xs
xsm
sm
md
lg

'ดร.การดี' ซักคุ้มงบ TH-AI Passport 'ดีอี' ยันดันใช้ AI แตะ 19%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



TH-AI Passport เจอซักกลางเวที 'ดร.การดี' ขอดีอีกางตัวชี้วัดคุ้มงบ 1.6 พันล้าน ปลัดชี้ดันคนไทยใช้ AI แตะ 19% 'ฮิวแมน' โต้ต้นทุน 300 ล้านไม่จริง

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.69 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเวที TH-AI Passport Forum ระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โครงการ TH-AI Passport โดยมี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี), น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และรองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัล (กมธ.ดีอี) เข้าร่วม

ทั้งนี้ ช่วงถามตอบ ดร.การดี ได้ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยระบุว่า กระทรวงดีอีควรอธิบายให้ชัดเจนว่า โครงการ TH-AI Passport จะสร้างประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างไร ไม่ใช่เพียงชี้แจงรายละเอียดเชิงเทคนิคของระบบหรือโมเดล AI ที่จะนำมาให้บริการเท่านั้น

ดร.การดี กล่าวว่า หากรัฐบาลต้องการเดินหน้าโครงการนี้เต็มรูปแบบ สิ่งสำคัญคือการอธิบายให้สังคมเห็นว่า ประเทศไทยมีจุดตั้งต้นด้านขีดความสามารถ AI อยู่ในระดับใด ใช้ตัวชี้วัดใดเป็นฐาน และหลังดำเนินโครงการแล้ว ตัวชี้วัดดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเท่าใด โดยเฉพาะเมื่อมีข้อมูลบางชุดระบุว่าคนไทยมีการปรับใช้ AI สูงขึ้นและอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ดังนั้น กระทรวงควรมีเป้าหมายหรือคำมั่นที่ตรวจสอบได้ เพื่อประเมินว่าการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าหรือไม่

พร้อมกันนี้ ดร.การดี ย้ำว่า ความสำเร็จของโครงการไม่ควรถูกวัดเพียงจำนวนผู้ใช้งาน 5 ล้านคน แต่ควรวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อขีดความสามารถด้าน AI ของประเทศ นอกจากนี้ ยังขอให้กระทรวงเปิดเผยรายละเอียดแผนการดำเนินงานงวดที่ 1 ซึ่งเข้าใจว่าได้ส่งมอบให้กระทรวงแล้วและอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจรับ เพื่อให้สาธารณชนเห็นชัดว่าแพลตฟอร์ม TH-AI Passport จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และมีบริการมากกว่าเงื่อนไขขั้นต่ำใน TOR มากน้อยเพียงใด

ดร.การดี ยังตั้งข้อสังเกตว่า จากคำชี้แจงของผู้แทนบริษัท ผู้ให้บริการระบุว่าระบบจะมีสเปกมากกว่า TOR โดยเฉพาะการให้บริการ AI ระดับ Pro หรือ Premium ไม่ใช่เพียงระบบพื้นฐานที่ใช้แค่อีเมลเพื่อเข้าสู่บริการ ดังนั้น หากสามารถเปิดข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณะได้ จะช่วยคลายข้อกังวลว่าเงิน 1,600 ล้านบาทไม่ได้ถูกใช้ไปกับบริการพื้นฐานทั่วไป

ขณะเดียวกัน ดร.การดี ยังขอให้ชี้แจงข้อกังวลเรื่อง Token และต้นทุนการให้บริการ หลังมีการตั้งข้อสังเกตในสังคมว่าอาจเกิดส่วนต่างเกือบพันล้านบาท โดยยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คัดค้านการพัฒนา AI แต่ต้องการให้การใช้งบประมาณหรือภาษีประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุด มีความโปร่งใส และตอบคำถามเรื่องกระบวนการได้อย่างครบถ้วน


ด้าน นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่า การขับเคลื่อน AI ของประเทศอยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย พ.ศ.2565-2570 ซึ่งกำลังจะครบวาระ โดยแผนดังกล่าวประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ จริยธรรมและกฎระเบียบ AI โครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังคนด้าน AI การวิจัยและพัฒนา AI และการส่งเสริมธุรกิจให้ใช้ AI

นายพชร ระบุว่า แต่ละยุทธศาสตร์มีตัวชี้วัดกำกับอยู่แล้ว และโครงการ TH-AI Passport ถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันตามแผนดังกล่าว เนื่องจากตัวชี้วัดด้านการรู้จักและใช้งาน AI ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยหากโครงการสามารถขับเคลื่อนให้มีผู้เข้าร่วมได้ตามเป้าหมาย 5 ล้านคน จะช่วยให้อัตราคนไทยที่รู้จักและใช้ AI เพิ่มจากระดับต่ำกว่า 10% ไปสู่ระดับสูงกว่าค่ากลางของโลก หรือประมาณ 19%

นายพชร กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของโครงการจึงไม่ใช่แค่การแจกสิทธิ์ใช้งาน แต่เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนจำนวนมากเข้าสู่การใช้งาน AI จริง เพื่อยกระดับประเทศจากกลุ่มท้ายตารางให้ขยับขึ้นตามเป้าหมายของแผนปฏิบัติการที่เดินหน้ามาใกล้ครบวาระแล้ว แต่ยังไม่บรรลุผลตามที่ต้องการ

สำหรับรายละเอียดบริการ นายพชร ชี้แจงว่า TOR กำหนดขั้นต่ำให้ผู้รับสัญญาต้องจัดหา AI อย่างน้อย 8 ค่ายขึ้นไป แต่ปัจจุบันผู้ให้บริการเสนอเข้ามา 14 ค่าย และหากนับเป็นโมเดลหรือแอปพลิเคชัน จะมีประมาณ 30 โมเดลขึ้นไป ซึ่งมากกว่าที่ TOR กำหนด โดยเมื่อเฉลี่ยต้นทุนต่อผู้ใช้งานแล้วอยู่ที่ประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน

นายพชร อธิบายเพิ่มเติมว่า หากเปรียบเทียบกับบริการ Multi-model AI ในตลาด ซึ่งเป็นแพ็กเกจที่รวม AI หลายค่ายให้ใช้งานร่วมกัน ปัจจุบันผู้ให้บริการโทรคมนาคมบางรายขายแพ็กเกจลักษณะใกล้เคียงกันในราคาเริ่มต้นราว 259-299 บาทต่อเดือน อีกทั้งจำนวนค่าย AI และจำนวนโมเดลที่ให้ใช้ยังน้อยกว่าโครงการของรัฐ ดังนั้น ราคาประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือนจึงเป็นตัวเลขที่สะท้อนประสิทธิภาพการใช้จ่ายในเบื้องต้น

ด้าน น.ส.พาขวัญ วงศ์พลทวี กรรมการ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะโครงการ ชี้แจงกรณีตัวเลขที่ปรากฏในสื่อว่าต้นทุนผู้ประกอบการอาจอยู่ราว 300 กว่าล้านบาทว่า ไม่เป็นความจริง ตัวเลขดังกล่าวน่าจะมาจากการคำนวณโดยตั้งสมมติฐานจากจำนวนผู้ใช้งาน 500,000 คนต่อชั่วโมง หารด้วย 3,600 วินาที จนได้ค่า Transaction Per Second ประมาณ 139 รายการต่อวินาที จากนั้นนำไปคูณกับระยะเวลาและอัตราค่าบริการของ GPT ในระดับต่ำสุด อย่างไรก็ตาม วิธีคิดดังกล่าวเป็นเพียงการจำลองสถานการณ์จากสมมติฐานหนึ่ง และไม่สามารถใช้แทนต้นทุนจริงของผู้ประกอบการได้

"การโต้แย้งต้นทุนทำได้ยาก หากสมมติฐานไม่ได้ตั้งอยู่บนบริการจริง เพราะข้อเท็จจริงของโครงการนี้คือมีบริการ AI จาก 14 ค่าย มากกว่า 30 โมเดล มีโควตาการใช้งาน มีระบบรองรับผู้ใช้หลายล้านสิทธิ์ และต้องเตรียมความพร้อมด้านปริมาณการใช้งานของแต่ละคน ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีย่อมประเมินได้ว่าต้นทุนในการให้บริการโครงการลักษณะนี้สูงกว่าตัวเลขที่ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างมาก" น.ส.พาขวัญ กล่าว


นอกจากนี้ ดร.การดี ยังเห็นว่ากระทรวงดีอีควรตอบให้ชัดว่าจะเลือกทางใด ระหว่างทางเลือกที่ 1 เดินหน้าต่อแบบเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่ลำบากอย่างมาก เพราะรัฐอาจเผชิญการตรวจสอบและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมตามมา ทั้งที่เป้าหมายสำคัญควรเป็นการพัฒนา AI ของประเทศให้เกิดขึ้นจริง

ส่วนทางเลือกที่ 2 คือการเดินหน้าต่อแบบปรับปรุง โดยวันนี้ไม่ควรพูดถึงชั้น TOR แล้ว แต่ต้องพิจารณาในชั้นสัญญา ดังนั้น กระทรวงควรเปิดสัญญาและเปิดรายละเอียดงานงวดที่ 1 ซึ่งเป็นรายงานการดำเนินงานอย่างละเอียดให้สาธารณชนได้ตรวจสอบ เพื่อให้ทุกฝ่ายช่วยกันพิจารณาว่าเงินงบประมาณที่ใช้ไปมีความคุ้มค่าหรือไม่

ดร.การดี กล่าวว่า หากประชาชนมีส่วนร่วมกับโครงการมากขึ้น เชื่อว่าจะช่วยให้การตรวจสอบและการพัฒนาโครงการมีทิศทางที่ดี เพราะผู้ที่สนใจเรื่อง AI มีความตั้งใจดีและต้องการเห็นประเทศเดินหน้าอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การเปิดข้อมูลสัญญาและงานงวดแรกจะเป็นจุดสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม

ขณะเดียวกัน ดร.การดี เสนอทางเลือกที่ 3 คือการยกเลิกสัญญาปัจจุบันและเริ่มวางภาพใหม่ทั้งหมด โดยควรคำนวณให้ชัดเจนว่าหากรัฐต้องยุติโครงการ จะมีความเสียหายหรือค่าเสียหายสูงสุดเท่าใด จากนั้นจึงประเมินว่าเงินที่เหลือสามารถนำไปออกแบบโครงสร้างใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมหรือไม่

"เข้าใจดีว่ากระทรวงมีการลงนามสัญญาไปแล้ว และอาจมีความเสี่ยงถูกฟ้องร้องจากผู้รับงานหากยุติโครงการ แต่เห็นว่าควรคำนวณความเสียหายสูงสุดอย่างตรงไปตรงมา แล้วนำมาเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ หากสามารถปรับโครงการใหม่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น" ดร.การดี กล่าว

ขณะเดียวกัน ดร.การดี ยังเสนอให้กระทรวงดึงผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมผู้ประกอบการ AI และสภาดิจิทัลเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น หากต้องปรับวิสัยทัศน์หรือวิธีคิดของโครงการใหม่ เพราะกลุ่มเหล่านี้เป็นผู้ที่เข้าใจอุตสาหกรรมจริง และสามารถช่วยออกแบบแนวทางที่ตอบโจทย์ระบบนิเวศ AI ของประเทศได้มากขึ้น

"โครงการไม่ควรมุ่งเพียงการแจกสิทธิ์ใช้งานให้ประชาชน 5 ล้านคน ซึ่งหลายฝ่ายยังตั้งคำถามว่าจะมีผู้ใช้งานครบหรือไม่ และจะคุ้มค่าหรือไม่ แต่ควรปรับวิธีคิดไปสู่การสนับสนุนผู้ประกอบการ AI ไทย ซึ่งกำลังเผชิญความยากลำบาก เพื่อให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้เติบโต เกิดการสร้างงาน และต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจ AI ได้จริง" ดร.การดี กล่าว