xs
xsm
sm
md
lg

ชัยชนะของทรัมป์ สัญญาณฝ่ายขวาครองโลก

เผยแพร่:   โดย: พระบาท นามเมือง

ชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวานนี้นับว่าเป็นเรื่อง “ช็อกโลก” ไม่ใช่แต่เฉพาะอเมริกันชนคนไปออกเสียงเลือกตั้งเท่านั้น

เพราะไม่มีใครคิดว่ามหาเศรษฐีผู้โผงผางปากจัดและอื้อฉาวจะมาได้ไกลขนาดนี้

แค่มาได้ถึงชั้นเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันในการชิงชัยประธานาธิบดีก็ว่าน่าตกใจมากแล้ว แต่นี่ถึงขนาดชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกากันเลยทีเดียว

เพราะในตอนแรก เมื่อครั้งที่เขาประกาศตัวว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี สื่อต่างๆ ก็ยังมองว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน เหมือนเรื่องมหาเศรษฐีเพี้ยนๆ ที่ลองทำอะไรแผลงๆ เรียกเสียงฮือฮา

ยังจำได้ว่าในช่วงนั้นสื่อมวลชนจัดข่าวการลงสมัครรับเลือกตั้งของทรัมป์ อยู่ในหมวด “ข่าวบันเทิง” ด้วยซ้ำไป

แต่เรื่องก็ไม่ค่อยตลก เมื่อเขาได้ออกหาเสียงอย่างจริงจังขึ้นเรื่อยๆ และจากการหยั่งเสียง ก็ปรากฏว่าเขาได้รับความนิยมแซงตัวเก็งคนอื่นๆ ของพรรครีพับลิกัน อย่างวุฒิสมาชิก เท็ด ทรูซ หรือผู้เป็นทายาทตระกูลประธานาธิบดีอย่าง เจบ บุช

จนที่สุดเขาได้ชัยชนะในการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาตัวแทนของพรรครีพับลิกันลงชิงชัยประธานาธิบดีจนได้ แม้ว่าทางพรรคจะไม่ค่อยสนับสนุนเท่าไรนัก หรือแม้แต่ผู้สมัครชิงชัยตัวแทนพรรคอย่าง เท็ด ครูซ ซึ่งปกติตามมารยาทแล้วจะต้องขอให้ฐานเสียงของตนสนับสนุนผู้ชนะ ก็ “แกล้งลืม” ไม่พูดกล่าวสนับสนุนทรัมป์เสียอย่างนั้น

เรียกว่าไม่มีใครคาดคิดว่าทรัมป์จะมาได้ไกลขนาดนั้น และพยายามจะขัดขวางทางอ้อมต่างๆ นานา รวมถึงจากสื่อมวลชนและโพลต่างๆ ด้วย

บางคนคิดถึงขนาดที่ว่า ลงคู่ชิงเป็นทรัมป์แล้วก็เท่ากับยกเก้าอี้ให้นางคลินตันไปเลยตั้งแต่ในมุ้ง

ทำไมเป็นเช่นนั้น ก็เพราะความ “ปากกล้า” แบบ “บ้าบิ่น” ซึ่งบางครั้งก็ออกไปทางเฉิ่มเชยเลอะเทอะของนายทรัมป์นี่เองที่เหมือนก่อศัตรูไปทั่ว

ทั้งการกล่าวว่าจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก เพื่อป้องกันพวกหลบหนีเข้าเมือง รวมถึงจะเอาจริงเอาจังกับการผลักดันผู้เข้าเมืองมาแล้วอยู่โดยผิดกฎหมาย หรือการประกาศตัวตั้งป้อมกับจีนแบบสุดโต่ง กับอีกหลายครั้งก็หมิ่นเหม่พาดพิงชาวมุสลิม

ประกอบกับท่าทีการพูดจาที่โผงผางแบบคนรวยเสียงดัง ที่ไม่สนใจเรื่องความถูกต้องทางการเมืองหรือ Political Correctness ที่ฝรั่งเขาถือกันว่า ห้ามเหยียดเพศ เหยียดชาติ เหยียดผิว แต่พี่แกเอาทุกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องผู้หญิง ที่มีเทปฉาวของเขาที่เคยพูดดูถูกผู้หญิงออกมาก่อนการเลือกตั้งได้ไม่นาน

นอกจากนั้น คนดังหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมจำนวนมาก ก็ออกมาต่อต้านทรัมป์กันอย่างชัดเจนออกหน้าออกตา เช่น เจ เค โรว์ลิ่ง ผู้แต่ง แฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือดาราสาว แองเจลินา โจลี รวมถึงคนในแวดวงบันเทิงอื่นๆ ด้วย

จนบางคนคิดไปแล้วด้วยซ้ำว่า โอกาสที่เขาจะได้เป็นประธานาธิบดีไม่มีแล้ว บางคนอาจจะเผื่อใจว่าอาจจะมีปาฏิหาริย์หรือชนะแบบ “เผื่อฟลุก” ซึ่งเรื่องก็ตรงข้ามไปเลย เพราะเรื่องเป็นว่าแกชนะขาดลอยด้วยคณะผู้เลือกตั้ง 279 ต่อ 228 แบบที่คะแนนก็นำหายห่วงมาตั้งแต่นับคะแนนกันไม่เสร็จดี

เป็นที่ต้องจับตากันต่อไปว่า จากนี้อนาคตประเทศมหาอำนาจของโลกกับชะตากรรมของอเมริกันชนจะเป็นอย่างไร และทรัมป์จะทำตามที่พูดไว้ทั้งหมดหรือไม่

เพราะถ้าทำจริงทั้งหมดดังที่เคยประกาศไว้ ก็เสี่ยงอย่างที่หลายคนเกรงไว้ว่าอาจจะเป็นชนวนก่อสงครามโลกครั้งที่ 3 เลยก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งสร้างศัตรูไปทั่วโลกแบบไม่รู้จบ

แต่ถ้าไม่ทำจริงตามที่พูด ก็จะอธิบายต่อผู้ไปออกเสียงเลือกตัวเองได้อย่างไร

รวมถึงในขณะนี้ก็เริ่มมีมวลชนไปประท้วงผลการเลือกตั้งแล้วในหลายเมืองหลายรัฐ บางที่มีการใช้ความรุนแรงกันแล้วก็มี

ชัยชนะของทรัมป์นี้ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นกระแสของโลกหรือเปล่า เพราะในตอนนี้เหมือนกับว่า “ฝ่ายขวาจัด” หรือฝ่าย “อนุรักษนิยม” จะได้ชัยชนะในการเลือกตั้งหรือการออกเสียงทั้งหลายมาแล้วหลายเวทีในโลก

เช่นชัยชนะของฝ่าย Brexit ที่โหวตให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปไปเมื่อกลางปี ก็ถือว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยมได้เช่นกัน

หรือการขึ้นสู่อำนาจของนายโรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีคนดังของฟิลิปปินส์ ซึ่งมีท่าทีโผงผางปากกล้าสร้างความฮือฮาไม่แพ้นายทรัมป์ จนถูกนำไปเปรียบมวยกันก็หลายครั้ง

เพราะไม่ใช่แต่เรื่องปากคอเท่านั้น แต่นายดูเตอร์เตนี้ยังมีนโยบายที่เด็ดขาดแบบไม่สนใจหลักการสิทธิมนุษยชนด้วย เช่นการประกาศสงครามกับผู้ค้ายาเสพติดแบบล้างบาง (คล้ายๆ สงครามฆ่าตัดตอนในบ้านเราสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ) ซึ่งเป็นที่ประณามและทักท้วงไปในหมู่นักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก แต่เขาก็หาได้แคร์ไม่

หรือในฝรั่งเศส ที่พรรคขวาสุดโต่งชาตินิยมอย่างพรรค FN หรือ Front National ที่เคยเข้าชิงประธานาธิบดีรอบสุดท้ายในสมัยของนายมารี เลอเปน เมื่อปี 2002 (พ.ศ. 2545) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนมือหัวหน้าพรรคมาเป็นของลูกสาว คือนางมารีน เลอเปน ที่เพิ่งเกือบได้รับชัยชนะการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นในการเลือกตั้งในปีนี้ ก็เริ่มถูกจับตามองว่า กระแส “ขวาจัด” ที่เริ่มแพร่ลามไปทั่วโลกจะส่งผลดีต่อเธอหรือไม่ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสก็จะมีขึ้นในช่วงกลางปีหน้า

โดยเฉพาะในภาวะที่คนในยุโรปเริ่มมีปัญหากับบรรดาผู้อพยพอย่างชัดเจน

สัญญาณ “ฝ่ายขวา” ครองโลกนี้ มีผู้พยายามอธิบายไว้หลายเรื่องว่าเกิดจากแนวคิดหรือนโยบายประเภท “โลกสวย” เช่นช่วยผู้อพยพหรือคนต่างชาติ แต่คนในประเทศยังลำบากอยู่ จนในที่สุดก็เหมือนกับเจ้าของประเทศทำงานเพื่อเลี้ยงดูผู้มาอาศัยรวมถึงกรณีที่ผู้อพยพมาก่อปัญหาหรืออาชญากรรมในประเทศ

ประกอบกับแนวคิดแบบสิทธิมนุษยชนจ๋าจนทำอะไรแทบไม่ได้ แก้ปัญหาอะไรก็ไม่ขาดเพราะต้องห่วงว่าจะถูกต้องด้วยหลักสิทธิมนุษยชนไหม

หรือแม้แต่แนวคิดแบบความเท่าเทียมและความถูกต้องทางการเมือง เช่นการยอมรับเพศที่สาม การให้คนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ ซึ่งขัดต่อความเชื่อทางศาสนาหรือประเพณีของฝ่ายอนุรักษนิยม

สภาพเช่นนี้ ทำให้ “พลังเงียบ” หลายฝ่ายรู้สึกอึดอัดและหวนคิดถึงวันคืนเก่าๆ ที่รู้สึกว่าดีกว่า ไม่วุ่นวายยุ่งยากเท่านี้ หรืออีกกลุ่มก็ได้แก่พวกที่อยากได้ผู้นำที่เด็ดขาด กล้าพูดกล้าทำ หรือพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดแต่ไม่กล้าพูดออกมาด้วยถูกกดไว้ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือความถูกต้องทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ

เสียงของผู้โหยหาสังคมแบบเดิมๆ สังคมที่รู้สึกว่าอยู่ง่ายไม่วุ่นวายเท่านี้ ทำให้อเมริกันชนที่คิดว่าอยากเห็นประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเหมือนยุคเรแกนหรือบุชอีกครั้ง เทใจเลือกนายทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี

ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเป็นหนึ่งในสัญญาณที่แสดงถึงการกลับมาของฝ่ายขวาและอนุรักษนิยมที่กำลังเป็นกระแสอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ รวมถึงน่าสนใจจับตามองการเลือกตั้งของไทยที่กำลังจะมาถึงในปลายปีหน้า จะได้รับอิทธิพล “ขวาครองโลก” นี้กับเขาด้วยหรือไม่

และชาวไทยมี “ทรัมป์” หรือ “ดูเตอร์เต” ฉบับไทยๆ ไว้ในใจหรือยัง.
กำลังโหลดความคิดเห็น