xs
xsm
sm
md
lg

ต้มยำล็อบสเตอร์ ๒๕๗๐..โปรดอดใจกลืนน้ำลายรอ

เผยแพร่:   โดย: ทวิช จิตรสมบูรณ์

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยเราวันนี้น่าหวาดเสียวเป็นที่สุด เพราะรายได้(ประชา)ชาติเราเป็นรายได้ของนักลงทุนต่างชาติถึง ๗๐% (ตัวชี้วัดนี้ไม่น่ามีในตำราเศรษฐศาสตร์โลก) ซึ่งผมขออ้างว่าเป็นคนแรกที่คำนวณตัวเลขนี้ไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ แล้วประกาศต่อสังคมไทยผ่านเวทีเล็กๆ เท่าที่ผมมี

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ดร.สมคิดฯ อดีตรมว. คลัง ได้เอาตัวเลขนี้มาอ้างในการบรรยายเศรษฐกิจมหภาคของท่านที่ถ่ายทอดโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ ซึ่งผมไม่ทราบว่าท่านสั่งให้มีการวิจัยโดยทีมงานนักวิชาการ หรือว่าท่านวิจัยส่วนตัว ..ที่น่าแปลกคือนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ทั้งประเทศ ไม่รู้หรือไม่สนใจที่จะรู้ในความสำคัญของค่าตัวเลขนี้ก่อนหน้านี้เลย (หรือแม้ในขณะนี้ก็ตามทีกระมัง)

ตัวเลขสัดส่วนรายได้ชาติมาตรงกับตัวเลขจากการส่งออกของไทยอย่างเหลือเชื่อ กล่าวคือ ไทยเราพึ่งรายได้จากการส่องออกถึง ๗๐% (ตัวเลขนี้เป็นสาธารณะ ผมไม่ได้คำนวณ) ในขณะที่ USA พึ่งการส่งออกเพียงประมาณ ๑๐% เท่านั้นเอง

การพ้องกันของตัวเลขทั้งสองความจริงก็ไม่เหลือเชื่อนักหรอก เพราะนักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนส่วนใหญ่ก็เพื่อส่งออก เพราะขายในประเทศน้อยมาก เนื่องจากคนไทยยากจน ค่าแรงขั้นต่ำก็น้อยนิด จะเอากำลังซื้อมาจากไหน

ตัวเลข ๗๐/๑๐ อาจดูเหมือนว่าเรามีการส่งออกมากกว่า USA ๗ เท่า แต่ช้าก่อน เราวัดแบบตรงๆ แบบนี้ไม่ได้ ต้องวัดแบบเป็นสัดส่วน ซึ่งผมเชื่อว่ายังไม่มีการวัดแบบนี้บัญญัติไว้ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โลก

การวัดแบบสัดส่วนคือเอารายได้ส่งออกหารด้วยรายได้ภายใน ดังนั้นประเทศไทยมีสัดส่วนคือ ๗ หาร ๓ = ๒.๓๓ ส่วน USA ได้ ๑ หาร ๙ = ๐.๑๑ ซึ่งแสดงว่าไทยเรามีสัดส่วนนี้สูงกว่า USA ประมาณ ๒๐ เท่า!!! (๒.๓๓ หาร ๐.๑๑)

นั่นคือเครื่องหมายแสดงความตกใจนะครับ ยิ่งไปกว่านั้นการส่งออกนี้ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของต่างชาติ ก็เลยโดนสองเด้ง (ถ้าคิดให้ละเอียดมันสิบเด้งด้วยซ้ำไป) แต่จะหวังให้รัฐบาลไทย ซึ่งประกอบด้วยนักการเมืองโหลยโท่ย ที่ปรึกษาโดยนักวิชาการโหลยโท่ย พลอย “ตกใจ” ไปด้วย คงยาก ...ปล่อยให้ผมตกใจไปคนเดียวจนต้องออกมาเตือนสังคมโดยลำพัง เป็นเวลาสิบกว่าปีมาแล้ว ในเวทีเล็กกระจิ๋วเท่าที่มีอยู่

เรื่องอันตรายอ้อมๆ ลึกๆ เอาไว้ก่อน เอาอันตรายตรงๆ ที่เห็นได้ง่ายก่อนก็ได้ เช่น ถามว่า ถ้าเกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก (เกิดแน่ๆ แบบนอนมา ในเร็วปีนี้) คนทั่วโลกไม่มีกำลังซื้อ แล้วเราจะผลิตสินค้าไปขายใคร (เขมรรึ?) ....ดังนั้นโรงงานต่างชาติ ๗๐% ก็ต้องล้ม โรงงานคนไทยที่เกาะกินเป็นเหาฉลามก็จะล้ม ธุรกิจบริการที่เป็นเหาของเหาก็จะล้มหมดทั้งประเทศ

พอบริษัทล้ม คนตกงาน รัฐก็ขาดรายได้จากภาษีการส่งออก การผลิต การบริการ ขนาดเงินเดือนขรก.ยังขาดจ่ายไปสามเท่า แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้เงินกู้อันบานเบอะ เพราะแม้ขณะนี้ก็ประมาณ ๔๗ x ๔ = ๑๘๘% ของรายได้ชาติเข้าไปแล้ว ดังนั้น ถ้ากู้อีก ๒.๒ ล้านล้านเงินกู้ของเราก็จะเป็นประมาณ ๖๐ x ๔ = ๒๔๐% ของรายได้ชาติ

พึงตระหนักว่าประเทศกรีซกำลังจะล่ม เพราะกู้เพียง ๑๒๐% เท่านั้นเอง แล้วไทยเรา ๑๘๘-๒๔๐% จะรอดหรือ ในสภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำที่ต้องพึ่งการส่งออกมากกว่า USA ๒๐ เท่า อีกทั้งเราไม่มี EU ที่ร่ำรวยมาช่วยอุ้มแบบกรีซ หวังพึ่งจีนเหรอ เชอะ ฝันไปเถอะ มันจะกระทืบเราด้วยซ้ำไปแบบว่ามาช้อนซื้อถูกๆ

สนใจเรื่องทฤษฎีหนี้คูณ ๔ อาจไปหาอ่านได้ในบทความก่อนๆ ของผม รวมทั้งตามลิงก์นี้ "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่"

การล้มคราวต้มยำกุ้ง ๒๕๔๐ ปีนั้นกุ้งยังตัวเล็ก เป็นกุ้งฝอย และยังพอมีหยุ่นกันกระแทกที่คนตกงานยังสามารถกลับไปนอนเลียแผลที่บ้านนอกคอกนาถิ่นสถานบ้านเกิด

(เรื่องหยุ่น ลอมฟาง กันกระแทกนี้ ผมก็ขออ้างว่าเป็นทฤษฎีที่ผมคิดเสนอไว้แต่ประมาณปี ๒๕๔๓ แต่วันนี้มีหลายท่านเอาไปอ้างกันมากพอควร ดีใจที่ได้ปิดทองใต้กองฟาง)

แต่ล้มคราวหน้ากุ้งจะตัวโต จะสาหัสกว่าปี ๒๕๔๐ ๑๐ เท่า แถมยังไม่มีกองฟางเป็นหยุ่นกันกระแทก เพราะที่นาขายให้นายทุนน้อยใหญ่ไปหมดแล้ว

..แล้วทำไงดีล่ะ เพื่อให้ปากท้องอยู่รอด..ก็คงต้องขอทาน ลักขโมย จี้ ปล้นสะดมกันโกลาหลทั่วประเทศเป็นแน่..ขอโทษ ตำรวจ ทหาร ก็หิว แถมมีปืนอีกด้วย ..อย่างไรเสียกองทัพต้องเดินด้วยท้อง

ต้มยำกุ้งฝอยปี ๒๕๔๐ ซดอร่อยคล่องคอดี ไม่ว่าธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทต่างๆ ถูกซดลงคอทุนต่างชาติไปเกือบหมด แต่นั่นอุปมาเพียงแค่อาหารว่าง เพียงออร์เดิร์ฟเรียกน้ำย่อยเท่านั้น Main dish ต้มยำกุ้งยักษ์ปี ๒๕๗๐ กำลังจะถูกนำมาเสิร์ฟในเร็วปีนี้

กุ๊กใหญ่กำลังปรุงอยู่...โปรดอดใจกลืนน้ำลายรอ และโปรดเตรียมใจเปลี่ยนสัญชาติจาก “ไทย” เป็น “According to Annex I”
กำลังโหลดความคิดเห็น...