xs
xsm
sm
md
lg

ประเทศไทยต้องก้าวผ่านได้

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เด็ดดอกไม้รายทาง
โดย...อัญชะลี ไพรีรัก


ประเทศไทยต้องก้าวผ่านได้

สุดสัปดาห์นี้...อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด และ คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การที่คนไทยรักกัน เข้มแข็ง และ สามัคคีกันก้าวข้ามให้ผ่านวันคืนแห่งความโหดร้ายที่เกาะกุม และ กัดกร่อนสังคมไทยมานานแสนนาน

“นานแสนนาน” เริ่มจากเมื่อไร ? บางคนอาจไม่รู้สึก แต่หลายคนอาจทนทุกข์ ด้วยรู้แจ้ง เห็นจริง และ สัมผัส ทั้งจากตัวเองและคนรอบด้าน

ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ จะก่อตัวและขยายขอบเขตกว้างขวางใหญ่โตไปเสียมิได้เลย ถ้าคนไทยหันมาเอาใจใส่กับ “ส่วนรวม” อย่างมี “สำนึกสาธารณะ”

ถ้าจะต้องก่นโทษ จะลงที่ใดได้ ถ้าไม่ใช่ “ระบบการศึกษา” และ “จริยธรรม”

สองกลไกสำคัญนี้อ่อนยวบลงไปพร้อมๆกันในยุคสมัยที่คนไทยเฟื่องจัดกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่กลุ่มศักดินาที่ครอบครองทรัพยากรส่วนใหญ่ของประเทศไปเป็นของตน โดยคนส่วนใหญ่ของประเทศได้แต่เศษเล็กเศษน้อยกะปริบกะปรอย และบางส่วนไม่มีโอกาสเข้าถึงเสียด้วยซ้ำ

ตลอดเวลาที่ผ่านมาสังคมไทยมีชนชั้น เอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่งชิงดี เกิดระบบสังคมอุปถัมภ์ สร้างวัฒนธรรมลูบหน้าปะจมูก ประจบสอพลอ สุดท้ายมือใครยาวสาวได้สาวเอา

ทั้งหมดนี้จะโทษใคร ถ้าไม่โทษชนชั้นปกครองที่ไม่ให้ “ปัญญา” กับประชาชน

เมื่อการเรียนรู้ขาดวิ่น และ ศาสนาถึงคราวอับจน การเติบโตของสังคมไทยจึงกระพร่องกระแพร่ง ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กพิการซ้ำซ้อน

เมื่อเด็กป่วยคนนี้กระโผลกกระเผลกผ่านยุคสมัยที่ขมขื่นจนมาเจอ “ระบอบทักษิณ” ที่ฉาบลิ้นด้วยยาหอม กับวาทะ “รวยแล้วไม่โกง” และ ชโลมไล้อ้อมกอดด้วยน้ำผึ้งอาบยาพิษ กับคำคมคนการเมืองเรื่อง “เสกกระดาษให้กลายเป็นเงิน”

เท่านี้สังคมไทยที่เติบโตอย่างไร้รากฐานเข้มแข็ง จึงต้องเผชิญหน้ากับ ทรราชที่มาพร้อมกับทุนสามานย์ และเงินที่กระหน่ำฟาดลงไปบนโลภะ ทำให้คนไทยที่คล้ายนกไร้ขาโผเข้าหา “ทักษิณ” อย่างง่ายดายอย่างไม่ยินดียินร้ายกับความถูก – ผิด และไม่อินังขังขอบกับความดี – ความชั่วอีกต่อไป

ในที่สุดก็ก่อเกิดวัฒนธรรมบิดเบี้ยวในยุคทักษิณที่ว่า “โกงได้ แต่ขอให้หาเงินเก่งเป็นพอ”

หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบ จากสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย อำนาจที่ยึดมาจากระบอบกษัตริย์ก็ไม่ได้ถึงมือประชาชนผู้ยังไม่ถ่องแท้อย่างจริงจัง

แต่อำนาจที่เปล่งปลั่งกลับถูกนำมาแย่งชิงและฉกฉวยกันตั้งแต่เริ่มต้นยกแรกและยกต่อๆมาอย่างน่าอิดหนาระอาใจ

ประเทศไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เมื่อเริ่มต้นก็แบ่งแยกทันที เพราะขณะที่คนบนยอดภูเขากำลังยื้อแย่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าตาสีตาสาที่เป็นคนส่วนใหญ่ ยังง่วนอยู่กับการทำมาหากินตามท้องไร่ท้องนา และระบบการศึกษาที่ชนชั้นกษัตริย์จัดตั้งกำลังถูกต่อยอดและจัดระเบียบอย่างขาดๆเกินๆ

วัฒนธรรมการเมืองจากซีกโลกตะวันตกถูกยกยอดมาเติมเต็มในสังคมไทยที่ยังโหยหา “สถาบันสูงสุด” ไม่รู้ลืม จึงกลายเป็น “เสื้อตัวใหม่” ที่คณะราษฎรตัดให้คนไทยใส่แต่ไม่พอดีตัว ทั้งยังมีรูปแบบที่แสนจะไม่เข้ากับลักษณะนิสัยแบบไทยๆด้วย ทว่าเสื้อตัวนี้ก็ยังเป็นที่ต้องการและจำเป็น

จนกลายเป็นว่า เสื้อตัวต่อๆมา ที่กลุ่มศักดินาและเผด็จการทหาร – ตำรวจ ผู้ครอบครองอำนาจกลไกรัฐ “ออกแบบ” “และ บังคับให้กับประชาชนคนไทยที่ไม่มีปากมีเสียงได้ใส่ จึงมีทั้งรูปแบบแปลกประหลาด และ ขนาดที่ขาดความพอดีจนเกินจินตนาการ

“พวกเรา” ถูกยัดเยียดให้ใส่ “เสื้อประชาธิปไตย” ที่ถอดแบบมาจาก “ตะวันตก” มาช้านานอย่างเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง จนเมื่อเราเกิดปัญญาถ่องแท้ เริ่มทวงถามความชอบธรรมกับผู้ปกครอง การถามหามีทั้งหนักและเบา ทั้งจับกุมจนถึงนองเลือด

จุดนี้เองที่ทำให้บ้านเรามีการ “ปฏิวัติ- รัฐประหาร” นับครั้งไม่ถ้วน ก็เพราะการขาดพื้นฐานความเข้าใจในประชาธิปไตยอย่างเป็นหนึ่งเดียว แต่กระนั้นคนไทยก็เดินก้าวข้ามผ่านมาได้ด้วย “พระบารมี”ทุกครั้ง

อย่างไรก็ตามท่ามกลางการแบ่งแยกทางชนชั้นและเผด็จการเครื่องแบบ สังคมไทยได้พบและตระหนักกันดีว่าอำนาจของคนดี บารมีขององค์ราชันย์ ประดุจน้ำทิพย์ชโลมใจ เหมือนสายฝนเย็นฉ่ำ ที่โปรยปรายลงมาบนผืนแผ่นดินแห้งแตกระแหง ธรรมะของพระองค์ดับทุกข์เข็ญให้ราษฎรไทยได้ตลอดทุกยุคทุกสมัย จนถึงนาทีนี้ก็ด้วย

ตั้งแต่เวลานั้นจนถึงเวลานี้ “พวกเรา” ต่างมีศูนย์รวมดวงใจเพียงหนึ่งเดียว คือ “รัชกาลที่ 9” กษัตริย์นักพัฒนาผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม และ “ทำ” งานหนักเพื่อปวงชนชาวไทยได้ลืมตาอ้าปาก นับแต่ก้าวแรกที่เหยียบพระบาทถึงสยามประเทศ จนถึงก้าวปัจจุบันที่ทั่วโลกแซ่ซ้องและคนไทยต่างพร้อมใจกัน “ตามรอยพระบาท”

แต่กระนั้น “หนึ่งเดียวในใจไทยทั้งชาติ” ย่อมถูกท้าทายด้วยกาลเวลาเป็นสัจจธรรม

เพราะ “การเปลี่ยนแปลงการปกครอง” ที่มาถึงก่อนเวลา และ คิดแทนประชาชน ทำให้เกิด 2 อำนาจ 1 ระบอบในสังคมไทย

อำนาจหนึ่งมาจากความจงรักภักดีที่คนไทยมีต่อสถาบันสูงสุด และ พระมหากษัตริย์พระองค์นี้อย่างเหนียวแน่น

อีกหนึ่งอำนาจมาจาก กลไกของระบอบประชาธิปไตย ที่เริ่มต้นก็ผันผวนไม่นิ่ง ไม่หนักแน่น

กอปรกับสังคมไทยขาดการพัฒนาองค์ความรู้รอบด้านอย่างจริงจัง

ทั้งสองอำนาจจึงคู่ขนาน ประคับประคองสังคมไทยให้เติบโตและพัฒนาไปด้วยกัน

ด้านหนึ่งคือ พระราชอำนาจที่เปี่ยมล้นพระบารมี และทรงทศพิธราชธรรม

อีกด้านหนึ่งคือ อำนาจประชาธิปไตยที่ยังขาดความโปร่งใสเป็นธรรม

อย่างไรก็ตามคนไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ยังอยู่กันได้อย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยมาโดยตลอด แม้ไม่ดีนักแต่ก็ไม่เลวร้าย

เราคนไทยเลยเฉยชา และ ชินกับการ “พึ่งพาในหลวง” มาชั่วนาตาปี

จนเมื่อมีระบอบทักษิณ ได้เกิดการเหน็บแนม “พระราชอำนาจ” ว่าเป็น “มือที่มองไม่เห็น”

รอยปริร้าวในสังคมไทยมีมานาน แต่ความแตกแยกเริ่มต้นที่ยุคทักษิณ และ มากขึ้นเมื่อเกิดพลังบริสุทธิ์มาท้าทายอำนาจป่าเถื่อนของทักษิณและบริวาร โดยยึดเอา “ในหลวง” เป็นศูนย์รวมดวงใจ

การถกเถียงทางการเมือง จึงไม่ใช่ประเด็น ประชาธิปไตย หรือ เผด็จการ แต่เป็นประเด็น เอา หรือ ไม่เอา สถาบันฯ เสียแล้ว เดินพันครั้งนี้จึงสูงนัก

ความจริงสังคมไทยไม่ใช่เพิ่งมาแตกต่างทางความคิด แต่เราเริ่มปริมาตั้งแต่ยุคปัญญาชนคนเดือนตุลาฯ ยิ่งร้าวลึกในเดือนพฤษภา ทมิฬ แต่นั่นเป็นการต่อสู้ของคนเห็นต่างที่ไม่แตกแยก

ผิดกับสมัยปัจจุบันยุค “ทักษิณครองเมือง” ที่สังคมไทยแตกและแบ่งแยกร้าวลึกจนยากจะประสาน…ถ้าต้องก่นโทษให้ชี้นิ้วไปที่ “ผู้ปกครอง” และ “สื่อมวลชน” ที่ไม่นำพาและลึกซึ้งกับปัญหาชาติบ้านเมืองมากเพียงพอ

แต่ก่อนแต่ไรปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เราจะได้ “พระเจ้าอยู่หัว”ทรงเป็นแสงทองนำทาง

หากแต่ปัจจุบันในโลกยุคนิวมีเดีย เรากลับพบว่า “พระเจ้าอยู่หัว” องค์เดิมผู้ทรงเดินทางข้ามผ่านยุคสมัยและกาลเวลา ถูกท้าทายจากประชาชนคนรุ่นใหม่ของพระองค์ ผ่านเทคโนโลยีที่คนรุ่นเก่าตามไม่ทัน

ทั้งเว๊บไซต์ และ เฟซ บุ๊ค ถูกใช้เป็นเครื่องมือ “ล้มเจ้า” อย่างเป็นระบบจริงจัง กับเนื้อหาเดิมๆที่เคยเป็น “ใบปลิว” จากในอดีต โดยคนกลุ่มเดิมที่กลับมาสานต่อพันธกิจให้ลุงล่วงผ่านร่างทรงที่มีนามว่า “ระบอบทักษิณ”

เดิมพันเกมนี้จึงสูงกว่า การทวงคืนเงินที่ถูกยึด แต่หมายถึง การเปลี่ยนแปลงระบอบ และ ระบบทั้งหมดในสังคมไทย ถ้าเราไม่สามัคคี ไม่รักชาติ ไม่รักในหลวง ก็ยากนักที่จะก้าวข้ามผ่านแนวท้าทายเส้นนี้ไปได้

เพราะเสร็จศึกครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีครั้งใหม่ และครั้งหน้าอาจใหญ่กว่านี้ ใครจะรู้.
กำลังโหลดความคิดเห็น...