xs
xsm
sm
md
lg

3 บอร์ดไม่ร่วมวง กสทช. หาก 'หมอสรณ' นั่งประธาน ชี้มติเสี่ยงเพิกถอน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



3 กรรมการปิดประตูร่วมประชุม กสทช. ที่ 'หมอสรณ' นั่งประธาน ย้ำคำวินิจฉัยสละสิทธิมีผลผูกพัน พร้อมทำงานกับ 6 กรรมการ เตือนมติเสี่ยงถูกเพิกถอน-อาจพัวพันมาตรา 157 ตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.69 ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ และพลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง ออกความเห็นทางกฎหมาย โดยมีจุดยืนสอดคล้องกันว่า ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุม กสทช. ที่มี ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ทำหน้าที่ประธานได้ หลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 23 ก.ค.69 ด้วยมติเอกฉันท์ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งสองคนยืนยันว่า พร้อมปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมประชุมกับกรรมการ กสทช. ที่เหลืออีก 6 คน เพื่อให้งานของ กสทช. เดินหน้าต่อไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่อาจยอมรับการประชุมหรือการสั่งการที่มีบุคคลซึ่งถูกวินิจฉัยว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งทำหน้าที่ประธาน เนื่องจากอาจทำให้องค์ประชุม การลงมติ และคำสั่งที่ออกมาถูกโต้แย้งหรือเพิกถอนในภายหลัง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังสำนักงาน กสทช. มีหนังสือยืนยันการจัดประชุม โดยระบุว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. พร้อมให้เหตุผลว่า มาตรา 18 ไม่ใช่เหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 และหากเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 (4) หรือ (5) จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งก่อน นอกจากนี้ สำนักงาน กสทช. ยังเห็นว่า หากมีกรรมการเข้าประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ที่ประชุมจะไม่สามารถมีมติในฐานะ กสทช. ได้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่รัฐและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ให้ความเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำวินิจฉัยขององค์กรที่มีอำนาจโดยตรงตามกฎหมายในการวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครหรือผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ กสทช. อีกทั้งมาตรา 15/1 ของกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุด จึงมีผลผูกพันให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ ต้องสละสิทธิจากการเป็นกรรมการ กสทช. และไม่มีองค์กรอื่นนอกจากศาลปกครองที่จะทบทวนหรือลบล้างผลแห่งคำวินิจฉัยได้

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ระบุว่า สำนักงาน กสทช. และกรรมการ กสทช. ทุกคนได้รับทราบผลคำวินิจฉัยดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 22/2569 เมื่อวันที่ 27 ก.ค.69 ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงยืนยันปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม รวมถึงออกคำสั่งต่างๆ โดยไม่ยอมรับผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยที่เป็นที่สุด

ขณะเดียวกัน การที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนคำวินิจฉัยหรือมติของคณะกรรมการสรรหา พร้อมยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อขอให้ศาลอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ระหว่างการพิจารณาคดีนั้น ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เห็นว่า สะท้อนให้เห็นว่าผู้ยื่นคำร้องรับทราบถึงผลทางกฎหมายของมติคณะกรรมการสรรหาที่มีผลเป็นที่สุดแล้ว เพราะหากยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ระหว่างคดี

นอกจากนี้ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามคำวินิจฉัยว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งมาตั้งแต่ต้น ในทางกฎหมายจึงต้องถือว่าไม่มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่แรก ส่งผลให้คำสั่งแต่งตั้งเฉพาะในส่วนของบุคคลดังกล่าวมีข้อบกพร่องอย่างร้ายแรง และต้องถือเสมือนว่าไม่เคยมีการออกคำสั่งแต่งตั้งมาก่อน ซึ่งเป็นไปตามบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.255/2565

สำหรับการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง อ้างถึงมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งวางหลักว่า การใดที่เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติไปก่อนที่จะรู้ถึงข้อบกพร่องในคุณสมบัติหรือการแต่งตั้ง ย่อมไม่เสียไปและยังคงมีผลสมบูรณ์ อย่างไรก็ดี เมื่อ กสทช. เป็นองค์กรของรัฐตามมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ประกอบ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กสทช. จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม ตามมาตรา 3 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น นับตั้งแต่คำวินิจฉัยถูกส่งให้กรรมการ กสทช. รวมถึง ศ.คลินิก นพ.สรณ รับทราบอย่างสมบูรณ์แล้ว การกระทำหรือการปฏิบัติหน้าที่หลังจากนั้นย่อมไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกับการกระทำก่อนรับทราบข้อบกพร่อง และอาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง จึงไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช. ต่อไป


ส่วนแนวทางเดินหน้าขององค์กร ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เสนอว่า กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ควรร่วมกันดำเนินงานให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เปิดเผย โปร่งใส และไม่กระทบต่อความสมบูรณ์หรือความชอบด้วยกฎหมายของภารกิจ โดยดำเนินการตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยเฉพาะมาตรา 20 วรรคสาม วรรคห้า และวรรคหก เพื่อให้องค์กรสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง จึงยืนยันว่า ไม่สามารถเข้าร่วมพิจารณาเรื่องใดร่วมกับ ศ.คลินิก นพ.สรณ ในฐานะประธานที่ประชุม และไม่อาจยอมรับคำสั่งของบุคคลดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง โดยย้ำว่าจุดยืนดังกล่าวไม่ใช่การละทิ้งหรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ แต่เป็นการใช้ความระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้การประชุมและมติของ กสทช. เสี่ยงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนอาจสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมและประโยชน์สาธารณะอย่างร้ายแรง

พร้อมกันนี้ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ยืนยันว่า การเผยแพร่ความเห็นทางกฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นการกระทำโดยสุจริตในฐานะกรรมการ กสทช. ไม่มีเจตนาเป็นปฏิปักษ์ต่อบุคคลใดเป็นการส่วนตัว และหากต่อไปศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใด ก็พร้อมยอมรับและปฏิบัติตามทุกประการ

ในส่วนของพลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ เห็นสอดคล้องกันว่า คณะกรรมการสรรหาเป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว โดยเป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 เรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 และแนววินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิม คำวินิจฉัยจึงมีผลเป็นที่สุด และมีเพียงศาลปกครองเท่านั้นที่จะทบทวนหรือลบล้างได้

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ยังระบุว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา รวมทั้งยกคำขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยเร่งด่วนของ ศ.คลินิก นพ.สรณ แล้ว จึงยังไม่มีคำสั่งศาลใดระงับผลบังคับของคำวินิจฉัยดังกล่าว

อีกทั้ง คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหายังมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และย่อมมีผลใช้บังคับตราบเท่าที่ยังไม่ถูกเพิกถอนหรือสิ้นผลลงตามเงื่อนเวลาหรือเหตุอื่นตามมาตรา 42 ดังนั้น ในมุมมองของพลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ จึงต้องถือว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิและไม่มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่กรณีพ้นจากตำแหน่งตามที่สำนักงาน กสทช. กล่าวอ้าง

นอกจากนั้น พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์เห็นว่า สำนักงาน กสทช. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามผลแห่งคำวินิจฉัย เนื่องจากมาตรา 3 วรรคสองของรัฐธรรมนูญกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม จึงไม่สามารถเลือกปฏิบัติหรือดำเนินการเป็นอย่างอื่นได้

ส่วนการจัดประชุมและลงมตินั้น มาตรา 23 วรรคหนึ่งของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้เป็นไปตามระเบียบที่ กสทช. กำหนด โดยการนับองค์ประชุม การทำหน้าที่ประธาน และการลงมติ ต้องดำเนินการโดยบุคคลที่มีสถานะชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หากบุคคลซึ่งถูกถือว่าไม่มีสถานะเป็นกรรมการเข้าร่วมประชุม อาจทำให้องค์ประชุมและมติของ กสทช. มีข้อบกพร่อง ถูกโต้แย้ง หรือถูกเพิกถอนภายหลัง และอาจสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง ตลอดจนประโยชน์สาธารณะ

สำหรับกรณีที่สำนักงาน กสทช. กล่าวอ้างว่าต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งก่อน พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์เห็นว่า ไม่สอดคล้องกับกรณีของ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. ซึ่งเคยถูกวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้าม โดยขณะนั้นทั้ง น.ส.สุภิญญา และสำนักงาน กสทช. ไม่ได้กล่าวอ้างถึงพระบรมราชโองการ และได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อมีคำวินิจฉัยอันเป็นที่สุด

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ย้ำว่า การไม่เข้าร่วมประชุมในลักษณะดังกล่าวไม่ใช่การละทิ้งหรือหลีกเลี่ยงหน้าที่ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้การประชุมและมติของ กสทช. ตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมาย พร้อมยืนยันความพร้อมเข้าร่วมประชุมกับกรรมการที่เหลืออีก 6 คน เพื่อให้งานของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ดำเนินต่อไปได้

อย่างไรก็ดี พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า หากผู้บริหารสำนักงาน กสทช. และ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงยืนยันจัดประชุม ทั้งที่รับทราบคำวินิจฉัยเรื่องการสละสิทธิแล้ว จนเป็นเหตุให้กรรมการคนอื่นไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อาจเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 ประกอบมาตรา 83 รวมถึงอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ทั้งนี้ ข้อสังเกตดังกล่าวยังเป็นเพียงความเห็นทางกฎหมาย ส่วนการวินิจฉัยว่ามีความผิดหรือไม่เป็นอำนาจของหน่วยงานและกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สรุปม้วนเดียวจบ กสทช. วงแตกซ้ำ ปมประธานค้าง-ไทยคม 4 กลายเป็นวาระร้อน
'กสทช.' นัดถกพรุ่งนี้ ปัดครหาใช้วาระเร่งด่วนเป็นตัวประกัน
สภาผู้บริโภคทวงเก้าอี้ ประธาน กสทช. จี้ 'หมอสรณ' วางมือ ตั้งประธานใหม่ กู้วิกฤตบอร์ด
'กสทช.' วงแตกซ้ำซาก 'หมอสรณ' ยังฝืนนั่งหัวโต๊ะ ขอกรรมการร่วมเคลียร์วาระค้าง