เจ้าคุณพิพิธแต่งกลอน 'สอง ช สองนก' ถกสนั่น สะท้อนศึก TH-AI Passport 'รักชนก' เปิดปม TOR ล็อกสเปก 'ดีอี' ยันคุ้มค่า-ปรับจ่ายตามใช้จริง 'แพลน บี' ปัดเอี่ยวโครงการ
พระเทพปฏิภาณวาที หรือเจ้าคุณพิพิธ วัดสุทัศน์ โพสต์บทกวีผ่านเฟซบุ๊กเพจ เจ้าคุณพิพิธ Jaokhunphiphit-พระเทพปฏิภาณวาที สะท้อนกระแสร้อนทางการเมืองรอบ โครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท หลังโครงการดังกล่าวถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทั้งในประเด็นความคุ้มค่า การจัดทำ TOR การจัดซื้อจัดจ้าง และข้อกังขาเรื่องการล็อกสเปก
บทกวีดังกล่าวใช้ถ้อยคำเปรียบเปรยถึง "สอง ช" และ "สองนก" ที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดในสนามการเมือง โดยตอนหนึ่งระบุว่า "สองนกเขาถกกัน ดังสนั่นลั่นการเมือง ต่างนกต่างก็เฟื่อง ลั่นลือเลื่องในหลักการ" ก่อนขยายความถึงฝ่ายหนึ่งที่เป็นผู้หญิง กล้าเปิดข้อมูล และอีกฝ่ายที่เป็นผู้บริหารด้านดีอี พร้อมทิ้งท้ายให้สังคมจับตาว่า ท้ายที่สุดใครจะเป็นฝ่ายได้คำตอบในศึกครั้งนี้
การเคลื่อนไหวของเจ้าคุณพิพิธ ทำให้ประเด็น TH-AI Passport ไม่ได้หยุดอยู่เพียงข้อถกเถียงด้านเทคนิคหรือการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น หากแต่ขยายเป็นประเด็นการเมืองที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะบทกวีดังกล่าวสะท้อนภาพการปะทะกันระหว่างฝ่ายตรวจสอบกับฝ่ายบริหารโครงการอย่างชัดเจน
◉ 'รักชนก' เปิดปมล็อกสเปก TOR
ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งข้อสังเกตอย่างหนักต่อโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่า ประเด็นหลักไม่ใช่การถกเถียงว่า AI มีประโยชน์หรือไม่ เพราะทุกฝ่ายรู้ดีว่า AI เป็นเทคโนโลยีสำคัญต่ออนาคตประเทศ และหากประชาชนได้ใช้ AI แบบโปร ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และการทำงาน
อย่างไรก็ตาม น.ส.รักชนกย้ำว่า ประเด็นใหญ่ของโครงการนี้คือ เหตุใดกระทรวงดีอีจึงเขียน TOR โดยเฉพาะส่วนประชาสัมพันธ์ไว้อย่างละเอียดและเฉพาะเจาะจง ทั้งที่เป็นโครงการเกี่ยวกับ AI แต่กลับมีการกำหนดเงื่อนไขด้านสื่อโฆษณาไว้อย่างลึก
"TOR ในส่วนประชาสัมพันธ์กำหนดให้ต้องเป็นบริษัทที่มีจอดิจิทัลหรือจอบิลบอร์ดทั่วประเทศ รวมถึงมีจอในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำให้ผู้เข้าเกณฑ์มีเพียงไม่กี่ราย จึงเกิดข้อสงสัยว่าเป็นการเปิดการแข่งขันจริง หรือเป็นการเขียนสเปกที่ทำให้ผู้มีโอกาสได้รับงานแคบลงตั้งแต่ต้น" น.ส.รักชนกกล่าว
◉ เทียบ TOR เหมือนก๊อปวาง
น.ส.รักชนกยังนำ TOR ของโครงการ TH-AI Passport ไปเปรียบเทียบกับโครงการ National Credit Bank ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยระบุว่า เงื่อนไขด้านประชาสัมพันธ์ของทั้งสองโครงการมีลักษณะคล้ายกันมาก จนแทบเหมือนการก๊อปวาง และเปลี่ยนเพียงบางถ้อยคำ เช่น จากคำว่าจอ เป็นจุดเท่านั้น
ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า ทั้ง 2 โครงการมีลักษณะและกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกัน แต่กลับมีเงื่อนไขประชาสัมพันธ์ที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก โดยเฉพาะในโครงการ National Credit Bank ซึ่งมีการกำหนดรายละเอียดถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งที่โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับระบบสะสมหน่วยกิตของนักศึกษา จึงเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องเจาะจงพื้นที่โฆษณาลักษณะนั้น
น.ส.รักชนกมองว่า การเขียน TOR ลักษณะนี้อาจสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการจัดซื้อจัดจ้างด้านเทคโนโลยีและประชาสัมพันธ์ เพราะอาจทำให้บริษัทบางกลุ่มได้เปรียบตั้งแต่ต้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นถูกจำกัดโอกาสในการแข่งขัน
◉ ชี้ช่องยกเลิกสัญญาได้
น.ส.รักชนกระบุเพิ่มเติมว่า TOR ของโครงการ TH-AI Passport มีเงื่อนไขที่เปิดช่องให้กระทรวงดีอียกเลิกสัญญาได้ หากเห็นว่าโครงการกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมย้ำว่า หากกระทรวงยังเดินหน้าเปิดลงทะเบียนโดยไม่คลี่คลายข้อสงสัย โดยจะนำเรื่องไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
"หากโครงการเดินหน้าต่อทั้งที่ยังมีข้อกังขา อาจกลายเป็นโครงการที่กระทบต่ออนาคตของแวดวงไอทีไทย เพราะข้อกำหนดที่ถูกตั้งข้อสังเกตอาจล็อกผู้ชนะไว้ให้กับคนในเครือข่าย และทำให้ผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายอื่นเสียโอกาส" น.ส.รักชนกกล่าว
นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณเตรียมหารือร่วมกับคณะกรรมาธิการกฎหมายในวันที่ 18 มิ.ย.69 โดยจะเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี คณะผู้ยกร่าง TOR รวมถึง ป.ป.ช. และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าชี้แจง เพื่อแสดงข้อเท็จจริงและความจริงใจต่อสาธารณะ
◉ 'ดีอี' เดินหน้าแต่เตรียมปรับ
ขณะที่ กระทรวงดีอีระบุภายหลังเวทีรับฟังความคิดเห็นว่า โครงการ TH-AI Passport ยังมีแนวโน้มเดินหน้าต่อ แต่รายละเอียดบางส่วนอาจต้องปรับเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อรัฐและประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นรูปแบบการจ่ายเงินและเงื่อนไขการใช้งานจริง
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่กระทรวงดีอีให้ความสำคัญคือ การปรับรูปแบบการจ่ายเงินเป็น "จ่ายตามการใช้จริง" เพื่อไม่ให้รัฐต้องจ่ายเต็มวงเงิน 1,621 ล้านบาท หากจำนวนผู้ใช้งานจริงไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านบัญชี
แนวทางดังกล่าวหมายความว่า หากประชาชนใช้งานจริงไม่ครบตามจำนวนสิทธิ์ที่วางไว้ รัฐก็ไม่ควรต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนตามกรอบวงเงินสูงสุด อย่างไรก็ตาม การปรับเงื่อนไขนี้ยังต้องนำไปเจรจากับคู่สัญญาว่าจะยอมรับได้หรือไม่ และสามารถปรับเพิ่มหรือลดในสัดส่วนใดได้บ้าง
◉ 'ปลัดดีอี' แจง TOR ซ้ำปกติ
พร้อมกันนี้ ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงกรณีที่ TOR ของโครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีข้อความหรือรายละเอียดบางส่วนคล้ายกับโครงการเดิมของหน่วยงานรัฐว่า หากตรวจสอบ TOR ของทางราชการหลายโครงการ จะพบว่ามีข้อความหรือรายละเอียดซ้ำกันเป็นเรื่องปกติ
"รายละเอียดที่ถูกตั้งข้อสังเกตบางส่วนถือเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ใช่คุณสมบัติพื้นฐาน และไม่ใช่ข้อเสนอสำคัญที่หากไม่มีแล้วจะทำให้ผู้ยื่นข้อเสนอตกคุณสมบัติ มองว่าการนำตัวเลขหรือข้อความจากแนวทางเดิมมาใช้ หากสามารถอธิบายที่มาและเหตุผลได้ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในระบบราชการ
ดังนั้น เรื่องดังกล่าวจึงขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่าย เพราะฝ่ายตรวจสอบอาจมองว่ารายละเอียดที่กระทรวงเห็นว่าเป็นเรื่องปลีกย่อย แท้จริงแล้วอาจทำให้จำนวนผู้มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการลดลง และนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปก" นายพชรกล่าว
◉ แจง 'Microsoft' มาเจ้าเดียว
สำหรับกรณีที่มีผู้ให้บริการ AI รายใหญ่เข้ามาเพียงรายเดียว ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงว่า กระทรวงไม่ได้เป็นผู้บังคับหรือกำหนดโดยตรง แต่เป็นสิทธิของผู้รับจ้างในการจัดหาพันธมิตรเข้ามาเอง
"บริษัทต่างชาติบางรายอาจไม่ต้องการเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการ เนื่องจากมีกระแสข่าวเชิงลบและแรงกดดันบางอย่างเกิดขึ้นรอบโครงการ ทำให้บางบริษัทอาจเลือกไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ขณะที่ Microsoft เห็นว่าไม่มีปัญหาและตัดสินใจเข้ามาในโครงการ" ปลัดกระทรวงดีอีกล่าว
ส่วนประเด็นความคุ้มค่า ปลัดกระทรวงดีอีระบุว่า หากเปรียบเทียบกับบริการ AI ในตลาด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 259-299 บาทต่อเดือน โครงการนี้สามารถนำเสนอได้ในระดับประมาณ 27 บาทต่อผู้ใช้ หรือถูกกว่าประมาณ 10 เท่า อีกทั้งยังให้ปริมาณ AI ใช้งานมากกว่า จึงตอบโจทย์ความคุ้มค่าได้ในระดับหนึ่ง
◉ ย้ำทุจริตจริงต้องยกเลิก
ปลัดกระทรวงดีอียืนยันว่า หากพบว่ามีการทุจริตจริง โครงการต้องถูกยกเลิก พร้อมเปิดทางให้ทุกฝ่ายตรวจสอบได้เต็มที่ โดยเห็นว่าการตรวจสอบในช่วงที่โครงการยังเดินหน้าอยู่ดีกว่าการปล่อยให้ข้อสงสัยค้างคา แล้วค่อยไปตรวจสอบภายหลัง
"การตรวจสอบวันนี้จะช่วยทำให้ข้อเท็จจริงชัดเจนและจบลงได้เร็วกว่า อีกทั้ง อาจเป็นกรณีตัวอย่างให้ส่วนราชการอื่นๆ ใช้เป็นบทเรียนในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต" นายพชรกล่าว
ทั้งนี้ กระทรวงดีอีจะนำข้อเสนอและข้อกังวลจากเวทีรับฟังความคิดเห็นไปหารือกับเอกชนคู่สัญญา เพื่อหาข้อยุติภายในเดือน มิ.ย.นี้ เนื่องจากโครงการมีกำหนดเปิดใช้งานในวันที่ 1 ก.ค.69 ซึ่งสะท้อนว่าโครงการยังมีแนวโน้มเดินหน้าต่อ แต่รายละเอียดบางส่วนมีโอกาสถูกปรับเพื่อเพิ่มประโยชน์ต่อรัฐและประชาชน
◉ ภาพร่วมเฟรมจุดชนวนการเมือง
นอกจากข้อถกเถียงเรื่อง TOR แล้ว กระแสการเมืองรอบโครงการยังร้อนขึ้นอีกครั้ง หลัง น.ส.รักชนกโพสต์ภาพจากงานวันเกิดของนางกรุณา ชิดชอบ ภรรยาของนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งมีบุคคลทางการเมืองและนักธุรกิจร่วมเฟรม โดยหนึ่งในนั้นคือ นายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน)
น.ส.รักชนกโพสต์ภาพดังกล่าวพร้อมข้อความว่า "สนิทแค่ไหน ให้รูปอธิบายฮะ" โดยระบุเพิ่มเติมว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่เผยแพร่อยู่บนเฟซบุ๊กแบบสาธารณะ ไม่ใช่ภาพลับหรือภาพที่ได้มาโดยไม่เปิดเผย
ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับคำถามในเวทีรับฟังความคิดเห็นก่อนหน้า ที่มีการถามฝ่ายบริหารกระทรวงดีอีถึงความสัมพันธ์กับบุคคลในภาคธุรกิจโฆษณา ทำให้คำถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับภาคธุรกิจถูกขยายต่อในสื่อสังคมออนไลน์
◉ ภาพโต้กลับธนาธร-ปิยบุตร
ต่อมา มีการเผยแพร่ภาพอีกชุดที่ นายปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ถ่ายร่วมกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ นายปิยบุตร แสงกนกกุล พร้อมกระแสตีความว่า หากการถ่ายภาพร่วมกันถูกใช้ตั้งข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์หรือความสนิทสนม ภาพดังกล่าวก็ควรถูกพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกัน
ขณะเดียวกัน มีการเผยแพร่ข้อมูลประกอบภาพโดยอ้างว่า ภาพดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่นายธนาธรและนายปิยบุตรไปพบกับนายปรินทร์ เพื่อหารือเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้พรรคการเมือง ทำให้ประเด็นภาพถ่ายร่วมกันกลายเป็นอีกจุดปะทะทางการเมืองบนสื่อสังคมออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นการกล่าวอ้างและการตอบโต้ทางการเมือง จึงต้องพิจารณาจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ขณะที่ น.ส.รักชนกตอบกลับว่า หากมีข้อมูลว่านายธนาธรหรือนายปิยบุตรเคยเป็นรัฐมนตรี หรือเคยผลักดัน ปั้นโครงการ ชงงาน หรือล็อกสเปกให้กับคนรู้จักหรือคนในเครือข่าย ก็สามารถส่งข้อมูลมาได้ และหากพบว่ามีมูล ก็พร้อมตรวจสอบและยื่น ป.ป.ช. เช่นกัน
◉ 'แพลน บี' ปัดเอี่ยวโครงการ
ท่ามกลางกระแสพาดพิงบนสื่อสังคมออนไลน์ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่ถูกกล่าวถึง ไม่ได้เป็นคู่สัญญา ผู้ยื่นข้อเสนอ ผู้ได้รับคัดเลือก ผู้ชนะการเสนอราคา ผู้ร่วมค้า ผู้รับจ้าง หรือผู้ให้บริการแต่อย่างใด
บริษัทระบุว่า ข้อมูลบางส่วนบนสื่อสังคมออนไลน์อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงขอชี้แจงให้ชัดเจนว่า แพลน บี มีเดีย และบริษัทย่อยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวในนามของบริษัท
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวถึงการลงทุนหรือการดำเนินการของบุคคลใดในฐานะส่วนตัว หรือในนามนิติบุคคลอื่น บริษัทระบุว่าเป็นเรื่องของบุคคลหรือนิติบุคคลนั้นๆ โดยแยกต่างหากจากการดำเนินงานของ แพลน บี มีเดีย และไม่ได้เป็นการดำเนินการในนามของบริษัท
แพลน บี ยังย้ำว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาโดยตลอด พร้อมขอให้ประชาชน นักลงทุน และผู้เกี่ยวข้องพิจารณาข้อมูลจากช่องทางทางการของบริษัท และข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง
◉ พบจุดเชื่อมผู้ชนะโครงการ
อย่างไรก็ตาม แม้ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) จะยืนยันว่า บริษัทและบริษัทย่อยไม่ได้เป็นคู่สัญญา ผู้ยื่นข้อเสนอ ผู้ชนะการเสนอราคา ผู้ร่วมค้า ผู้รับจ้าง หรือผู้ให้บริการในโครงการดังกล่าว แต่ประเด็นที่ยังถูกจับตาคือ ความเชื่อมโยงที่ถูกตั้งข้อสังเกตระหว่างผู้ชนะโครงการกับเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ แพลน บี โดยผู้ชนะโครงการ TH-AI Passport คือ กิจการค้าร่วมทีเอช ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC และ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด
โดย บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ถูกตั้งข้อสังเกตในเชิงประวัตินิติบุคคล เนื่องจากข้อมูลเปิดระบุว่าเคยจดทะเบียนในชื่อ บริษัท แพลน บี ออนไลน์ จำกัด ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น โกลิ้งค์ ออนไลน์ และเปลี่ยนเป็นฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ในภายหลัง อีกทั้งมีที่ตั้งอยู่ที่อาคารแพลน บี ทาวเวอร์ ชั้น 22 ขณะที่ กรณี TKC มีรายงานระบุว่า บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นอยู่ใน TKC จึงเป็นอีกเส้นเชื่อมที่ถูกจับตาผ่านโครงสร้างผู้ถือหุ้นและเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น ประเด็นนี้ต้องแยกให้ชัดว่า แพลน บี มีเดีย ไม่ได้เป็นคู่สัญญาโดยตรงตามคำชี้แจงของบริษัท แต่ยังมีคำถามในเชิงประวัตินิติบุคคล โครงสร้างผู้ถือหุ้น และความเชื่อมโยงของบุคคลหรือเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้ชนะโครงการ ซึ่งยังต้องรอข้อมูลทางการมาชี้แจงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
◉ 'ดีอี' จ่อเปิดตัว 'AI Passport' เดือน มิ.ย.69 ให้คนไทยใช้ AI ตัวดังฟรี
◉ แกะทีโออาร์ 'AI Passport' ให้คนไทย 15 ปีขึ้นไปใช้ AI ตัวท็อปฟรี
◉ 'ไชยชนก' คอนเฟิร์ม TH-AI Passport โปร่งใส ใช้งบ 1.6 พันล้านคุ้มค่า
◉ 'ไชยชนก' ยันเดินหน้า TH-AI Passport เปิดวิธีลงทะเบียน-ขั้นตอนใช้งาน มิ.ย.69
◉ 'ดีอี' การันตี TH-AI Passport โปร่งใส ใช้ AI ฟรี 25 โมเดล
◉ TH-AI Passport ฝ่ายค้าน-กูรูไอทีชำแหละเละ เทียบ OKMD งบต่างกันพันล้าน
◉ เปิดเฮียริ่ง TH-AI Passport เริ่มแล้ว ปลัดดีอีลั่นเดินหน้าต่อ ใช้ความเห็นปรับสัญญา
◉ 'ดร.การดี' ซักคุ้มงบ TH-AI Passport 'ดีอี' ยันดันใช้ AI แตะ 19%
◉ 'ธีระชาติ' เค้นไชยชนก ตอบปมสัมพันธ์ผู้ชนะงาน TH-AI Passport
◉ 'ไชยชนก' เสนอเปิด Beta Test TH-AI Passport ให้ลองระบบจริง ลุ้นเปิดใช้ 1 ก.ค.69


