xs
xsm
sm
md
lg

พระราชบัญญัติปรองดอง – อาวุธประหารประเทศไทยของทักษิณ

เผยแพร่:   โดย: ว.ร.ฤทธาคนี

ภาพลักษณ์และพฤติกรรมอัปลักษณ์ของประธานสภาผู้แทนราษฎร นาย สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ลูกเจ้าของโรงสีแห่งอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ด้วยเหตุเพราะเขาใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง ในการตัดบทการอภิปรายต่อต้านและประท้วงร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ สมาชิกสภาคนเดียวของพรรคนี้ อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร โค่นอำนาจทักษิณ

เมื่อนายสมศักดิ์ ไม่ฟังเสียงคัดค้านประท้วงของ ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน บรรยากาศในสภาผู้แทนราษฎรก็ร้อนระอุ และระเบิดในสมรภูมิอารมณ์ทันที เกิดความวุ่นวาย และการล้อมกรอบประธานสภาผู้แทนราษฎร โดย ส.ส.พรรคฝ่ายค้านมีเสียงตะโกนด่าสาปแช่งของสมาชิกพรรคฝ่ายค้านดังขึ้นเป็นลำดับและต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกเรียกเข้ามาเพื่อรักษาความสงบ และในเวลา 18.15 น. หลังจากเกิดเหตุจลาจลในสภาผู้แทนราษฎร เกิดกรณีรุนแรงจวนจะมีการตบตีของ ส.ส.หญิงต่างพรรค เมื่อ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินเข้าไปยกเก้าอี้ของประธานฯ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 3 ตัวออกจากบัลลังก์ ระหว่างนั้น น.ส.เปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ส.ส.พรรคเพื่อไทย และน.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.พรรคเพื่อไทยอีกคนหนึ่ง กำลังจะใช้เท้าถีบน.ส.รังสิมา แต่มีส.ส.ชายมาช่วยได้ทันและป้องกันมิให้เกิดภาพที่น่าสมเพชในสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ

นอกสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มคนไทยจากทั่วสารทิศต่างออกมาร่วมกันเดินขบวน และปักหลักประท้วง พ.ร.บ.ปรองดองฯ อัปยศสามานย์ฉบับนี้นับเรือนหมื่น ซึ่งโชคดีที่มีฝนตกลงมาเพื่อลดอุณหภูมิที่ร้อนระอุไปด้วยความโกรธ กรณีที่สาวกของทักษิณผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองฯ สามานย์อัปยศนี้เข้าสภา

สมรภูมิอารมณ์กลางสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ของผู้แทนราษฎรเสียงส่วนน้อย แต่แพ้เสียงส่วนมากที่ไม่ได้เกิดจากการเมืองบริสุทธิ์ แต่เกิดจากเงินตรา อำนาจอิทธิพลอันธพาล การโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง ลัทธิประชานิยม ความเจ้าเล่ห์ของนักการเมืองชั่วทุกระดับ ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความหลงใหลในตัวบุคคล ซึ่งเหมือนกับคนที่หลงใหลฮิตเลอร์ มุสโสลินี ซัดดัม อีดี้ อามีน มูบารัก กัดดาฟี และบัชชาร์ อัล อัสซาด

ดังนั้นประชาชนต่างออกมาสำแดงการประท้วงต่อต้านความไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรม และการใช้อำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นหุ่นของพรรคเพื่อไทย และเป็นผู้สวามิภักดิ์ทักษิณเร่งนำร่างพ.ร.บ.ปรองดองฯ อัปรีย์ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจรารณาและหวังผ่าสภาสามวาระรวด

เป็นความอัปยศอดสูน่ารังเกียจของประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่มีจรรยาบรรณและคุณธรรม ในฐานะหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งพฤติกรรมนั้นนักเรียนมัธยมทั้งหลาย ก็คงต้องรู้ว่าเป็นการรวบรัดตัดตอน เพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการเอาร่างกฎหมายปรองดองเข้าสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ฟังเหตุผลของฝ่ายค้านและประชาชน ทำให้ประชาชนที่ไม่ได้ติดตามความเป็นมาและรายละเอียดของพระราชบัญญัตินี้ว่ามีเนื้อหาอะไรบ้าง จึงเป็นการปิดหู ปิดสมอง และปิดปัญญาของประชาชนที่ไม่ได้ใส่ใจ หรือไม่เข้าใจว่าพระราชบัญญัติปรองดองนี้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่

แต่นี่เป็นสัญญาณร้ายอันตรายต่อประเทศชาติแล้ว เพราะสมรภูมิอารมณ์ใน สภาผู้แทนราษฎรปะทุขึ้นมาอย่างง่ายดายรุนแรง แล้วสมรภูมิอารมณ์นอกสภาล่ะ ถ้าระเบิดขึ้นมาแล้วอะไรจะเกิดขึ้น สภาผู้แทนราษฎรมีกรอบพื้นที่จำกัด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ก็รู้จักกันมาก่อนแล้ว อารมณ์ร้ายอาจจะระงับได้ง่าย ทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกฎระเบียบสภาที่เคร่งครัด รวมทั้งอาจเป็นเป้าหมายของสื่อทั้งในและนอกประเทศที่อาจจะโจมตีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงนี้ได้ แต่ความรุนแรงของอารมณ์นอกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่สามารถบรรยายได้ แต่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นมานักต่อนักแล้ว ทั้งเหตุการณ์รุนแรงโหดเหี้ยมที่เกิดจากสมรภูมิอารมณ์การเมืองรุนแรงทั้งในและนอกประเทศ

แนวทางการสร้างความปรองดองเกิดจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ที่ล่มสลายเพราะถูกเงินซื้อ ซึ่งนายสมศักดิ์ คนนี้เคยสังกัดอยู่ โดย พล.อ.ชวลิต พยายามแสดงให้เห็นว่าหลักการของนโยบาย 66/23 หรือคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 66/23 สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นำมาประยุกต์ใช้ได้ แต่คำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่ส่วนหนึ่งให้ข้าราชการไทยเลิกทำตัวเป็นนายชาวบ้าน เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างราษฎรในชนบทกับข้าราชการทุกแขนง ทุกสาขา ซึ่งสร้างเงื่อนไข สร้างความแค้นใจให้ชาวบ้านเข้าป่าจับปืนและต้องการขจัดนายทุนธุรกิจการเมืองซึ่งยังคงอยู่ในระบบการเมืองทุนนิยมสามานย์ของไทย ส่วนเผด็จการทหารนั้นถูกขจัดออกไปตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 แล้ว แต่ภัยทุนนิยมสามานย์ต่างหากที่ยังเกาะกินสังคมไทยมาตลอดจนปัจจุบัน ซึ่งสร้างเงื่อนไขการเมืองสามานย์ระดับสูงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น การที่ พล.อ.ชวลิต ออกมาอ้างคำสั่งนายกรัฐมนตรี 66/23 เป็นรูปธรรมสร้างความปรองดองนั้น จึงไม่ตรงเป้าหมาย เพราะขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง หรือสงครามในป่า แต่คนไทยสองฝ่ายมีทั้งต่อต้าน และสนับสนุนคนเพียงคนเดียว คือ ทักษิณ ซึ่งไม่มีอุดมการณ์อะไรเลยนอกจากนับถือลัทธิทุนนิยมสามานย์ และเป็นคนสนับสนุนพวกแอบอ้างต่อต้านลัทธิอามาตย์ซึ่งไม่มีตัวตน สนับสนุนพวกอนาธิปไตยไม่เอาสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

มีการเล่าสู่กันฟังว่า พล.อ.สนธิ เคยถูกทดสอบความเข้มข้นความโลภมาแล้วว่า “เมื่อครั้งเขายังเป็น ผบ.ทบ.นั้น ได้รับเชิญให้ไปเล่นกอล์ฟกับก๊วนสาวกทักษิณ เป็นนักธุรกิจการเมือง และมีนักธุรกิจการเมืองท้าฝ่ายเดียว โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้า พล.อ.สนธิ สามารถตีหรือพัทลูกกอล์ฟลงหลุมในระยะ 1 คันธงแล้ว พวกเขาจะรางวัลให้ 1 ล้านบาท ทราบว่า พล.อ.สนธิ พยายามที่จะเอาเงินล้านบาทนั้นให้ได้ หลายคนวิเคราะห์ว่าพวกนักธุรกิจการเมืองได้ทดสอบดีกรีความโลภของ พล.อ.สนธิเรียบร้อยแล้ว เพราะ พล.อ.สนธิ สามารถปฏิเสธได้ และตีลูกพัทนั้นทิ้งไปเสียเพื่อแสดงศักดิ์ศรีของชายชาติทหารที่ซื้อไม่ได้”

พล.อ.สนธิ เองก็ถูกล้อมกรอบต่อต้านจาก ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา กรณีร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ ที่เขาเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางปรองดองแห่งชาติ ตำแหน่งนี้ดูดีสำหรับคนอื่นที่ไม่ใช่อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่ใช้อำนาจรัฐเชิง DE FACTO – หรือรัฐศาสตร์ปฏิบัติ ให้ คตส.หาความผิดทักษิณ อันนำสู่การพิพากษาจำคุก 2 ปี กรณีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาภิเษก และยึดทรัพย์ 4.6 พันล้านบาท

ศักดิ์และศรีของนายทหารของเขาหายไปไหน เขาสามารถปฏิเสธที่จะไม่รับตำแหน่งนี้ได้ เพราะการเล่นการเมืองเป็นการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม เขาสามารถที่จะรักษาผลประโยชน์ให้กับกองทัพและของชาติ ศาสน์ กษัตริย์อันเป็นคำขวัญของกองทัพบกได้ แต่พฤติกรรมของเขาเป็นการสวนทางกับข้อแถลงของเขาในวันทำการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และเป็นคนพูดเองว่าเขาตัดสินใจและวางแผนโค่นทักษิณเอง การกลืนน้ำลายขมของตัวเองคงไม่อร่อยนัก

เนื้อหาสำคัญของ พ.ร.บ.ปรองดองฯ ที่ พล.อ.สนธิ กล่าวไว้คือ เหตุการณ์ เมษายน – พฤษภาคม พ.ศ.2553 นั้น ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่ใช่ผู้ร้ายเช่นคดีอาญาปกติ และให้โอกาสทุกฝ่ายทีมีเจตนาดีต่อชาติ อันเป็นบริบทสำคัญยิ่งที่สามารถนำสู่การโยงถึงการเป็นโมฆะของอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่ออกคำสั่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ดังนั้นคำสั่งทั้งปวงของคมช.เป็นโมฆะหมด และบริบทกฎหมายฉบับนี้สามารถทำให้ความผิดทั้งปวงของทักษิณเป็นโมฆะหรือไม่มีผลได้ง่าย

พ.ร.บ.ปรองดองจึงเป็นเครื่องมือสังหารระบบคุณธรรมจากวัฒนธรรมไทยเลยก็ว่าได้ เพราะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น เกิดจากพฤติกรรมของทักษิณที่ยั่วยุให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง ขณะที่ฝ่ายทักษิณก็มีพลังมวลชน ผลนี้อาจนำสู่สงครามกลางเมือง เช่น เหตุการณ์การต่อต้านผู้นำในตะวันออกกลางที่เรียกว่า ARAB SPRING ซึ่งเกิดขึ้นในขณะนี้ เมื่อประธานาธิบดี บัชชาร์ อัล อัสซาด แห่งซีเรีย ใช้พลพรรคบาธ (BA’ATH) เป็นเครื่องมือในการดำรงอำนาจ การตายนับพันคนของประชาชนชาวซีเรียนั้น พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครฆ่า แต่พรรคบาธนั้นสนับสนุนพ่อของบัชชาร์ อัล อัสซาด ให้เป็นประธานาธิบดีจนปี 2000 และเมื่อตายลง สมาชิกพรรคบาธจึงอุ้มลูกชายให้เป็นประธานาธิบดีซีเรีย แทนจนเกิดซีเรีย สปริง ซึ่งมีการสังหารหมู่เกิดขึ้นทุกวันนี้ทั่วทั้งประเทศซีเรีย

พ.ร.บ.ปรองดองฯ จึงเป็นอาวุธของทักษิณ ที่จะทำลายชาติได้ เพราะการออกกฎหมายนิรโทษกรรมพวกอันธพาลนิยมความโหดร้าย เผาบ้านเผาเมืองเพราะความสะใจ ไร้อุดมการณ์และคุณธรรมใดๆ ทั้งสิ้น และการนิรโทษกรรมทักษิณซึ่งกระทำผิดอย่างชัดแจ้ง ไม่มีข้อสงสัยและใครจะยอมได้เชื่อว่าประชาชนคนไทยยอมไม่ได้แน่นอน

พ.ร.บ.ปรองดองฯ จึงเป็นเครื่องมือปลดโซ่ตรวจให้ทักษิณ และอันธพาลนิยมความรุนแรงที่ถูกใช้งานสกปรกโหดร้าย เช่น การยิงประชาชน 2 คนตายที่นางเลิ้ง ในเดือนเมษายนปี 2552 ซึ่งไม่มีใครพูดถึง การยิงระเบิดใส่ทหาร และอ้ายโม่งใช้ปืนอาร์ก้ายิงเหยื่อการชุมนุมเพื่อผลทางการเมือง ไม่มี ส.ส.เพื่อไทย และประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและพูดถึง การเผากรุงเทพ ฯ 26 แห่ง เช่น การไฟฟ้านครหลวง บ่อนไก่ และเซ็นทรัล เวิลด์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้นำมาเป็นบริบทประกอบการพิจารณาการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นี่มันประเทศไทยหรือ เมื่อคนคนหนึ่งและสาวกในสภาผู้แทนราษฎรสาวกทักษิณคบคิดร่วมมือกันออกเสียงเพื่อตรากฎหมายฉบับนี้

การตรากฎหมายยังมีอีกหลายขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนสุดท้ายนั้นถูกกำหนดไว้ในพหุยุทธศาสตร์ของทักษิณไว้แล้วที่ให้พวกอนาธิปไตยกดดันในหลวงมาตลอด 4-5 ปี ที่ผ่านมารวมทั้งกรณีอากง เพราะจะเป็นกฎหมายได้จะต้องมีพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความละเอียดอ่อนมาก และล่อแหลมต่อเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดคิดได้หลายมิติ หลายกรณีที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
กำลังโหลดความคิดเห็น...