xs
xsm
sm
md
lg

ประชุม กสทช. ไม่ล่ม เพราะยังไม่เริ่ม ประธานหันพึ่งนายกฯ ช่วยจบปัญหา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ประชุม กสทช. ไม่ล่ม เพราะยังไม่เริ่ม! 3 กรรมการลุกออกก่อนประธานนั่ง ปมสถานะร้อนถึงนายกรัฐมนตรี ฝ่ายประธานส่งหนังสือขอความเป็นธรรม บอร์ดเล็งยื่นร่วม ขณะที่นายกฯ ยังเงียบ

เมื่อวันที่ 6 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยังคงไม่มีทางออก หลังกรรมการ กสทช. 3 ท่าน ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย เดินออกจากห้องทันทีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินทางมาถึง โดยประธานยังไม่ทันนั่งประจำที่และยังไม่มีการเปิดประชุมอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงยังไม่ควรเรียกว่า "การประชุมล่ม" เพราะกระบวนการประชุมยังไม่เริ่มต้นขึ้น

ประเด็นสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเดินออกจากห้องประชุม แต่ขยายไปสู่การทำหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้มีบทบาทคลี่คลายปัญหา โดยขณะนี้ปรากฏความเคลื่อนไหวอย่างน้อย 3 ทาง ได้แก่ ฝ่าย 3 กรรมการ กสทช. ที่กำลังพิจารณาจัดทำหนังสือร่วมกันในนามกรรมการที่เหลือ

ขณะที่ ฝ่ายประธาน กสทช. ยืนยันว่าได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมแล้วตั้งแต่สัปดาห์ก่อน และข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ สร.ทช. ที่ต้องการให้สำนักงาน กสทช. แจ้งมติคณะกรรมการสรรหาต่อนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ

ลำดับเหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.18 น. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เดินเข้าห้องประชุม ต่อมาเวลา 09.25 น. พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช เดินทางเข้าห้องประชุม กระทั่งเวลา 09.30 น. ศ.คลินิก นพ.สรณ เดินเข้ามาภายในห้อง แต่ยังไม่ทันนั่ง กรรมการทั้ง 3 ท่านได้เดินออกจากห้องและลงไปแถลงข่าวบริเวณชั้นล่างทันที

สำหรับกรรมการที่ไม่ได้อยู่ภายในห้องประชุม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ ลาป่วย ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ลากิจ และ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อกรรมการ 3 ท่านเดินออกจากห้อง จึงไม่เกิดกระบวนการเปิดประชุมและพิจารณาระเบียบวาระตามที่กำหนดไว้

หลังเดินออกจากห้อง กรรมการทั้ง 3 ท่านแถลงจุดยืนว่า สาเหตุไม่ได้เกิดจากความประสงค์ขัดขวางการประชุม แต่เกิดจากข้อกังวลทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของประธาน กสทช. ภายหลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีคำวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติ โดยฝ่ายกรรมการเห็นว่า เมื่อได้รับทราบคำวินิจฉัยแล้ว การเข้าร่วมประชุมและลงมติร่วมกับบุคคลที่ถูกวินิจฉัยว่าสละสิทธิ์ อาจทำให้มติที่เกิดขึ้นไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย และอาจนำไปสู่ความรับผิดทั้งทางปกครองและอาญา

"ผมไม่สามารถที่จะร่วมประชุมกับผู้ที่สละสิทธิ์ และมีคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. การร่วมประชุม การลงมติใดๆ มตินั้นย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย และอาจจะมีความผิดอย่างร้ายแรง ทั้งทางอาญาและทางปกครอง" พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การวอล์กเอาต์หลังเปิดประชุม เพราะทั้งหมดยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่ในที่ประชุม โดยเห็นว่าไม่มีหลักกฎหมายคุ้มครองหากเข้าร่วมพิจารณาและลงมติแล้วเกิดปัญหาความชอบด้วยกฎหมายตามมาภายหลัง อีกทั้งความเสียหายจากมติที่อาจมีปัญหาจะกระทบมากกว่าการรอความชัดเจนในขณะนี้

สำหรับข้อกังวลของประธาน กสทช. ว่าหากยุติการปฏิบัติหน้าที่แล้วอาจถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ยกกรณีอดีตกรรมการ กสทช. ซึ่งยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันทีหลังมีคำพิพากษาถึงที่สุด แม้พระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งจะออกภายหลังประมาณ 9 เดือน โดยระบุว่า กรณีดังกล่าวไม่ปรากฏปัญหาความผิดตามมาตรา 157 และกรรมการที่เหลือยังสามารถดำเนินงานต่อได้

ขณะเดียวกัน กรรมการยังชี้แจงข้อโต้แย้งของประธานที่ระบุว่า หากไม่มีประธานแล้วจะไม่มีผู้ทำหน้าที่แทน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้ารับการผ่าตัดและไม่สามารถเป็นประธานในที่ประชุมได้ ซึ่งกรรมการที่เหลือเคยเลือก รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน และการประชุมยังดำเนินต่อไปได้


อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาเรื่องการควบรวมกิจการ AIS กับ 3BB เมื่อประธานไม่ได้ทำหน้าที่ในวาระดังกล่าว ที่ประชุมได้เลือก พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน จึงเป็นตัวอย่างว่ากรรมการสามารถเลือกประธานเป็นรายครั้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตำแหน่งประธาน กสทช. อย่างถาวร

ส่วนข้อกังวลว่า หากประธานไม่ปฏิบัติหน้าที่จะไม่มีผู้ลงนามในประกาศ ใบอนุญาต หรือเอกสารราชการ ฝ่ายกรรมการ 3 ท่าน อ้างถึงแนวปฏิบัติในอดีตที่กรรมการ กสทช. เคยมีมติมอบหมายให้กรรมการท่านอื่นลงนามแทนประธาน และเคยมีผู้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่าคณะกรรมการสามารถมอบหมายให้กรรมการรายอื่นดำเนินการได้

ดังนั้น จึงเสนอแนวทางให้กรรมการซึ่งไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายประชุมร่วมกัน และเลือกกรรมการท่านหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมเป็นครั้งๆ ไป เพื่อพิจารณาวาระที่ค้างอยู่ โดยยืนยันว่า พร้อมทำงานทั้งในรูปแบบกรรมการ 6 ท่าน หรือกรรมการครบ 7 ท่าน หากมีข้อยุติและมติที่ชัดเจนร่วมกัน

ทั้งนี้ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าวว่า มีหนังสือจากหลายภาคส่วนส่งตรงมายัง กสทช. ทั้งจากสภาองค์กรของผู้บริโภคและสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ซึ่งต้องการความชัดเจนเรื่องสถานะของประธานและต้องการให้งานกำกับดูแลเดินหน้าต่อ เนื่องจากความล่าช้ากระทบทั้งภาคอุตสาหกรรมและผู้บริโภค

แนวทางหนึ่งคือให้กรรมการ 6 ท่านซึ่งไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมาย เลือกประธานในที่ประชุมขึ้นมาทำหน้าที่แทน โดยขอให้ประธานและสำนักงาน กสทช. สนับสนุนการทำงานในรูปแบบองค์กรกลุ่ม ไม่ยึดโยงการดำเนินงานทั้งหมดไว้กับบุคคลเพียงคนเดียว

"ควรจะให้งานเดิน เพราะทุกอย่างมันกระทบกับอุตสาหกรรม กระทบกับผู้บริโภค ใน 6 คนที่เหลืออยู่ ที่มีสถานภาพทางกฎหมายไม่เป็นที่สงสัย ก็ให้เลือกประธานคนหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมแทน" ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง กล่าว

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ การทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เข้ามามีบทบาทปลดล็อกปัญหา โดยกรรมการระบุว่า หากจะทำหนังสือ ไม่ควรเป็นหนังสือของกรรมการเพียง 3 ท่าน แต่ควรหารือและดำเนินการร่วมกันในนามกรรมการ 6 ท่าน เพื่อสะท้อนมติหรือความเห็นขององค์กรกลุ่ม

"ถ้าจะทำก็ต้องทำทุกคนแหละ ไม่ใช่เรา 3 คน แต่ถ้าเรา 6 คนทำ ก็ทำด้วยกันได้" รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช กล่าว

ขณะเดียวกัน กรรมการทั้ง 3 คนเห็นว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามมาตรา 5 ควรดำเนินการในส่วนที่อยู่ในอำนาจให้เกิดความชัดเจน หากมีข้อขัดข้องทางกฎหมายจนคณะกรรมการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อให้กรรมการทราบแนวทางการทำงานโดยไม่เสี่ยงต่อความรับผิดในภายหลัง พร้อมยืนยันว่า จะกลับเข้าปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อมีความชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในนามกรรมการที่เหลือยังไม่มีข้อสรุป ฝ่ายกรรมการอธิบายว่า มีความเห็นอยู่ 2 ด้าน ด้านหนึ่งมองว่า กสทช. เป็นองค์กรอิสระ จึงต้องระมัดระวังไม่ให้การขอให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาดำเนินการถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารแทรกแซง ขณะที่อีกด้านเห็นว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายและอาจมีหน้าที่ช่วยทำให้เกิดความชัดเจน

กรรมการจึงยังต้องหารือว่าแนวทางใดเหมาะสม โดยต้องการให้กรรมการที่เหลือทุกท่านมีส่วนร่วมก่อนตัดสินใจว่าจะจัดทำหนังสือหรือเข้าพบนายกรัฐมนตรีหรือไม่


ภายหลังการแถลงข่าว กรรมการทั้ง 3 ท่านได้รับหนังสือเปิดผนึกจาก สร.ทช. ลงวันที่ 6 ส.ค.69 ซึ่งขอให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. และขอให้กรรมการที่เหลือดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้งานกำกับดูแลขององค์กรต้องหยุดชะงัก

สาระสำคัญของหนังสือมี 3 ข้อ ข้อแรก ขอให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. โดยทันที โดย สร.ทช. อ้างถึงมติเป็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการสรรหาที่เห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และมาตรา 18 และถือว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช.

ข้อที่ 2 ขอให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือจัดประชุมเพื่อเลือกประธานในที่ประชุมหรือผู้ทำหน้าที่ประธาน เพื่อให้งานด้านการกำกับดูแล การประชุม การพิจารณาวาระ และการติดตามภารกิจของ กสทช. สามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

ข้อที่ 3 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี คือขอให้กรรมการที่เหลือพิจารณามีคำสั่งให้เลขาธิการ กสทช. แจ้งมติของคณะกรรมการสรรหาต่อนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามกระบวนการนำความกราบบังคมทูลให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ตามที่ สร.ทช. อ้างถึงบทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสอง

หนังสือของ สร.ทช. ยังกล่าวถึงการที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้าร่วมการประชุม กสทช. ครั้งที่ 22/2569 เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังคณะกรรมการสรรหามีมติเกี่ยวกับคุณสมบัติ โดยระบุว่าการปฏิเสธมติและเข้าร่วมประชุมต่ออาจสร้างข้อกังวลต่อความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนความสมบูรณ์ของมติที่เกี่ยวข้องกับผู้รับใบอนุญาตและผู้บริโภค

สร.ทช. ยังแสดงความกังวลต่อบทบาทด้านการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงความล่าช้าในการจัดทำแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 ซึ่งมีความสำคัญต่อทิศทางอุตสาหกรรมก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ดิจิทัลจะหมดอายุในปี 2572 โดยเห็นว่าความล่าช้าทำให้อุตสาหกรรมสื่ออยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อสิทธิและประโยชน์ของประชาชน

ด้านกรรมการที่ออกจากห้องประชุมยังโต้ข้อกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุทำให้วาระสำคัญค้างสะสม โดยระบุว่า ปัญหาวาระค้างเกิดขึ้นมานาน 2-3 ปีแล้ว และมีการทักท้วงทั้งในที่ประชุมและทำหนังสืออย่างเป็นทางการแทบทุก 3 เดือน แต่จำนวนวาระสะสมไม่ได้ลดลง วาระสำคัญที่ยังรอการพิจารณา ได้แก่ โรดแมปทีวีดิจิทัล แนวทางกำกับดูแลบริการ OTT และข้อกำหนดเกี่ยวกับการแสดงไอคอนช่องทีวีดิจิทัลบนหน้าแรกของสมาร์ททีวี ซึ่งฝ่ายกรรมการเห็นว่ามีผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ยังระบุว่า ตามระเบียบการประชุม ประธาน กสทช. เป็นผู้มีอำนาจสลับและบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณา ขณะที่กรรมการรายอื่นทำได้เพียงส่งหนังสือขอให้พิจารณาวาระเร่งด่วน การนำวาระใดขึ้นพิจารณาจึงขึ้นอยู่กับประธานเป็นหลัก

ถัดมาเวลา 10.00 น. ศ.คลินิก นพ.สรณ พร้อมด้วยนายไตรรัตน์ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวอีกด้านหนึ่ง โดยประธาน กสทช. ยืนยันว่าเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เพราะยังไม่มีเหตุหรือคำสั่งใดให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมประกาศว่าไม่ยอมรับอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในกรณีดังกล่าว

ศ.คลินิก นพ.สรณระบุว่า กรรมการ 3 ท่านเข้ามาภายในห้องและทักทายกันตามปกติ ก่อนจะเดินออกไป ทั้งที่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ พร้อมขอให้กลับมาพิจารณาวาระเร่งด่วนจำนวน 44 วาระ ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบ ข้อบังคับและประกาศที่เกี่ยวข้อง

"วันนี้ผมก็มาประชุม กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เพราะว่าไม่มีเหตุใดที่ทำให้ผมต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ผมก็ไม่ได้ยอมรับอำนาจของกรรมการสรรหา ไม่มีใครสั่งให้ผมหยุดปฏิบัติหน้าที่" ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าว


เมื่อถูกถามถึงแนวทางที่ประธานอาจไม่เข้าห้องประชุม และเปิดให้กรรมการที่เหลือเลือกประธานในที่ประชุมแทน ศ.คลินิก นพ.สรณตอบว่า การเข้าประชุมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการ โดยคะแนนของประธานเป็นเพียงหนึ่งเสียง ไม่ใช่เสียงตัดสิน จึงเห็นว่าควรมีสิทธิเข้าร่วมพิจารณาวาระต่างๆ

ส่วนข้อเสนอให้กรรมการทั้ง 7 ท่านหารือนอกรอบเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับสถานะของประธาน ศ.คลินิก นพ.สรณไม่เห็นด้วย โดยตั้งคำถามว่าไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจคณะกรรมการลงมติให้ประธานหยุดปฏิบัติหน้าที่ และมองว่าการรวมกลุ่มหารือก่อนการประชุมอาจเข้าข่ายตกลงกันล่วงหน้า

"ลงมติ มันมีกฎหมายไหนให้ลงมติ มันหารือนอกรอบมันก็เท่ากับฮั้วกัน ถ้าลงมติ มันมีกฎหมายไหม บอกว่าให้ประธานหยุดปฏิบัติหน้าที่" ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าว

ประเด็นสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประธานจะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ศ.คลินิก นพ.สรณเปิดเผยว่า ได้ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่สัปดาห์ก่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม พร้อมยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดและปฏิบัติตามกฎหมาย

ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังระบุว่า ได้ส่งหลักฐานการลาออกให้ประธานวุฒิสภาแล้ว และอ้างถึงคำอธิบายทางกฎหมายว่า การสละสิทธิ์ต้องเกิดขึ้นก่อนนายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล ไม่ใช่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

"ก็คือเรียกร้องความเป็นธรรมให้ในหลายๆ กรณี ทำไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมั้ง ทำไปแล้ว ถึงไหม ไม่ทราบเหมือนกัน ท่านคงรับมั้ง" ศ.คลินิก นพ.สรณ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประธานไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดในหนังสือว่าเสนอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการอย่างไร หรือขอให้หน่วยงานใดตรวจสอบเพิ่มเติม เพียงยืนยันว่าเป็นการร้องขอความเป็นธรรมจากกรณีที่เกิดขึ้น

ศ.คลินิก นพ.สรณยังปฏิเสธข้อเสนอให้ "ถอยครึ่งก้าว" โดยระบุว่าได้ปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว 4 ปี 4 เดือนและยังเชื่อว่าไม่ได้กระทำความผิด อีกทั้งเรื่องสถานะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว จึงขอให้กรรมการกลับเข้าสู่ห้องประชุมและพิจารณาทุกเรื่องอย่างเป็นทางการ ไม่ใช้การหารือนอกรอบ


เมื่อถูกถามว่า หากกรรมการกลับเข้าห้องประชุม ประธานสามารถงดออกเสียงเพื่อคลายข้อกังวลเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของมติได้หรือไม่ ศ.คลินิก นพ.สรณตอบว่าเป็นแนวทางที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยย้ำว่าขอเพียงทุกท่านเข้าร่วมประชุมก่อน

"ผมเป็นเสียงหนึ่ง มันไม่ได้มีผลโมฆะ เสียงผมอาจจะไม่นับ ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ขอให้เข้าร่วมประชุม" ศ.คลินิก นพ.สรณกล่าว

สถานการณ์จึงกลายเป็นทางตันที่แต่ละฝ่ายต่างอ้างการปฏิบัติตามกฎหมาย ฝ่ายกรรมการเห็นว่าการเข้าร่วมประชุมกับประธานในสถานะปัจจุบันอาจสร้างความเสี่ยงต่อมติและผู้ที่ร่วมลงมติ ส่วนประธานเห็นว่า ยังไม่มีคำสั่งตามกฎหมายให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และการไม่เข้าร่วมประชุมทำให้ภารกิจขององค์กรไม่สามารถเดินหน้าได้

ขณะเดียวกัน หนังสือถึงนายกรัฐมนตรีกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายประธานส่งหนังสือขอความเป็นธรรมไปแล้ว ฝ่ายกรรมการกำลังพิจารณาว่าจะทำหนังสือร่วมกันในนามกรรมการ 6 ท่านหรือไม่ ขณะที่ สร.ทช. ต้องการให้สำนักงาน กสทช. แจ้งมติคณะกรรมการสรรหาต่อนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

ส่วนกำหนดการประชุมครั้งต่อไปยังคงเป็นวันที่ 11 และ 13 ส.ค.69 โดยยังต้องติดตามว่า ก่อนถึงวันดังกล่าวจะมีคำตอบจากนายกรัฐมนตรี หน่วยงานทางกฎหมาย หรือเกิดข้อตกลงภายในคณะกรรมการ กสทช. หรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สรุปม้วนเดียวจบ กสทช. วงแตกซ้ำ ปมประธานค้าง-ไทยคม 4 กลายเป็นวาระร้อน
3 บอร์ดไม่ร่วมวง กสทช. หาก 'หมอสรณ' นั่งประธาน ชี้มติเสี่ยงเพิกถอน
'กสทช.' นัดถกพรุ่งนี้ ปัดครหาใช้วาระเร่งด่วนเป็นตัวประกัน
สภาผู้บริโภคทวงเก้าอี้ ประธาน กสทช. จี้ 'หมอสรณ' วางมือ ตั้งประธานใหม่ กู้วิกฤตบอร์ด
◉ 'กสทช.' วงแตกซ้ำซาก 'หมอสรณ' ยังฝืนนั่งหัวโต๊ะ ขอกรรมการร่วมเคลียร์วาระค้าง