xs
xsm
sm
md
lg

จีนสากล อเมริกันจนแต้ม

เผยแพร่:   โดย: สันติ ตั้งรพีพากร

ไม่น่าเชื่อว่า ในชั่วชีวิตของคนคนหนึ่ง อย่างน้อยก็ของผู้เขียนเอง จะได้เห็น ได้อยู่ในท่ามกลาง กระทั่งได้มีส่วนร่วมในบางด้านของการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย ที่มวลมนุษยชาติก้าวจากวิถีการดำเนินชีวิตแบบหนึ่ง (ปากกัดตีนถีบ) ไปสู่อีกแบบหนึ่ง (อยู่ดีกินดี) โดยที่ผู้นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านนี้ (จีน) ในตัวเองก็ยังไม่แน่ใจ หรือปักใจเชื่อว่า สิ่งที่กำลังดำเนินไปอยู่นั้น คือ “ของจริง” เนื่องจากหลายๆ อย่างหยิบยืมและลอกเลียนมาจากคนอื่น ผลที่ปรากฏก็ดีเลวคละกัน ขณะที่ผู้ “เคยนำ” (สหรัฐฯ) ก็ยังปักใจอยู่ว่า สถานภาพของตัวเองยังเหมือนเดิม ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนของสังคมโลก ดังที่เคยเป็นมาแล้วนับร้อยปี

ในท่ามกลางสายตาชาวโลก สิ่งที่จีนมุมานะ ก้มหน้าก้มตาดำเนินการอยู่ ก็คือ “ปฏิรูป และปฏิรูป” “เปิดกว้างและเปิดกว้าง” ดำเนินการสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรือง ทันสมัยในทุกๆ ด้านบนฐานของระบอบสังคมนิยม กำหนดเป้าหมายระยะยาวไว้ที่ “สร้างสังคมให้เจริญรุ่งเรืองรอบด้าน ให้คนมีอิสรภาพในการพัฒนาตนเองได้อย่างรอบด้าน” โดยปัจจุบันได้กำหนดการวัดผลสุดท้ายไว้ที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ถือเอา “คน” เป็นศูนย์กลาง ตามหลักปรัชญาการพัฒนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

ในทางปฏิบัติก็คือ สร้างสังคมจีนให้เป็นสังคมที่คนจีนอยู่กันได้อย่างผสมกลมกลืน (เหอเสียเซ่อฮุ่ย) โดยไม่มีปัญหาของความแตกต่างกันทางด้านเศรษฐกิจสังคม ในกรอบของนิติรัฐ เพื่อให้เกิดเงื่อนไขเบื้องต้น ที่จะให้หลักประกันแก่คนจีน “อยู่ดีกินดี มั่งมีศรีสุข” (และบวกด้วย “ทำดีมีสุข”ในระยะหลังๆ) ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ควบคู่กันนั้น จีนก็สร้างมิตรไปทั่วโลก ชูธงการสร้าง “โลกกลมกลืน” บนฐานของความเท่าเทียมกัน เคารพซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังคอยให้การสนับสนุนจุนเจือหมู่มิตรที่ลำบาก หลบเลี่ยงความขัดแย้ง และผ่อนปรนกับแรงต่อต้านที่โหมกระหน่ำเข้าใส่ตน โดยยึดมั่นในกฎกติกาสากลอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศและเงื่อนไขภายนอกให้เอื้อต่อการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปและพัฒนาประเทศของตน

ในท่ามกลางสายตาชาวโลก สหรัฐฯ ยังคงดำเนินนโยบาย “ตำรวจโลก” ตั้งเป้าทำสงครามกับขบวนการก่อการร้ายสากล บีบคั้นผู้นำประเทศ “ชั่วร้าย-ล้าหลัง” กะเกณฑ์พรรคพวกยกทัพตะลุยเข้าสู่ดินแดนผู้ก่อการร้าย โค่นล้มคณะผู้นำที่ “ชั่วร้าย-ล้าหลัง” แล้วสถาปนาคณะผู้นำชุดใหม่ พร้อมกับมอบชุดกิจกรรมทางการเมืองสำเร็จรูปให้พวกเขาไปยึดถือปฏิบัติ โดยได้สิทธิสัมปทานบ่อน้ำมันของประเทศนั้นๆ เป็นสิ่งตอบแทน เป็นต้น

อีกด้านหนึ่งก็ทำตัวเป็นอาจารย์ใหญ่ร่ายคาถา “ประชาธิปไตย” ส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มการเมืองที่ฝักใฝ่ตะวันตก รวมทั้งนักวิชาการหัวตะวันตก เคลื่อนไหวก่อหวอด สร้างสถานการณ์ บั่นทอน ล้มล้างอำนาจปกครองที่เป็นอยู่ แล้วหาจังหวะเข้าแทรกแซง ตามหลัก “กวนน้ำให้ขุ่น” แล้วไล่ล้วงจับปลา

วันนี้ก็ประกาศอีกแล้วว่า “ฉันจะกลับมาใหญ่ในเอเชีย” ระดมประเทศต่างๆ ทั้งที่เคยเป็นพันธมิตรและศัตรู ตั้งแต่เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และประเทศในกลุ่มอาเซียนเกือบทั้งหมดมาเข้า “โหมด” ของตน วาดหวังว่า ด้วยมาดของ “นักเลงโตเจ้าเก่า” จะสามารถเบียดจีนให้ตกขอบไปได้

ในทัศนะของผู้เขียน สหรัฐฯ กลับมาได้ แต่มาใหญ่อย่างเดิมไม่ได้ เพราะเอเชียวันนี้ดำรงอยู่ด้วยเครือข่ายความร่วมมือที่เกิดขึ้นบนฐานผลประโยชน์ร่วมกันในระดับภูมิภาค เช่น “อาเซียน+3” และ เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน เป็นต้น สิ่งที่สหรัฐฯ จะทำได้ดีที่สุดก็คือ การปรับตัวเองให้เข้าสภาวะของ “เอเชียใหม่” ที่มากด้วยพลวัต และกำลังแสดงบทบาทเป็นแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกยิ่งกว่าสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป สหรัฐฯ จะต้องยอมรับความจริงว่า ณ วันนี้ ตนเองกำลังตกที่นั่งลำบากจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินที่ระเบิดจากภายใน ทั้งยืดเยื้อ หนักหน่วง และยังมองไม่เห็นทางออก หากจะแก้ด้วยการมา “กวนน้ำให้ขุ่น” ในเอเชีย ก็คงไม่สำเร็จ เพราะคงไม่มีรัฐบาลประเทศไหนโง่พอที่จะยอมให้สหรัฐฯ ชักจูง ไปทำในสิ่งที่เป็นพิษภัยแก่ภูมิภาคเอเชีย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลจีนจะต้องหาทางกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอาเซียนบนพื้นฐานของข้อตกลงที่ได้กระทำไว้ เดินหน้าสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่เอเชีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อโลกโดยรวมต่อไป

มองย้อนไปในอดีตกว่าร้อยปีที่โลกขับเคลื่อนมาตามเส้นทางที่มหาอำนาจตะวันตกขีดเส้นให้ แต่ผลที่ปรากฏไม่น่าพอใจนัก มีเพียงบางประเทศเท่านั้น ที่สามารถก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกันกับกลุ่มประเทศตะวันตกดั้งเดิมได้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์

ขณะที่จีนเมื่อเลือกเดินเส้นทางสังคมนิยมแล้ว สามารถสรุปบทเรียน ยกระดับการรับรู้ในกฎเกณฑ์พัฒนาการของตนเองและของโลกครั้งใหญ่ ปรับแนวคิดและแนวทางการพัฒนาประเทศได้อย่างสอดคล้องกับขั้นตอนพัฒนาการของโลกยุคโลกาภิวัตน์ ดำเนินการปฏิรูปทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การศึกษา วัฒนธรรม ฯลฯ ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจ การเมือง ฯลฯ ในท่ามกลางความตกตะลึงของชาวตะวันตก ทั้งนี้ เพราะจีนผงาดขึ้นมาได้อย่างสันติ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการผงาดขึ้นของมหาอำนาจทุนนิยม ที่มักจะใช้สงครามเปิดทางให้แก่ความยิ่งใหญ่ของตน

การผงาดขึ้นของจีน จึงหมายถึงการเกิดขึ้นของปัจจัยแห่งสันติภาพ ดังนั้น การที่สหรัฐฯ จะกลับมา “กวน” เอเชีย สร้างความตึงเครียดขึ้นในเอเชีย จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ดีไม่ดี จะถูกชาวเอเชียโห่ไล่ หน้าแตกเย็บไม่ติด

อีกนัยหนึ่ง ประเทศเอเชียด้วยกัน ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะกีดกันหรือต่อต้านจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญที่สุดของเกือบทุกประเทศ และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นทั้งทางปริมาณและคุณภาพ ขณะที่สหรัฐฯ กำลังย่ำแย่อยู่กับวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน อ่อนเปลี้ยเพลียแรงสิ้นดี การ “กลับสู่เอเชีย” จึงมีนัยอยู่ที่การสร้างความตึงเครียด เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้ออาวุธ ซึ่งสหรัฐฯ ขนมารอ “เร่ขาย” อยู่แล้ว

สรุปคือ จีนกำลังกระทำในสิ่งที่มีความเป็น “สากล” ที่ยุคสมัยต้องการ คือ สันติภาพ การพัฒนา และประชาธิปไตยประชาชน ดำเนินการปฏิรูปในทุกๆ ด้านอย่างเป็นขั้นเป็นตอน สามารถแสดงผลออกทางด้านชีวิตความเป็นอยู่และดัชนีความสุขของประชาชนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สหรัฐฯ กลับมัวสาละวนอยู่กับการ “กวนน้ำให้ขุ่น” ในจุดต่างๆ ของโลก ทั้งๆ ที่มีวิกฤตมากมายรุมล้อมรัดตัว ซึ่งเห็นทีจะหนีไม่พ้น “จนแต้ม”
กำลังโหลดความคิดเห็น...