวัตร ก็โพสต์เฟซบุ๊ก Oak Panthongtae Shinawatra ว่า พวกหน้ากากขาวเป็นประชากรสลิ่มที่นอกจากจะหูเบาแล้วยังสับสนในชีวิต เอาหน้ากาก กาย ฟอกส์มาใส่ร่วมชุมนุม แถมไม่เช็คให้ละเอียดว่า กาย ฟอว์กส์ ที่ว่านี้คือคนที่ต้องการล้มล้างกษัตริย์ของอังกฤษ

อันที่จริง กลุ่มหน้ากากขาวนั้น เขาเช็คประวัติศาสตร์กันละเอียดถี่ถ้วนแล้ว และ กาย ฟอว์กส์ เวอร์ชั่นประเทศไทยนั้น เป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ของขบวนการล้มเจ้า(มูลเมือง) ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพ่อของนายโอ๊คนั่นเอง และ "เจ้ามูลเมือง" ที่กลุ่มหน้ากากขาวต้องการล้มล้างนั้น ก็มีพฤติกรรมไม่ต่างไปจากพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษที่เป็นเผด็จการ บ้าอำนาจ ขัดแย้งกับรัฐสภาที่ทัดทานการออกกฎหมายขูดรีดประชาชน

"เจ้ามูลเมือง" ที่กลุ่มคนรักเชียงใหม่ อุปโลกน์ขึ้นมาว่าโดยเชื่อว่าเป็นอดีตชาติของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จึงสมควรที่จะต้องถูกล้มล้างอย่างปราศจากข้อกังขา และเป็นเรื่องที่ผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์สมควรที่จะต้องกระทำอย่างยิ่ง ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยไม่ควรทำถือเป็นเรื่องอัปมงคลอย่างที่นายโอ๊คว่าแต่อย่างใด เพราะคนไทยรู้ดีสามารถแยกแยะออกว่ากษัตริย์ที่ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมกับกษัตริย์ที่เผด็จการบ้าอำนาจนั้นแตกต่างกันอย่างไร และ "เจ้ามูลเมือง" อดีตชาติของนช.ทักษิณ ประชาชนก็รู้เช่นเห็นชาติดีว่าเป็นอย่างไร

งานนี้ เรียกได้ว่า โอ๊ค ออกมาเรียกแขกเชิญชวนให้เข้าร่วมกิจกรรมและนัดหมายชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนต้องกล่าวคำว่าขอบคุณจากใจจริง

ไม่ใช่แค่นายโอ๊คเท่านั้นที่ช่วยเชียร์ แต่ขาเก่าเจ้าประจำอย่างท่านดร.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็ทำหน้าที่นี้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง งานนี้ รองฯ เหลิม ที่ว่าปากกล้าก็เริ่มขาเริ่มสั่นให้เห็นแล้วเมื่อปรากฏการณ์หน้ากากขาวจุดติด จากที่เคยปรามาสการเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาวว่าเป็นเพียงลมพัดยอดหญ้า เวลานี้กลับเที่ยวฟาดงวงฟาดงา กล่าวหาว่าเป็นพวกเสื้อเหลืองแปลงร่างบ้าง เป็นพวกกลุ่มคนหน้าเดิมที่จ้องโค่นล้มรัฐบาลบ้าง หนักเข้าก็กล่าวหาว่ามีนักธุรกิจ นักสื่อสารมวลชน เป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังบ้าง ทำตัวแบบแกว่งปากไปเรื่อย แถมท้าทายด้วยว่า อย่าหยุดเคลื่อนไหว และมั่นใจหนักหนาว่า เอาอยู่

ดร.เหลิม นั้น เชื่อในข้อมูลของสายข่าวตนเองจึงชี้เปรี้ยงว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีกลุ่มทุนเอกชนรายใหญ่ลงขันสนับสนุนอยู่เบื้องหลังหลายกลุ่ม หนึ่งคือ กลุ่มธุรกิจน้ำเมา ซึ่งนอกจากดร.เหลิม จะชี้เป้าแล้วยังข่มขู่ด้วยว่า "ไอ้บริษัทน้ำเมาหลีกเลี่ยงภาษีขนาดไหน ผลิตเหล้าสี เสียภาษีเหล้าขาว วันนี้จะถามผู้ว่าราชการจังหวัดว่าจังหวัดไหนที่มีโรงเหล้าแล้วประชาชนเดือดร้อน ผู้ว่าฯอยู่เฉยได้อย่างไร จากนี้ต่อไปรัฐบาลจะบริหารราชการบนความถูกต้องชอบธรรม ไม่เกเร ไม่ข่มขู่ ไม่รังแก แต่ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย มีสิทธิเท่าเทียมกัน"

สองคืออดีตนักธุรกิจสื่อสารที่ได้เมียสวยที่ได้เมียสวย เหตุที่ไปสนับสนุนกลุ่มหน้ากากขาวให้โค่นล้มรัฐบาลเพราะมีลูกน้องตกค้างอยู่ในแวดวงที่คิดล้มรัฐบาล "ผมเตือนนักธุรกิจ เงินก็มีแล้ว เมียก็สวย เป็นข่าวทั้งประเทศ คุณแต่งงานคุณก็เอาเปรียบผม ตอนหนุ่มๆ ผมแต่งงานไม่เป็นข่าว นี่ข่าวคุณออกทั้งประเทศ แล้วคุณมายุ่งกับเขาทำไม พาเมียไปฮันนีมูน อย่าเอาเงินส่งมาให้ไอ้ "ส." ส่วนคนที่สนับสนุนม็อบที่มาชุมนุมที่สนามหลวง คิดว่าไอ้ขายเป็ดขายไก่" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว

สามคือ "ไอ้ ส." ที่ ดร.เหลิม กล่าวหาว่าอดีตนักธุรกิจสื่อสารส่งเงินให้ ซึ่งมาขยายความในวันหลังอีกว่า เป็น ไอ้ ส. มีลักษณะดำๆ เตี้ยๆ เป็นคนในแวดวงสื่อมวลชนทำข่าวอยู่สถานีหนึ่ง และประสานกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลมาโดยตลอด ทุกวันเวลา 11.00 น.ไปสมรู้ร่วมคิดแถวสุขุมวิทกับพวกที่เอาไม้เมตรไปวัดที่สุวรรณภูมิ ไม่ได้ขัดแย้งผลประโยชน์แต่เป็นพวกริษยามารวมตัวกันป่วนเมือง การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเป็นขบวนการเดิมที่เคยเคลื่อนไหวในปี 2548 – 2549 ซึ่งจากการพูดคุยชุดสืบสวนสันติบางชัดเจน ข้อมูลตรงกัน เห็นเส้นทางหมด

สี่คือ "ไอ้ขายเป็ดขายไก่" ซึ่งสนับสนุนม็อบที่สนามหลวง และห้าคือ กลุ่มธนาคาร

ข้อกล่าวหาของรองฯ เหลิม ถูกสวนกลับทันควันจากนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะในประเด็นกลุ่มหน้ากากขาวเป็นเหลืองแปลงร่าง หรือกลุ่มพันธมิตรฯ แปลงร่างว่า สงสัยการข่าวของท่านรองฯเหลิมจะผิดพลาด เพราะพันธมิตรฯ ไม่เกี่ยว และไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มใดออกมาเคลื่อนไหว แต่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตาเฝ้ามองเพราะมีคนให้ความสนใจจำนวนมาก พร้อมกับยืนยันในข้อกล่าวหาที่ว่า "อดีตนักธุรกิจสื่อสารที่ได้เมียสวย อย่าเอาเงินส่งมาให้ไอ้ ส. ล้มรัฐบาล" ส.นั้น ไม่ใช่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แน่นอน แถมฝากกลับไปด้วยว่า หากพันธมิตรฯจะเคลื่อนไหวอะไรจะทำอย่างเปิดเผย

ส่วนกลุ่มทุนต่างๆ ที่รองฯ เหลิม กล่าวพาดพิงนั้น ไม่มีใครให้ราคากับรองฯเหลิม ก็อย่างที่รู้ตัวเองดีว่า เป็นเพียงคนเล็กคนน้อยที่ไม่อยู่ในสายตาของทุนใหญ่ระดับชาติและระดับโลก

ความจริงแล้ว รองฯ เหลิม ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเมืองมานานเกือบชั่วชีวิต คงรู้อยู่เต็มอกว่า การออกมาข่มขู่ ปราม ปรามาส และกล่าวหาใครอยู่เบื้องหลังกลุ่มหน้ากากขาวล้วนแต่ไม่สามารถหยุดยั้งการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ได้ และผลจะออกในทิศทางตรงข้าม เพราะยิ่งคนในรัฐบาลหาทางหยุด ก็ยิ่งช่วยโหมกระแส ยิ่งรัฐบาลอยู่เบื้องหลังการจัดม็อบออกมาต้านหรือพูดให้ดูนุ่มเนียนโดยเรียกตัวเองว่าเป็นม็อบคู่ขนาน ก็ยิ่งช่วยเร่งเกมให้ลุกลามเหมือนไฟลามทุ่ง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้

ถามว่า กระแสความเคลื่อนไหวของกลุ่มหน้ากากขาว ขยายตัวออกไปมากน้อยเพียงใด ต้องตอบว่า ยกนี้ไปไกลภายในชั่วพริบตา เพราะอิทธิพลของโลกไซเบอร์ที่ทำให้การจุดกระแสหน้ากากขาวลามไปทั่วประเทศและต่างประเทศ และเชื่อมโยงกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อเดินไปสู่จุดหมายเดียวกันคือ โค่นล้มรัฐบาลดังคำประกาศ "ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นมาแล้ว ข้าขอประกาศว่า ข้าจะล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย"

คำประกาศนี้ จะไม่มีน้ำหนักหรือไม่มีราคาอะไรเลย ถ้าหากรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร่างทรงของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพี่ชาย บริหารประเทศโดยยึดโยงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ แต่นี่เป็นเพราะมีแต่ความเคลือบแคลงสงสัยในการใช้อำนาจโดยมิชอบ ตักตวงเอาผลประโยชน์ของชาติ วางแผนยึดประเทศไว้โกงกิน ขายแผ่นดินขายชาติ แก้รัฐธรรมนูญ เสนอกฎหมายช่วยให้นักโทษหนีคดีอาญากลับมาเป็นใหญ่ ต่างเป็นเชื้อไฟให้หลากหลายกลุ่มเคลื่อนไหวล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นอีกครั้ง

สำหรับความความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนใส่หน้ากากขาว หรือ "กาย ฟอว์กส์" ในนามกลุ่มคนต่อต้านระบอบทักษิณ ที่ขยายออกไปยังต่างจังหวัดและต่างประเทศนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา เฟซบุ๊กชื่อเพจ V For Thailand ที่ใช้สื่อสารกันของกลุ่มกาย ฟอว์กส์ ได้ออกประกาศแจ้งว่า "ตอนนี้แอดมินกำลังทยอยเปิดหน้ากิจกรรมในแต่ละจังหวัด พี่น้องท่านใด อยู่จังหวัดไหน ขอให้เข้าไปรวมพลและปรึกษาหารือ ถึงแนวทางที่จะจัดกิจกรรมรวมตัวในแต่ละจังหวัดของท่านให้เกิดขึ้นได้เร็วที่สุด"

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการเปิดเพจในชื่อ "รวมพลคนหน้ากาก" ของจังหวัดต่างๆ โดยมีผู้สนใจเริ่มทยอยเข้าไปกดไลค์ร่วมกิจกรรม เช่น รวมพลคนหน้ากากชุมพร, ลำปาง, นนทบุรี, นราธิวาส, ภูเก็ต, สงขลา, กระบี่, ชลบุรี, เชียงใหม่, สมุทรปราการ, เชียงราย, นครศรีธรรมราช, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา, ปทุมธานี, รวมพลคนพังงา, ระยอง, ราชบุรี, จันทบุรี, ปัตตานี, กาฬสินธุ์, ยโสธร, นครราชสีมา, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, ร้อยเอ็ด, ชัยภูมิ, มหาสารคาม, สุรินทร์, อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, เลย, มุกดาหาร, หนองบัวลำภู, หนองคาย, รวมพลคนหน้ากากบึงกาฬ, อุดรธานี, เพชรบุรี, สกลนคร, นครพนม และรวมพลคนหน้ากากสุราษฎร์ธานี เป็นต้น เรียกได้ว่ากระจายตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออก ตะวันตก และอีสาน

ส่วนต่างประเทศ มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักที่สหรัฐอเมริกา โดยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ย่านไทยทาวน์ ถนนฮอลลีวูด เบเวอร์รีฮิลล์ ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา กลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกาจำนวนหนึ่ง รวมตัวกันโดยสวมหน้ากากขาวเพื่อแสดงพลังต่อต้านระบอบทักษิณและการบริหารประเทศของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

กลุ่มกาย ฟอว์กส์ มีการนัดรวมพลกันอีกครั้งในวันที่ 9 มิถุนายน ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชูเป้าหมาย "รวมพลใหญ่คนหน้ากาก เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านระบอบทักษิณ ต่อต้านระบอบเผด็จการรัฐสภา และคอรัปชั่น"

อีกความเคลื่อนไหวที่สอดประสานไปกับกลุ่มกาย ฟอว์กส์ ก็คือ การจุดเทียนทางปัญญาของหลายเครือข่าย ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มไทย สปริง ที่มีพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และ นายแก้วสรร อติโพธิ์ อดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) เป็นแกนนำ, กลุ่มกรีน ที่มีนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้ประสานงาน, คณะนวัตกรรมทางสังคมของ มหาวิทยาลัยรังสิต, ชมรมสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 (ส.ส.ร.2550) และสถาบันพัฒนาการเมือง เป็นต้น

นัดแรกเครือข่ายนี้ ได้จัดงานสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "การกลับมาของระบอบทักษิณกับอนาคตการเมืองไทย" ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อชิมลาง และหลังจากนั้นจะมีเวทีในลักษณะเช่นนี้อีกนับสิบครั้งในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยนายแก้วสรร อติโพธิ์ แกนนำกลุ่มไทย สปริง มองว่า สถานการณ์ทางการเมืองปี 2556 จะเข้าสู่วิกฤต ขอให้ประชาชนอย่านิ่งเฉย

การปูพื้นฐานให้ข้อมูลให้ความรู้แก่สังคมผ่านการจัดเวทีสัมมนาทางวิชาการอย่างต่อเนื่องของเครือข่ายข้างต้น จะไล่ตั้งแต่เรื่องคอร์รัปชั่น เรื่องพลังงาน ประชานิยม การออกพ.ร.บ.เงินกู้ ไปจนถึงการปฏิวัติประชาชน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ว่านำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุขของประชาชนโดยรวมหรือมีแต่สัญญาณที่จะนำพาประเทศไปสู่หายนะ การจัดเวทีดังกล่าวยังเป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์การเมืองที่จะเข้าสู่ภาวะวิกฤต จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การออก พ.ร.บ.ปรองดอง และพ.ร.บ.นิรโทษกรรม รวมทั้งพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ฝ่ายรัฐบาลและในส.ส.ในคอกพรรคเพื่อไทย ต้องการทำให้สำเร็จเพื่อที่จะนำพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับคืนสู่เหย้าอย่างคนที่ไม่มีความผิดติดตัว

ดังนั้น จึงเชื่อแน่ว่า อุณหภูมิทางการเมืองในเดือนสิงหาคมจะทะลุองศาเดือดอย่างแน่นอน ยิ่งเมื่อ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาหนุนหลังให้รัฐบาลเดินหน้าชนกลุ่มที่ต่อต้านเต็มเหนี่ยว โดยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มหน้ากากสีขาวออกมาชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลว่า “วันนี้เมื่อวิถีทางการแก้ไข หรือการเดินหน้าของรัฐบาลเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ก็อย่าไปกลัว ให้ลุยไปเลย ถ้าทำถูกต้องตามกฎหมายและขั้นตอนก็ให้ลุยไป มิเช่นนั้นจะไม่มีการแก้เกิดขึ้น เพราะมัวแต่ไปกลัวคนพวกนี้ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เพราะเราทำถูกแล้ว”

ดูเหมือน พล.อ.อ.สุกำพล จะวางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว และไม่หวั่นอุบัติเหตุทางการเมืองที่อาจจะเกิดรัฐประหารจากสถานการณ์เผชิญหน้า สังเกตได้ว่าช่วงนี้มีข่าวปล่อยออกมาตีปลาหน้าไซเป็นการปราม “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทน์โอชา ผบ.ทบ.ไปในตัวแล้วว่า ในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้ อาจจะมีการโยกย้ายนายทหาร ซึ่งอาจจะมีชื่อ “บิ๊กตู่” ไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม เพราะที่อยู่มาได้ถึง 3 ปีนี่ก็นับว่านานกว่าคนอื่นๆ แล้ว

ความจริงแล้ว “บิ๊กตู่” เองอาจไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น มีแต่คนในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์เท่านั้นที่คิดหวาดระแวงไปเอง ดังที่ “อำมาตย์เต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง ที่สวมหมวกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มองว่า ตอนนี้มีคนพยายามเอาหน้ากากขาวออกมา แล้วมายั่วยุให้มีหน้ากากแดง เพื่อให้มาชนกับหน้ากากขาว แล้วจะมีกลุ่มอำนาจบางกลุ่มใส่หน้ากากเสือออกมาล้มรัฐบาล

พลังของหน้ากากขาวและเครือข่ายล้มรัฐบาล ที่กำลังไหลรวมดุจแม่น้ำร้อยสายจะล้มล้างเจ้ามูลเมืองให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยได้หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป แต่ต้องไม่ลืมและเตรียมพร้อมสำหรับช็อตหน้าด้วยว่าถ้า “เหี้-ไปแล้วจัญไรมา” จะทำอย่างไรกันต่อดี



กำลังโหลดความคิดเห็น...