xs
xsm
sm
md
lg

ศึกเฟซ2ขุนคลัง “แมงสาบ-เผาไทย”อัดกันเละ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

วานนี้ (10 ส.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค อัดทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ว่า สุดท้ายก็เลือกคนที่เคยปกป้องเจ้าของพรรค!!! แล้วอนาคตจะทำหน้าที่เพื่อใคร
ก่อนหน้านายกรณ์ กล่าวถึงการจัด ครม.ในส่วนคนนอก ทั้งนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.พาณิชย์ ว่า รู้สึกผิดหวังถึงการเอาคนนอกพรรคเพื่อไทยเข้ามาในหลายตำแหน่งทั้งที่พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงสนับสนุนเสียงข้างมาก มี ส.ส.มากกว่าครึ่ง แต่เหตุใดจึงไม่สามารถหาบุคลากรที่ประชาชนเลือกมา มาปฏิบัติหน้าที่สำคัญๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งนายธีระชัยหรือนายกิตติรัตน์นั้น ถือเป็นผู้มีประสบการณ์สูงในตลาดทุนทั้งคู่ จึงดูเหมือนว่ามีนัยยะของความพยายามที่จะส่งเสริมตลาดทุน ซึ่งในประเด็นนี้ตนเองเห็นด้วย และอยากที่จะฝากว่าแผนที่จะพัฒนาตลาดทุนที่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมานั้นเป็นแผนที่ทำขึ้นมาร่วมกันกับ ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น จึงขอให้สานต่องานที่ทำไว้
เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งสองราย ในอดีตมีความพยายามจะปฏิเสธข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการกระทำผิด เรื่องที่เกี่ยวกับการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร ตั้งแต่ปี 2549 จึงทำให้เป็นคำถามในสายตาสาธารณชนว่า ทั้งหมดนี้คือการตอบแทนกันหรือไม่ รวมถึงทั้งสองมีแนวคิดอย่างไรต่อเรื่องเศรษฐกิจ และจะช่วยแก้ปัญหาปากท้องให้กับชาวบ้านอย่างไร จะนำเงินมาจากไหนมาใช้ในนโยบายขับเคลื่อนนโยบายที่หาเสียงไว้ เพราะไม่เคยเป็นที่ประจักษ์มาก่อน เนื่องจากในช่วงหาเสียงพรรคเพื่อไทยได้ให้นายโอฬาร ไชยประวัติ และนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช แสดงวิสัยทัศน์มาตลอด

**ธีระชัยเฟซไม่คิดคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย
เวลา 6:54 น.ของวันเดียวกัน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค Thirachai Phuvanatnaranubalaโดยระบุว่า มีสื่อมวลชนที่ถามคำถามไว้ที่ซ้ำๆ กัน ผมขอรวบรวมตอบดังนี้
1. ผมจะยึดหลักวินัยทางการคลังหรือไม่ ผมจะให้ความสำคัญเรื่องวินัยทางการคลังเป็นอย่างมาก ผมเองยอมรับว่าไม่ได้มีส่วนในการร่างนโยบายของพรรคเพื่อไทย แต่ผมก็เห็นด้วยกับแนวคามคิดเหล่านี้ เนื่องจากเป็นแนวคิดที่ต้องการจะปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย ผมจึงจะให้การสนับสนุนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาเรื่องความยั่งยืนทางฐานะการคลังควบคู่ไปด้วย เพื่อประสานความใฝ่ฝันทางการเมืองให้พอดีกับความเป็นไปได้ทางวิชาการ ผมจึงจะขอทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างข้าราชการและนโยบายของพรรค ให้มีความกลมกลืนกันให้มากที่สุด
2. การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้น ไม่ว่าจะขึ้นมากน้อยเท่าใดและขึ้นเป็นขั้นบันใดหรือขึ้นครั้งเดียว จะมีข้อกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือไม่ การขึ้นค่าแรงงานนั้น จะมีผลต่อเงินเฟ้อในลักษณะเพิ่มต้นทุน (cost push) จึงจะมีผลทำให้ระดับราคาสูงขึ้นไปเพียงรอบเดียวในปีที่มีการขึ้นค่าแรง ไม่ใช่มีผลต่อเนื่องซ้ำๆ ทุกปีเหมือนกรณีที่เกิดเงินเฟ้อจากเศรษฐกิจโดยรวมร้อนแรงเกินไป (demand pull) ดังนั้น จึงเป็นที่น่ากังวลน้อยกว่ากรณีเศรษฐกิจร้อนแรง
อย่างไรก็ดี รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์จะต้องดูแลให้การปรับขึ้นราคาสินค้านั้นเป็นไปอย่างเหมาะสมเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น และคาดว่าผู้ประกอบการส่วนหนึ่งจะสามารถรับภาระค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากกำไรที่ลดลงไปบ้างโดยไม่ปรับขึ้นราคาขายสินค้า
แต่ทั้งนี้ ผมเห็นว่าวิธีปรับตัวที่ดีที่สุดก็คือให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต (productivity) โดยผมจะดูตัวอย่างเช่นประเทศบราซิลที่มีการเก็บเงินจากรายได้ที่ได้จากการขุดน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินำไปตั้งเป็นกองทุนเพื่อช่วย SME ในการฝึกอบรมคนงาน เพิ่มทักษะในการผลิต วิจัยพัฒนาขั้นตอนการผลิตให้เร็วขึ้นและให้ต้นทุนต่ำลง รวมทั้งพัฒนารูปแบบหรือลักษณะของสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม (value add) ที่สูงขึ้น ซึ่งผมจะหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการทำนองนี้
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ผลิตสินค้าแบบเดิมๆ ซึ่งใช้แรงงานสัดส่วนสูงนั้น ย่อมจะถูกกระทบมากกว่ารายอื่น แต่ก็ควรถือโอกาสนี้ช่วยกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาทั้งรูปแบบสินค้าและวิธีการทำงานให้ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งผมจะหารือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องนี้ให้เต็มที่
3. ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปจะกระทบต่อไทยอย่างไร จะทำให้ต้องคิดอ่่านนำเอามาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้ามาใช้หรือไม่
เศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปที่อ่อนตัวแสดงว่าในอนาคตประเทศในเอเชียจำเป็นจะต้องหันมาพึ่งความต้องการภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งขบวนการปรับค่าแรงขั้นต่ำและระบบสวัสดิการนั้นเป็นนโยบายที่เหมาะสำหรับเอเชียอยู่แล้วหากดำเนินการในระดับที่เหมาะสม จึงหวังว่าประเทศเอเชียอื่นๆ จะคิดดำเนินการในลักษณะนี้ด้วย
ทั้งนี้ ในอนาคตเอเชียต้องพึ่งการค้าขายภายในประเทศมากขึ้นและการค้าขายระหว่างเอเชียด้วยกันมากขึ้น เอเชียควรจะลงทุนในประเทศเอเชียกันเองมากขึ้น
สำหรับปัญหาด้านเงินทนไหลเข้านั้น เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปมีแนวโน้มน่าสนใจน้อยกว่าเอเชีย ย่อมจะมีผลทำให้นักลงทุนสากลให้ความสนใจลงทุนในเอเชียมากขึ้น ดังนั้น แบงค์ชาติของประเทศต่างๆ ในเอเชียจึงจำเป็นจะต้องติดตามวิเคราะห์สถานการณ์อย่างไกล้ชิด แต่ในชั้นนี้ ผมไม่มีความคิดที่จะมีมาตรการใดๆ เป็นการเฉพาะ

**ขอบคุุณ"ยิ่งลักษณ์"ดันนั่งรมว.คลัง
ก่อนหน้าหนั้นหลังจากโปรดเกล้าฯครม.ยิ่งลักษณ์1 นายธีระชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คเดิมว่า “ขอบคุณทุกท่านที่แสดงความยินดีและให้กำลังใจครับ ผมขอบคุณท่านนายกยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ที่ให้ความไว้วางใจ ผมจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเต็มความสามารถ”
กำลังโหลดความคิดเห็น