ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ -แม้จะเป็นที่คาดหมายกันล่วงหน้าว่า “เรือเหาะ” มูลค่า 300 ล้านบาท ที่กองทัพบกในยุค “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” เป็นผู้บัญชาการทหารบกจัดซื้อมาปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภายใต้จะมีอายุขัยไม่ยืนยาวนัก เพราะนับตั้งแต่จัดซื้อมาก็มีสารพัดปัญหา ต้องซ่อมบำรุงแล้วซ่อมบำรุงเล่า กระทั่งสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า นับตั้งแต่จัดซื้อมาไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ก็ไม่คาดคิดว่า เรือเหาะลำนี้จะบุโรทั่งถึงขั้น “ตก” ลงมาเช่นกัน
แถมยังเป็นการตกในขณะที่ “นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีหาญกล้าลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อีกหาก
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา เรือเหาะบุโรทั่งลำนี้ได้ออกปฏิบัติงานตลอดทั้งวัน โดยบินอยู่บนท้องฟ้าเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับคณะนายกรัฐมนตรี และเมื่อนายกรัฐมนตรีเสร็จภารกิจเดินทางออกจากจังหวัดปัตตานีเพื่อไปจังหวัดยะลาแล้ว เจ้าหน้าที่ที่บังคับเรือเหาะ ได้นำลงจอดที่ค่ายทหาร กองพบทหารราบที่ 15 ข้างสนามบินบ่อทอง ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อจะเก็บในที่ที่เก็บบอลลูน
ทว่า เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุก่อนลงพื้น ทำให้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก เดชะบุญที่ผู้บังคับเรือเหาะปลอดภัย
รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะเกิดอุบัติเหตุ สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้นักบินต้องนำเครื่องทำการลงจอดฉุกเฉิน โดยต้องนำเครื่องลงจอดกลางรันเวย์ทันที ทำให้นักบินและทหารที่อยู่ภายในเรือเหาะได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนตัวเรือเหาะได้รับความเสียหายเกือบ50 เปอร์เซ็นต์ โดยสันนิษฐานว่า ตัวเรืออาจเกิดการรั่วหรือแตกจากการเสื่อมสภาพ เนื่องจากเรือเหาะไม่ได้บินปฏิบัติภารกิจมานาน
ทั้งนี้ ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ระบุว่า เรือเหาะได้ร่อนลงฉุกเฉินในลักษณะเหี่ยวร่วงกราวรูด เหมือนกับก๊าซฮีเลียมไหลออกอย่างรวดเร็ว
จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า เรือเหาะตรวจการณ์ลำนี้จัดซื้อในยุคที่ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” เป็นผู้บัญชาการทหารบก โดยภารกิจหลักคือนำไปใช้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
หลังคณะรัฐบาลอนุมัติงบประมาณจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ กองทัพบก โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็ ดำเนินการทำสัญญาจัดซื้อระบบเรือเหาะตรวจการณ์ รุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ สกาย ดรากอน (SKY DRAGON) จาก บริษัทเอเรีย อินเตอร์เนชันแนล คูเปอเรชัน (Arial International Cooperation) ซึ่งผลิตโดยบริษัท บริษัท เวิลด์ไวด์ แอร์โรว์ คอร์ป (Worldwide Aeros Corp) ประเทศสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ที่กองทัพบกคิดจะจัดซื้อและตัดสินใจซื้อก็เต็มไปด้วยข้อข้องใจจากสังคมนานัปการว่า การจัดซื้อเรือเหาะสามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่
ดังเช่นที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย ให้ความเห็นคัดค้านอย่างตรงไปตรงมาว่า “พื้นที่ภาคใต้ มีทั้งพายุฝนคะนอง จึงเสี่ยงต่อการที่จำนำเรือเหาะขึ้นไปสังเกตการณ์ในเวลานานๆ และสีของบอลลูนก็ล่อเป้า ไม่เหมาะจะมาใช้ในการปฏิบัติภารกิจ จึงน่าเป็นห่วงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม”
เพราะต้องไม่ลืมว่า ปัญหาในพื้นที่ภาคใต้นั้น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาทั้งหมด เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม และถูกรังแก ดังนั้น การจัดซื้อเรือเหาะจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดและมีแนวโน้มว่าจะเป็นการเสียเงินเสียทองโดยเปล่าประโยชน์
ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ในการตรวจสอบการทำงานก็พบว่า มีปัญหามาโดยตลอด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีการทดสอบระบบที่กองพลทหารราบที่ 15 อ.หนองจิก จ.ปัตตานีเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า แม้กล้องทุกตัวจะสามารถยิงสัญญาณภาพมายังกองบัญชาการกองทัพบกที่กรุงเทพฯ ได้ชัดเจน แต่ยังมีข้อขัดข้องเรื่อง “การขึ้นบิน” ของเรือเหาะ ซึ่ง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกในขณะนั้นเป็นผู้ยอมรับเองว่า ในการทดสอบวันดังกล่าว เรือเหาะไม่สามารถทำการบินได้ โดยติดปัญหาเรื่องระบบสายไฟ
นอกจากนั้น ก่อนหน้านี้ก็มีการให้ข้อมูลออกมาว่า จากการทดสอบที่ฐานทัพอู่ตะเภา พบเรือเหาะลำนี้มีรอยรั่วเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากราว 20 จุด แถมการตรวจรับและส่งมอบ เรือเหาะ จาก บริษัท Aria International สหรัฐอเมริกา ก็เลื่อนกำหนดส่งมอบมาตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.52 แต่ทาง ทบ.ไม่ได้เรียกค่าปรับเรื่องการส่งมอบล่าช้า โดยอ้างว่าเพราะ ทบ.ต้องการให้ทางบริษัท เพิ่มประสิทธิภาพในหลายด้านให้เอง
ทั้งนี้ ในเวลาต่อมาในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร พล.ต.วุทธิ์ วิมุกตะลพ เจ้ากรมขนส่งทหารบก ได้ชี้แจงและยอมรับว่า โครงการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ ลงนามสัญญาในเดือนเมษายน 2552 ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2552 พัสดุที่เกี่ยวข้องต่างๆ ก็ส่งมาครบ โดยมีบริษัทเอกชนดำเนินการประกอบ สินค้ารับประกัน 2 ปี นับแต่วันตรวจรับ มีทั้งอุปกรณ์ตรวจการณ์ กล้องตรวจจับ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการเชื่อมสัญญาณระหว่างเรือเหาะกับภาคพื้น คาดว่าจะสามารถใช้ได้สมบูรณ์ในเดือนมีนาคมนี้
ที่สำคัญคือ พล.อ.วุทธิ์ยอมรับว่าในการทดสอบก่อนหน้านี้ เกิดอุบัติเหตุปะทะกับลมจนเกิดรอยรั่วเล็กน้อย แต่มีการนำมาซ่อมที่ฐานทัพอู่ตะเภาจนสมบูรณ์ แล้วนำลงประจำการที่ จ.ปัตตานี จนขณะนี้ยังมีการฝึกบินตามปกติทุกวัน เพียงแต่การเชื่อมต่อสัญญาณยังไม่สมบูรณ์เท่านั้น
หรือนั่นหมายความว่า เรือเหาะมีปัญหาจริงคือรั่วจริงและบินไม่ขึ้นจริงๆ
นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเรือเหาะอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่สามารถลอยตัวสูงเกิน 10,000 ฟุต หรือประมาณ 1 กิโลเมตร ทำให้ไม่พ้นวิถีกระสุนของผู้ก่อการร้าย ทั้งๆ ที่ตามสเปกแล้ว ต้องลอยได้สูงถึง 3 กิโลเมตร หรือกว่า 3 หมื่นฟุต
แต่ พล.อ.อนุพงษ์กลับไม่สนใจคำท้วงติงที่เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจ โดยยืนยันว่า เรือเหาะตรวจการณ์มีความจำเป็นที่ต้องใช้งานสำหรับเจ้าหน้าที่ แถมยังจ่ายเงินให้กับบริษัทผู้จำหน่ายไปแล้วถึง 70% ทั้งๆ ที่การทดสอบระบบต่างๆ ก็ยังไม่เรียบร้อย แถมยังเกิดปัญหาให้ต้องตามล้างตามเช็ดมากมาย
ทำไมไม่ทดสอบให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วถึงตัดสินใจอนุมัติเงินภาษีของประชาชนจ่ายให้กับบริษัท
และสมมติว่า ถ้าสุดท้ายแล้วการตรวจรับไม่ผ่าน กองทัพบกจะสามารถเรียกเงินที่จ่ายล่วงหน้าไปแล้ว 70% กลับคืนมาหรือไม่
และเมื่อถูก “ซัก” และ “ถาม” หนักเข้า พล.อ.อนุพงษ์ก็ให้สัมภาษณ์อย่างมีอารมณ์จนเป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมต้องหงุดหงิดถึงขนาดนั้น
“ผมอยากจัดให้สื่อมวลชนลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อจะได้ซักถามเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อเรือเหาะของกองทัพบกให้ชัดเจน เรือเหาะดังกล่าวจัดซื้อในวงเงิน 300 กว่าล้านบาท กล้อง 5 ตัว ก็ 200 กว่าล้านบาทแล้ว ที่เหลือเป็นตัวเรือเหาะ ระบบรับ-ส่งภาพ โรงเก็บ รถรับ-ส่งสัญญาณ 100 กว่าล้านบาท แต่มีการนำไปพูดจนเกิดความเข้าใจผิด หากชี้แจงแล้วไม่เคลียร์ก็ไปบอกให้ สตง.มาตรวจสอบได้เลย แล้วจะลงจิกอีกก็ได้ ผมไม่กลัว ตรงไหนโกง ไม่ต้องลงข่าวให้เสียเวลา ไปบอก สตง. ป.ป.ช.ได้เลย ผมเข้าคุกทันที”
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เรือเหาะดังกล่าวบินได้ไม่สูงตามมาตรฐาน ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า “ไม่ต้องถามว่าบินขึ้นหรือไม่ เพราะบินที่อู่ตะเภา จนนักบินบินได้ทุกคนแล้ว ไม่ต้องห่วง ที่เขาห่วงคือ การส่งสัญญาณ ซึ่งขณะนี้ก็เรียบร้อยหมดแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่พอใจเรื่องการบิน จึงยังไม่ยอมตรวจรับ เพราะผมยืนยันไปแล้วว่า ใครลงนามตรวจรับก็ต้องรับผิดชอบ ผมสั่งการอะไรไม่ได้”
เฉกเช่นเดียวกับบูรพาพยัคฆ์ผู้น้อง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบันที่เมื่อถูกซักถามเรื่องเรือเหาะตรวจการณ์ครั้งใด เป็นอันต้องโมโหโกรธาทุกครั้งไป ราวกับใช้ความโมโหเพื่อกลบเกลื่อนความบุโรทั่งของเรือเหาะ รวมทั้งปกป้องบูรพาพยัคฆ์ผู้พี่อย่างไรอย่างนั้น
พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยคิดที่จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเสียด้วยซ้ำไป แถมยังสานต่อเจตนารมณ์ด้วยทุ่มงบประมาณกว่า 50 ล้านบาท หวังซ่อมแซมให้เรือเหาะ สกาย ดรากอน ผงาดขึ้นน่านฟ้าให้จงได้
และแล้ว วันนี้ เรือเหาะตรวจการณ์ก็ถึงกาลอวสานกลายสภาพเป็นเศษเหล็กมูลค่า 300 ล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ที่ต้องรับผิดชอบจะเป็นใครเสียไม่ได้ นอกจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา




