ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ตลอดช่วงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุ “อุทกภัย” และ “วาตภัย” ครั้งใหญ่ขึ้นอีกระลอก และถาโถมเข้าถล่มแผ่นดินด้ามขวานทองของไทยอย่างหนักหน่วง และต้องนับว่าส่งผลกระทบกระจายเป็นวงกว้างอย่างแสนสาหัสสากรรจ์มากทีเดียว
โดยเฉพาะผู้คนจำนวนมากใน 7 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุงและสงขลา ที่ต้องอ่วมอรทัยกับการผจญภัยธรรมชาติอย่างระทมทุกข์สุดแสนสาหัส น้ำป่าบ่าไหลทะลักเข้าท่วมชุมชนทั้งในเขตเมืองและชนบท เกิดแผ่นดินสไลด์และพายุกระหน่ำกลืนกินบ้านเรือน เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด ทรัพย์สินเสียหายเป็นวงกว้าง แถมยังมีการสูญเสียนับสิบชีวิตและก็มีที่ยังสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง
ส่วนอีก 7 จังหวัด ได้แก่ ระนอง ภูเก็ต พังงา สตูล ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส แม้ผลกระทบจะไม่ได้แสดงออกซึ่งความสูญเสียอย่างเด่นชัด แต่ความตื่นระทึกชนิดต้องอกสั่นขวัญแขวนก็มีปรากฏให้เห็นถ้วนทั่ว ไม่เฉพาะจากข้อมูลข่าวสาร รวมถึงสัญญาณเตือนภัยที่ถูกส่งจากหลายหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ผู้คนที่นั่นได้สัมผัสประสบการณ์จริงที่ฝนที่ตกติดต่อกันเป็นเวลานาน มีลมกรรโชกแรงเข้าพ่วงด้วยเป็นระยะๆ แถมมีน้ำเอ่อท่วมขังในหลายพื้นที่ด้วย
แม้ ณ เวลานี้ผลพวงของความเสียหายยังยากยิ่งที่จะประเมินแล้วตีออกมาเป็นตัวเลขได้ แต่หากพิจารณาจากความเสียหายที่ไม่น่าจะมากน้อยไปกว่ากันสักเท่าไร เมื่อเปรียบเทียบกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ในลักษณะเดียวกันที่เพิ่งขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2553 ที่ผ่านมาแล้ว เชื่อว่าประมาณการของตัวเลขก็ไม่น่าจะหนีกันสักเท่าไร
ว่ากันว่า ถ้ารวมเอาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่ต้องมลายหายไปกับภัยธรรมชาติ แล้วนำไปบวกกับความสูญที่จะตามมาในอนาคต รวมถึงโอกาสต่างๆ ที่หายไป โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะในทางธุรกิจ การค้าและการลงทุน ยิ่งในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วยแล้ว ตัวเลขน่าจะปรากฏออกมาเกิน 5 หลักที่ต้องต่อท้ายด้วยคำว่าล้านบาทเลยทีเดียว
**พื้นที่เกษตรเสียหายเกือบล้านไร่
จากการประเมินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยส่วนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติ ณ วันที่ 29 มี.ค.2554 พบว่า เฉพาะพื้นที่ 7 จังหวัดที่ประสบภัยอย่างหนักเรียงตามลำดับคือ นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรัง ชุมพร สงขลาและกระบี่ มีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 111,827 ราย พื้นที่การเกษตรเสียหาย 732,655 ไร่ แบ่งเป็นนาข้าว 248,899 ไร่ พืชไร่ 38,245 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 445,511 ไร่ ส่วนยางพาราคาดว่าไม่น่าจะเสียหายเกิน 50,000 ไร่ เพราะน้ำท่วมขังไม่นาน ส่วนมากจะถูดินโคลนถล่ม
ส่วนปศุสัตว์มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 48,759 ราย สัตว์ที่ประสบภัย 1,915,077 ตัว แบ่งเป็น สัตว์ปีก 1,692,545 ตัว โคและกระบือ 99,126 ตัว สุกร 112,429 ตัว แพะ 10,977 ตัว แปลงหญ้า 4,207 ไร่ ด้านประมงมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 6,082 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงประสบภัย 7,409 บ่อ คิดเป็นพื้นที่ 10,018 ไร่ และ 1,130 กระชัง คิดเป็นพื้นที่ 20,976 ตารางเมตร
เหล่านี้ยังไม่นับรวมความเสียหายในพื้นที่ 7 จังหวัดดังกล่าวที่จะตามมาหลังจากการประเมินนี้อีก เนื่องจากภาวะน้ำท่วมและวาตภัยไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงยังมีความเสียหายที่เกิดขึ้นและกระจายอยู่ในอีก 7 จังหวัดที่เหลือของพื้นที่ภาคใต้รวม 14 จังหวัดอีก แม้ความสูญเสียจะไม่มากมายเท่า 7 จังหวัดแรกก็ตาม ซึ่งเมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้วพื้นที่เกษตรที่เสียหายน่าจะเกือบเพิ่มเป็นเกือบ 1 ล้านไร่
** อุตสาหกรรมอ่วม-ท่องเที่ยวกระอัก
ในด้านของอุตสาหกรรมนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ก็ได้มีการประเมินในเบื้องต้นแล้วว่า อุตสาหกรรมหลักๆ ในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้ อาทิ ห้องเย็น โรงงานปลาป่น โรงน้ำแข็ง โรงสีข้าว ผักและผลไม้บรรจุกระป๋อง ปาล์มน้ำมันและยางพารา รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้วย และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ นครศรีธรรมราช ซึ่งเบื้องต้นนี้ประเมินความเสียหายแล้วอยู่ที่หลักหลายร้อยล้านบาท
สำหรับด้านการท่องเที่ยว จากการประเมินของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานสุราษฎร์ธานี พบว่า ภายหลังจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีประสบภัยธรรมชาติได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยรวมอย่างมาก โดยแหล่งท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ มีการยกเลิกการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวมากที่สุด ส่วนบนแผ่นดินใหญ่ที่เน้นกรุ๊ปสัมมนาหรือไมช์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน
โดยเฉพาะเมื่อมีการยกเลิกเที่ยวบินไปยังเกาะมรกตกลางทะเลอ่าวไทยอย่างเกาะสมุย รวมถึงมีการยกเลิกการเดินเรือไปยังทั้งเกาะสมุย เกาะพะงันและเกาะเต่า แม้เวลานี้จะอยู่ในช่วงไฮซีซัน แต่ส่งผลกระทบให้อัตราการเข้าพักโดยรวมของทั้งจังหวัดลดลงเหลืออยู่ที่ประมาณ 30-50% เท่านั้น
นอกจากนี้แล้ว การท่องเที่ยวในภาพรวมของทั้งภาคใต้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เกาะไข่มุกแห่งทะเลอันดามันอย่างภูเก็ตก็ถูกฝนกระหน่ำอย่างหนัก ประกอบกับเส้นทางคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางอากาสและทางน้ำถูกตัดขาดในหลายพื้นที่ มีการปิดสนามบินนอกจากบนเกาะสมุยแล้ว สนามบินนครศรีธรรมราชและสนามบินสุราษฎร์ธานีก็กระทบไปด้วย มีการลดเที่ยวบินจำนวนมากสู่ภาคใต้จำนวนมาก ทั้งเส้นทางรถไฟและถนนที่จะเชื่อมกับกรุงเทพฯถูกตัดขาด สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวสู่ภาคใต้ลดลง
** 3 จังหวัดใต้บนเสียหายกว่า 1,500 ล้าน
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุราษฎร์ธานี สรุปความเสียหายจากน้ำท่วมในพื้นที่ระหว่างวันที่ 25-29 มี.ค.ว่า เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 19 อำเภอ 124 ตำบล 966 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 65,295 ครัวเรือน จำนวน 243,490 คน อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว 1,015 คน เสียชีวิต 4 ราย สูญหาย 1 ราย พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 165,157 ไร่ ถนนได้รับความเสียหาย 311 สาย ประมาณการมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 1,572 ล้านบาท
ส่วนศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่มจังหวัดชุมพร ได้สรุปผลกระทบจากภาวะฝนตกหนักระหว่างวันที่ 23-27 มี.ค.ว่า มี 6 อำเภอ 25 ตำบล 175 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 14,719 คน รวม 4,745 ครัวเรือน ค่าเสียหายประมาณเบื้องต้นรวมกว่า 20 ล้านบาท
ด้านจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในภาคใต้ตอนบนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและดินถล่ม โดยเฉพาะที่ อ.เขาพนม น้ำป่าและดินภูเขาได้ถล่มบ้านของชาวบ้านที่ต้นหาร ม.7 ต.หน้าเขา เสียหายกว่า 10 หลัง ส่วนที่บ้านห้วยน้ำแก้วมีดินโคลนถล่มทับบ้านเรือนเสียหายกว่า 20 หลัง ทับถนนหลายจุด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 คน และสูญหายกว่า 100 คน ส่วนพื้นที่อื่นๆ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกระบี่ ได้สรุปความเสียหายเบื้องต้นจนถึงวันที่ 30 มี.ค.คือ มีพื้นที่ถูกน้ำท่วม 8 อำเภอ 41 ตำบล 2 เทศบาล 223 หมู่บ้าน 55,136 ครัวเรือน 211,557 คน และมีถนน สะพาน บ้านประชาชนได้รับความเสียหายยังไม่สามารถประเมินได้
** 4 จังหวัดใต้ล่างนครฯหนัก-พัทลุงท่วมซ้ำซาก
สำหรับนครศรีธรรมราช สรุปสถานการณ์เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ว่า มีพื้นที่ประสบภัยทั้ง 23 อำเภอ 161 ตำบล 1,366 หมู่บ้าน 96,714 ครัวเรือน บ้านพังเสียหาย 114 หลัง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 163,969 ไร่ ถนนและสะพานขาดเสียหายจำนวนมาก รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 1,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่น่าตระหนกด้วยคือ มีคนงานเหมืองแร่ของบริษัท พี แอนด์ เอส แบไรท์ไมนิ่ง 20 คน รวมถึงราษฎรใน 9 หมู่บ้านที่ติดอยู่บนภูเขาไม้ไผ่ ม.8 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ รวมแล้วกว่า 100 ชีวิต ไม่สามารถลงมาจากภูเขาได้ แม้จะพยายามใช้ ฮ.กองทัพภาคที่ 4 บินขึ้นไปช่วยเหลือ แต่ท้องฟ้าปิดต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน และเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ ต.แหลมตะลุมพุก มีราษฎรเดือดร้อนถูกคลื่นซัดบ้านพังเสียหายจำนวน 650 ครัวเรือน เสียชีวิต 8 ราย จากนั้นวันที่ 30 มีนาคมมีเหตุภูเขาถล่มในพื้นที่ ม.2 บ้านหวายช่อ ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ โดยมีรายงานว่าได้ทับบ้านเรือนไปหลายหลังและมีคนติดอยู่ภายในด้วยหลายคน อีกทั้งในพื้นที่ อ.เมืองนครศรีธรรมราช มีการพบจระเข้ออกเพ่นพ่านจำนวนมากอีกด้วย
ที่พัทลุงมีน้ำที่ท่วมขังใน 11 อำเภอ 63 ตำบล 563 หมู่บ้าน โดยระดับเฉลี่ยสูงสุดที่บ้านหัวป่าเขียว บ้านปากคลองเก่า อ.ควนขนุน น้ำสูงเกือบ 2 เมตร ส่วนใหญ่หมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมจะอยู่ริมเทือนเขาบรรทัด กับพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา และหลายหมู่บ้านเป็นพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซาก นับเนื่องจากช่วงเดือนต.ค.ปี 2553 ถึงเวลานี้มีหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมแล้วเฉลี่ย 5-9 ระลอกมาแล้ว และ ณ วันที่ 30 มี.ค.มีเด็กเสียชีวิตแล้ว 2 ราย
ส่วนสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง สรุปความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมในพื้นที่ ณ วันที่ 30 มี.ค.ว่า จากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่วันที่ 24มี.ค. ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำท่วมแล้วทั้ง 9 อำเภอ ยกเว้นเพียงแค่อำเภอเดียวในทั้งจังหวัดคือ อ.หาดสำราญที่ไม่มีน้ำท่วม มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน 7,508 ครัวเรือน หรือ 25,753 คน พืชผลทางการเกษตร เช่น สวนยาง สวนปาล์ม เสียหายแล้วประมาณ 3,000 ไร่ ถนนเสียหาย 2 สาย
ขณะที่สงขลามีพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมยังอยู่ในวงจำกัดแค่ 2 อำเภอคือ อ.ระโนด กับ อ.กระแสสินธุ์ โดยพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มและอยู่ริมทะเลสาบสงขลา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเลหนุนและน้ำที่ไหลจากพัทลุงและนครศรีธรรมราชเข้าท่วม โดยกว่า 80% เป็นพื้นที่การเกษตร เช่น นาข้าว สวนปาล์ม เป็นต้น



