xs
xsm
sm
md
lg

ครม.เซ็นสัตยาบันขู่เขมรอุ้ม “แม้ว” ยกระดับสนธิอาญาอาเซียน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
“แม้ว” ซุกเขมรลำบาก! ครม.อนุมัติสัตยาบันความช่วยเหลือเรื่องทางอาญาของอาเซียน “มาร์ค” แนะครม.ยึดแผนพัฒนาการเมือง ส่งกฤษฎีกาพิจารณาว่าเปิดให้สภาดูรายละเอียดเงินกู้ได้อย่างไร ครม.อนุมัติ 380 ล.ให้ พณ.ทำ 4 โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไข่อภิสิทธิ์ล้นตลาด ครม.เห็นชอบแนวทางแก้ไขราคาไข่เพื่อช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไข่ พนง.มหาวิทยาลัย 13 แห่งเฮ แถมให้เงินเพิ่มการครองชีพย้อนหลังตั้งแต่ปี 2551 อนุมัติโครงการผลิตพยาบาลวิชาชีพเพื่อแก้ปัญหาใน จว.ใต้

วันนี้ (12 ม.ค.) ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ก่อนการประชุม ครม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แจ้งต่อที่ประชุม 2 เรื่อง คือ 1.ตามที่ได้มีแผนพัฒนาการเมือง ซึ่ง ครม.ชุดที่แล้วได้เห็นชอบไว้ นายกรัฐมนตรีได้ขอให้ ครม.ตระหนักถึงความมีอยู่ของแผนดังกล่าว และให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนต่อไป 2.นายกฯ ได้หารือ ครม.ว่าจากการที่ ส.ส.และส.ว.บางส่วนเห็นว่าสภาฯ ควรจะได้มีโอกาสพิจารณารายละเอียดของกรอบเงินกู้ไทยเข้มแข็ง จึงขอให้นายกฯ ส่งเรื่องนี้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นว่าสามารถกระทำได้ในขอบเขตเพียงใดหรือไม่นั้น ครม.ได้เห็นชอบให้ส่งเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาดำเนินการต่อไปค

นอกจากนี้ ครม.อนุมัติตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ กรณีการให้สัตยาบันสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญาของภูมิภาคอาเซียนว่า 1.ให้ส่งสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญาของภูมิภาคอาเซียน ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ และให้ส่งสนธิสัญญาดังกล่าว ให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณา ก่อนเสนอรัฐสภาพิจารณาต่อไป 2.ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณาก่อน แล้วนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาฯ แล้วตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 20 ธ.ค.2526 3.ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการให้สัตยาบันสนธิสัญญาฯ โดยให้ดำเนินการเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาฯ ตามข้อ 1 และร่างพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาฯ ได้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย

นายศุภชัยยังกล่าวอีกว่า ครม.อนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอของบกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ปี 2553 ว่า ครม.อนุมัติใช้จ่ายเงินจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 380 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีภารกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าของประเทศ ได้ตระหนักเห็นความสำคัญในการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยในปี 2552 ได้ดำเนินโครงการด้านพาณิชย์เพื่อช่วยเหลือประชาชน จนเกิดผลสัมฤทธิ์ในการลดค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้กับประชาชน ถึงแม้ในปัจจุบันระบบเศรษฐกิจได้ก้าวผลวิกฤตและมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นแล้วก็ตาม แต่กระทรวงพิจารณาเห็นว่า โครงการที่สนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นต้องดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ภาคเศรษฐกิจการค้าภายในมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย การกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างรายได้ให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจด้วยการสร้างช่องทางและเพิ่มประสิทธิภาพการจำหน่ายสินค้าให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งการพัฒนาระบบตลาดให้มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสันบสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุล โดยสร้างการเจริญเติบโต จากการค้าภายในควบคู่กับการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จึงได้จัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ปี 2553 ประกอบด้วย 4 โครงการย่อย 1.โครงการธงฟ้ามหาชน 2.โครงการพัฒนาและส่งเสริมศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) 3.โครงการส่งเสริมตลาดสดสีฟ้า (Blue Fresh Mart) 4.โครงการพัฒนารูปแบบการค้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพ

ด้าน นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีปัญหาราคาไข่ไก่และแนวทางแก้ไขว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่เกิดจากปัญหาผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาดในระยะเร่งด่วน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยด้านการตลาดมีการขยายตลาดลองรับผลผลิตไขไก่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ได้รณรงค์ให้มีการเพิ่มการบริโภคไขไก่ ผ่านกระทรวงที่กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดกว้างขวาง ที่สามารถรณรงค์ให้มีการเพิ่มการบริโภคไข่ไก่จำนวนมาก ซึ่งประกอบด้วยกระทรวงพาณิชย์มีการประสานเชื่อมโยงการจำหน่ายให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่นำผลผลิตไปจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ในสถานที่ราชการและแหล่งชุมชน รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายไข่ไก่ภายใต้ Farm Outlet ที่จัดภายในงานธงฟ้า รวมทั้งเพื่อรณรงค์เชิญชวนให้มีการบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้น ซึ่งกระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด อาทิ กองทัพ เรือนจำ โรงพยาบาล และโรงเรียน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เลี้ยงไกไข่ โดยรับซื้อไขไก่จากเกษตรกรผู้เลี้ยงไกไข่โดยตรง ในราคา ณ แหล่งผลิตตามภาวะตลาด เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน ภายในช่วงเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธุ์ 2553 เพื่อให้เกษตรกรสามารถระบายไข่ไก่ส่วนเกินได้อย่างน้อย จำนวนวันละ 1,000,000 ฟอง โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานกลางในการประสานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานราชการกับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่

ส่วนในด้านการผลิตจะเร่งรัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 ให้ลดกำลังการผลิต โดยขอความร่วมมือผู้ผลิตไก่ไข่พันธุ์ และผู้เลี้ยงไก่ไข่ขนาด 100,000 ตัวขึ้นไป ชะลอการนำลูกไก่เข้าเลี้ยงและปลดแม่ไก่ยืนกรงเร็วขึ้นก่อนอายุการปลดปกติที่ 78 สัปดาห์

ขณะที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.เห็นชอบให้พนักงานมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ 13 แห่ง ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ตามแนวทางระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2551 ซึ่งมหาวิทยาลัย 13 แห่งได้แก่ 1.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.มหาวิทยาลัยมหิดล 3.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 4.มหาวิทยาลัยบูรพา 5.มหาวิทยาลัยทักษิณ 6.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าพระนครเหนือ 7.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 8.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 9.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 10.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 11.มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง รวมถึงมหาวิทยาลัยสงฆ์อีก 2แห่ง คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหามงกุฏราชวิทยาลัย ได้รับการจัดสรรเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวตามแนวทางระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ.2551ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

“ค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ที่เห็นชอบให้ใช้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553 รายการเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายบุคลากรของแต่ละมหาวิทยาลัยที่ได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้แล้ว ส่วนปีงบประมาณต่อๆ ไป ให้มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐทั้ง 13 แห่ง เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป” นพ.ภูมินทร์ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติโครงการผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอทั้ง 3 ข้อ 1.ให้ย้ายเปลี่ยนแปลงนักศึกษาทั้ง 10 ราย ที่มีผลการเรียนไม่ผ่าน ไม่สามารถศึกษาต่อในสาขาพยาบาลศาสตรบัณฑิตได้ จากหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต หลักสูตร 4 ปี มาศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาธารณสุขศาสตร์ (สาธารณสุขชุมชน) หลักสูตร 2ปีแทน 2.ให้นักศึกษาทั้ง 10 ราย ยังคงได้รับสิทธิ์การบรรจุเข้ารับราชการหลังสำเร็จการศึกษาเหมือนเดิม 3.ให้ใช้งบประมาณจากโครงการเดิมตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 เพื่อเป็นค่าอุดหนุนการศึกษา

สำหรับนักศึกษาทั้ง 10ราย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ได้ดำเนินโครงการผลิตพยาบาลวิชาชีพเพิ่มเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อผลิตพยาบาลวิชาชีพ ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา แต่จากการประเมินผลการศึกษาของนักศึกษาทั้ง 3,000 คน พบว่า มีนักศึกษา จำนวน 10 คน มีผลการเรียนไม่ผ่าน ไม่สามารถศึกษาต่อในสาขาพยาบาลศาสตรบัณฑิต (4 ปี) ได้ และเนื่องจากเงื่อนไขนักศึกษาในโครงการดังกล่าวว่าจะต้องกลับไปภูมิลำเนาและต้องได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ หากไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์อาจจะทำให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในบริบทของตัวนักศึกษา ด้านครอบครัวและชุมชน กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยให้นักศึกษาย้ายไปเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงสาธารณสุขศาสตร์ (สาธารณสุขชุมชน) หลักสูตร 2 ปีแทน