xs
xsm
sm
md
lg

ภท.ดาหน้าฟัด "ไตรรงค์" ถนนไร้ฝุ่นข้าใครอย่าแตะ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ASTVผู้จัดการรายวัน – รมต.ภูมิใจไทยลั่นอย่ายุ่งถนนไร้ฝุ่น อัด "ไตรรงค์" แค่ความเห็นวิชาการ สอนมวยต้องวางโครงสร้างพื้นฐานต่างจังหวัดคู่ขนาดกรุงเทพฯ “กรณ์” ยันเดินหน้า พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้าน เหตุยังจำเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจ

กรณีที่ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ มีแนวคิดที่จะชะลอและตัดงบโครงการการถนนไร้ฝุ่น ออกจากโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555  ซึ่งต้องใช้เงินตามพระราชบัญญัติเงินกู้มาดำเนินการ โดยเห็นว่าเป็นโครงการที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถรายได้ประชาชาติในอนาคตนั้น

นายโสภณ  ซารัมย์ รมว.คมนาคม แกนนำพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า พรรคไหนบอกว่าโครงการถนนไร้ฝุ่นไม่มีความจำเป็นก็ต้องให้ไปคุยกับชาวบ้านเอาเอง แต่พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าโครงการมีความจำเป็นและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และต้องเดินหน้าต่อไป จะอ้างเรื่องความจำเป็นทางเศรษฐกิจไม่ได้  พรรคไหนบอกว่าไม่จำเป็นก็สอบตกหมด
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ ไม่กระทบกับการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล

ด้านนายสุชาติ  โชคชัยวัฒนากร รมช.คมนาคม  กล่าวว่า  เป็นเรื่องที่น่าจะเกิดความเข้าใจผิดเพราะความคิดเห็นของนายไตรรงค์เป็นเพียงความคิดทางด้านวิชาการเท่านั้น  ซึ่งก็ได้อธิบายไปแล้วว่าโครงการถนนไร้ฝุ่น  จะช่วยในการส่งเสริมเศรษฐกิจภายในชุมชนโดยเฉพาะการขนส่งสินค้า และยืนยันว่าโครงการนี้จะยังคงเดินหน้าต่อไปโดยที่ไม่มีการตัดงบ   

โครงการถนนไร้ฝุ่นในเฟส 1 วงเงิน 14,821.48 ล้านบาท ซึ่งดำเนินการภายใต้งบไทยเข้มแข็ง2555 นั้น หลังจากกรมทางหลวงชนบทเปิดประมูลพร้อมกัน 901 โครงการแล้วช่วงกลางเดือนม.ค. 2553 ที่ผ่านมา  นายโสภณ ซารัมย์ ได้เป็นประธานเปิดถนนไร้ฝุ่น สายทางแรกตามโครงการไทยเข้มแข็ง 2555  บ้านแสลงพัน -บ้านหนองน้ำขุ่น ต.ทะเมนชัย  อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ระยะทาง 3.4 กม. มูลค่า 14 ล้านบาท

พร้อมทั้งได้ยืนยันกับชาวบ้านที่มาร่วมงานว่า “การเปิดถนนครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลจะผลักดันถนนไร้ฝุ่นทั่วประเทศ  ซึ่งโครงการระยะแรก ระยะทาง 3,200 ก.ม.จะก่อสร้างเสร็จทั้งหมดภายในเดือนก.พ. 2553 นี้

ส่วนโครงการถนนไร้ฝุ่นเฟส 2  มีระยะทางประมาณ  4,000 กม. วงเงินก่อสร้างประมาณ 19,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอดำเนินการ โดยอยู่ระหว่างการรอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ไทยเข้มแข็ง  จากรัฐสภา  หากผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ก็จะทำให้โครงการครบตามเป้าหมายในโครงการไทยเข้มแข็ง 2552 ทำให้มีถนนปลอดฝุ่นโครงข่ายถนนทั่วประเทศ ทั้งหมด 7,200 กม.ทั่วประเทศ   และหลังจากนั้นคมนาคมจะพิจารณาปรับปรุงถนนลูกรังในพื้นที่ห่างไกลประมาณ 150,000 กม. เพื่อนำมาพิจารณาในเฟส 3 และ 4 ต่อไป

**สอนมวย ศก.กรุงเทพคู่ ตจว.

นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า มันประหลาด อยู่ๆ จะบอกว่าโครงการถนนไร้ฝุ่นไม่ใช่โครงการที่เร่งด่วน ไม่ได้ มันไม่ใช่ ไทยเข้มแข็งก็คือโครงการไทยเข้มแข็ง ไม่ใช่เรื่องการเพิ่มจีดีพี แต่เป็นการทำให้ประเทศเข้มแข็งโดยการสร้างอินฟราสตักเจอร์ใหม่ๆ ที่หลังจากมันชำรุดทรุดโทรมมานาน ทั้งในส่วนกลางในกรุงเทพ หรือแม้กระทั่งต่างจังหวัด แนวคิดนี้คงไม่ต่างกับการที่จะมาสร้างทางรถไฟ 10 สาย ให้เสร็จภายในปี 2562

"ผมมองเจตนารองนายกฯ ด้วยใส่ซื่อเสมอ ท่านมองในมุมเศรษฐกิจ แต่วันนี้อยู่ๆบอกว่า ทำทางรถไฟใต้ดิน 10 สาย เหมาะสม เพราะทำให้เศรษฐกิจโต ทำถนน 2 กิโลเมตร ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจโต มันเป็นหลักคิด คนละหลักกันแล้ว เรากำลังเดินหน้าไปแต่ท่านก็มาเบรก เราอาจหน้าคะมำลงกันก็ได้ ถ้าหน้าคะมำ ก็เสียหน้าถึงรัฐบาล มันก็ต้องมีเหตุผลอธิบาย อยู่ที่ว่าหลักคิดเอายังไงกันแน่"

เมื่อถามต่อว่า จะมีการเคลียร์ใจกับรองนายกฯไตรรงค์ หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ไม่หรอกครับ ไม่มีอะไรต้องเคลียร์ แต่ถึงเวลาต้องคุยกัน วันนี้ไม่ได้มีอะไรมากกมาย เมื่อถามต่อว่า วันนี้จะเป็นการเพิ่มรอยร้าวหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ไม่หรอกครับ แต่จะมาบอกว่าคนในเมืองหลวงมีความสำคัญกว่าคนต่างจังหวัดที่ต้องใช้ถนนที่มีฝุ่นอยู่ แล้วมาวันนี้บอกว่า ไม่มีความจำเป็นหรอก เพราะว่าต่อทำให้เป็นถนนลาดยางขึ้นมาก็ไม่ได้ทำให้จีดีพี หรือรายได้ประชาชาติสูงขึ้น มันก็ไม่ใช่

"ผมว่าเรื่องนี้ก็ต้องมีการพูดคุยกันแล้วครับ เพราะวันนี้ต้องแยกให้ออกว่า โครงการถนนไร้ฝุ่น ถนนปลอดฝุ่น มันเป็นโครงการของรัฐบาล ไม่ใช่โครงการของภูมิใจไทย วันนี้อย่าพยายามแยกว่า นี้คือพรรคประชาธิปัตย์ นี้คือของภูมิใจไทย ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วมันผิดหลัก เพราะโครงการทุกโครงการเป็นของรัฐบาล ทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน และเรื่องแบบนี้ก็คิดกันมาเป็นปีแล้ว วันนี้ยืนยันเรื่องโครงการถนนที่รองนายกฯบอกว่าไม่มีประโยชน์ แต่ภูมิใจไทยเห็นว่ามีประโยชน์” นายศุภชัยกล่าว

เมื่อถามต่อว่าไม่ยอมแน่นอนใช่หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ไม่ใช่ยอม หรือไม่ยอม ประเทศไทยยังไม่อวสานกันในวันนี้ ทุกเรื่องยังคุยกันได้ โดยพื้นฐานของความเข้าใจ วันนี้ต้องเอาหลักคิดให้ตรงกันก่อน ทั้งหมดเป็นโครงการรัฐบาล โดยไม่คิดว่าเป็นโครงการของพรรคไหน

"วันนี้ละลายความเป็นพรรคเถอะครับ แล้วเดินหน้าเพื่อเป็นรัฐบาลจะดีกว่า ฝากพี่น้องประชาชนว่า วันนี้ ถ้าพรรคการเมืองพรรคไหนไปดูอยู่ หน่วยงานไหน กระทรวงไหน ไม่ได้หมายความว่าเป็นผลงานพรรคนั้นพรรคเดียว แต่เป็นผลงานรัฐบาล และประเด็นไมได้คุ้มค่าแบบไหน"

**ครม.ลดงบต้นกล้าอาชีพ

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (9 ก.พ.) รับทราบการบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยเห็นชอบให้ปรับลดวงเงิน และการขออนุมัติให้หน่วยงานเบิกจ่ายแทนกันสำหรับโครงการเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้ชุมชุนหรือโครงการต้นกล้าอาชีพ จำนวน 7,509.2 ล้านบาท เหลือจำนวน 2,965.8 ล้านบาท หรือลดลง 4,543.4 ล้านบาท เป็นการปรับลด ค่าใช้จ่ายสำหรับอบรมของ สวทช. ค่าใช้จ่ายโครงสร้างผู้สอบบัญชีกองทุนหมู่บ้านฯ ค่าใช้จ่ายโครงการสำมโนประชากร และการเคหะ ขณะที่มีการปรับลดเงินอุดหนุนเพื่อประกอบอาชีพแก่ผู้แจ้งความประสงค์กลับไปทำงานภูมิลำเนา หัวละ 4,800 บาทต่อคนต่อเดือน ในเดือน ต.ค.-พ.ย. 52 วงเงิน 1,809.2 ล้านบาท และปรับลดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้หน่วยทหารพัฒนา วงเงิน 420 ล้านบาท

**แจกงบจังหวัด 2.7 หมื่นล้าน

นายวัชระเปิดเผยด้วยว่า ครม.ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด 75 จังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม และคำของบประมาณประจำปี 2554 เพื่อจัดทำโครงการ เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 27,236 ล้านบาท

ประกอบด้วย โครงการลำดับที่ 1 ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ รวมทั้งเป็นโครงการที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวม 3,228 โครงการ วงเงินกว่า 18,424 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการของ 75 จังหวัด จำนวน 2,936 โครงการ วงเงิน 13,190 ล้านบาท และโครงการของ 18 กลุ่มจังหวัด 292 โครงการ วงเงิน 5,234 ล้านบาท

โครงการลำดับที่ 2 เป็นโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์แต่ยังไม่เร่งด่วน จำนวน 1,884 โครงการ วงเงินกว่า 8,812 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการของ 75 จังหวัด จำนวน 1,822 โครงการ วงเงิน 7,474 ล้านบาทและโครงการของ 18 กลุ่มจังหวัด 62 โครงการ วงเงิน 1,338ล้านบาท ครม.ยังเห็นชอบการจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัด และกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดหาพัสดุและจัดทำนิติกรรมสัญญาของกลุ่มจังหวัด

นอกจากนี้ ครม.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นเพื่อสนับสนุนการดำเนินการแก่จังหวัด โดยจัดสรรวงเงิน 3-5 ล้านบาท เพื่อให้กับจังหวัด ให้กับกระทรวงมหาดไทย

ก่อนหน้านั้นกระทรวงมหาดไทยเสนอ 2 ทางเลือก โดยของบประมาณรายจ่ายปี 2553 งบกลางวงเงิน 750 ล้านบาท ให้กับ 75 จังหวัดๆ ละ 5 ล้านบาท และขอเฉลี่ยงบประมาณ 202.5 ล้านบาทให้จังหวัดๆ ละ 2.7 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ที่ไม่สามารถขออนุมัติขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายที่จัดสรรไว้เพื่อการนี้ของหน่วยงานอื่น

ขณะที่ในช่วงรัฐบาลทักษิณ (ปี2547-2548) มีการสนับสนุนงบประมาณให้ผู้ว่าฯ 1,500 ล้านบาท จังหวัดละ 20 ล้านบาท ส่วนรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2549-52 สนับสนุนวงเงิน 750 ล้านบาท จังหวัดละ 10 ล้านบาท

**มาร์คแจงแค่ลดจำนวนโครงการ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนประชุมครม.ว่า ไม่มีการปรับลดในส่วนของงบประมาณในโครงการ แต่เป็นการปรับลดจำนวนโครงการในไทยเข้มแข็ง และไม่ใช่กลัวว่า ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ.....จะไม่ผ่านสภา จึงจะมีการถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งไม่เกี่ยวกัน เพราะว่าเราจัดเก็บรายได้เกินเป้า เมื่อเราจัดเก็บรายได้เกินเป้า ก็ไม่จำเป็นต้องไปกู้มากเท่าที่เราเคยจะกู้ ก็แค่นั้น คิดกันไป และกฎหมายไม่ได้บังคับให้กู้ เพราะเป็นกฎหมายที่ขอให้อำนาจให้กู้ ไม่ได้บังคับให้กู้ เมื่อถามต่อว่าแต่ถอนไม่ได้ ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่ถอน เดี๋ยวค่อยพูดกันเป็นเรื่องเป็นราวจะดีกว่า พูดกันไปทีละคำสองคำ เดี๋ยวจะเป็นปัญหาอีก ต้องอธิบายกันยาว

**กรณ์เดินหน้ากู้ 4 แสนล้าน

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความจำเป็นในการผลักดันพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พ.ศ. ... เพื่อกู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เข้าสู่การพิจารณาตามกระบวนการของรัฐสภาต่อไปเนื่องจากการผลักดันร่างพ.ร.บ.เข้าสู่สภาแล้วไม่สามารถถอนได้จะต้องเดินหน้าต่อไป

โดยในขณะนี้อยู่ในระหว่างส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิพิจารณากรอบการใช้เงินตามพ.ร.บ.ฉบับนี้หรือไม่ เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้สอบถามมาโดยคณะกรรมการกฤษฎีกาจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะได้ให้คำตอบแก่กรรมาธิการต่อไป ซึ่งขอยืนยันอีกครั้งว่าการใช้จ่ายเงินตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ หรือแม้กระทั่งในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม

“โครงการลงทุนในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งทุกโครงการล้วนเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์ช่วยยกระดับการแข่งขันของประเทศ แต่ที่มาของเงินในโครงการได้บอกตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่ามีความยืดหยุ่นมามารถปรับได้ตลอดทั้งการใช้จากเงินงบประมาณ รายได้รัฐวิสาหกิจ ร่วมทุนกับเอกชนรวมถึงการกู้จากต่างประเทศในรูปแบบการซื้อสินค้าทุน” นายกรณ์กล่าวและว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเห็นพ้องกันว่าจะพยายามลดการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มสัดส่วนการใช้เงินงบประมาณมากขึ้น

เมื่อพิจารณาจากกรอบงบประมาณปี 54 จะพบว่าการประมาณการรายได้อยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 53 ถึง 3 แสนล้านบาท โดยส่วนหนึ่งนำไปใช้จ่ายกับงบประจำที่เพิ่มขึ้นส่วนที่เหลือมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ในการลงทุนของรัฐบาลในโครงการที่มีการผูกพันงบประมาณสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท อีกทั้งพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนบาทแรกก็มีการก็จริงไปเพียง 8 หมื่นล้านเท่านั้น การมีเครื่องมือเพื่อบริหารความเสี่ยงจึงยังมีความจำเป็นอยู่

นายกรณ์กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะมีทิศทางที่ดีขึ้นแต่รัฐบาลยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เพราะในข้อเท็จจริงแล้วเศรษฐกิจยังมีความเปราะบางอยู่มากโดยเฉพาะเหตุการณ์ในยุโรปที่ถือเป็นบทเรียนเพราะรัฐบาลประเทศในยุโรปถอนตัวจากการกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกินไปจนเกิดความเสียหาย อีกทั้งประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดซึ่งต้องมีความระมัดระวังมากเพราะหากเศรษฐกิจโลกผันผวนก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย

“การถอนตัวของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อส่งไม้ต่อให้กับเอกชนมีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างแน่นอน แต่จะทำเมื่อไหร่อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพราะเศรษฐกิจโดยรวมของโลกยังเปราะบางอยู่ แต่ประเด็นที่ต้องยืนยันอยู่ในขณะนี้คือแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการลงทุนซึ่งหากรัฐบาลสามารถกู้เงินได้น้อยลงก็ถือเป็นเรื่องที่ดี” นายกรณ์กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น