xs
xsm
sm
md
lg

จากเมืองฟ้าอมร กลายเป็นมอนสเตอร์ยักษ์ที่พร้อมไล่บดขยี้เราเวลาเขาอารมณ์ไม่ดี

เผยแพร่:   โดย: โลกนี้มีคนอื่น


ทุกครั้งเวลาหน้าฝน คนกรุงเทพอย่างผมก็มักจะตื่นมาแล้วมีความคิดบางอย่างแว่บขึ้นมาในหัวเหมือนเป็นวงจรประจำปี นั่นก็คือเรื่องที่ว่า “กรุงเทพไม่น่าอยู่เลยนะ” ที่เป็นดังนั้นเรื่องเกี่ยวข้องหลักก็คือการที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับการจราจรที่สาหัส น้ำท่วมที่แก้ไขไม่ได้สักที มันเป็นปัญหาเรื่องการสูญสิ้นความสุข ณ ชั่วขณะ กับวิถีชีวิตในฐานะการเป็นชาวกรุงเทพมหานคร

แต่จริงๆ แล้วกรุงเทพมีความไม่น่าอยู่อื่นๆ อีกมากมาย ที่อาจจะไม่ปรากฎให้เห็นเป็นอะไรที่ดราม่าชัดเจนเท่าภาพข่าวน้ำท่วมในช่วงหน้าฝนที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ และความไม่น่าอยู่ของกรุงเทพก็ทวีความรุนแรงขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยอาการที่น่าเป็นห่วงเช่นนี้ คนบางกลุ่มจึงค่อยๆ ทยอยกันหนีกรุงเทพแบบเงียบๆ มาร่วมสิบปีแล้ว และกระแสนี้ก็ค่อยๆ เป็นที่เป็นประกายขึ้นมาในความคิดของใครต่อใครหลายคนบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

กรุงเทพเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวติดอันดับโลก แต่ขณะเดียวกัน กรุงเทพในฐานะเมืองที่น่าอยู่นั้นดำรงอยู่ในอันดับที่ต่ำจนน่าใจหาย แน่นอนว่าการท่องเที่ยวนั้นสร้างเม็ดเงินมหาศาล แต่ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ค่อยมองในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นกระบวนการโด๊บกรุงเทพให้เป็นเมืองน่าเที่ยว ความศิวิไลซ์นั้นมีราคาที่ต้องจ่าย และเม็ดเงินที่ได้มาจากการท่องเที่ยวนั้น ก็ต้องแบ่งมารักษาเยียวยากรุงเทพด้วยเหมือนกัน สวรรค์ของนักท่องเที่ยวนั้นสร้างให้บ้านของคนอยู่อาศัยคล้ายนรกมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน

ย้อนกลับไปมากกว่าห้าหกสิบปีก่อนโน้น กรุงเทพยังเป็นเมืองฟ้าอมร เหมือนดังเพลงที่ครูเอื้อ สุนทรสนาน เคยร้องคู่กับคุณชวลี ช่วงวิทย์ ในเพลงชื่อ “กรุงเทพราตรี” นั่นเอง กรุงเทพยังสวยงาม และมีสัดส่วนของความเจริญทางวัตถุกับความดีงามทางวัฒนธรรมในสัดส่วนไม่มากไม่น้อยกว่ากัน



ต่อมาสักสี่สิบห้าสิบปีก่อน กรุงเทพยังคงเป็นที่รักของผู้อยู่อาศัย ผมเกิดที่กรุงเทพหลังปี2510ไม่กี่มากน้อย ผมลืมตาตื่นในตอนเช้า แล้วก็หลงรักกรุงเทพไปอย่างง่ายๆ เสียอย่างนั้น

กรุงเทพในยุคนั้นแม้จะไม่ถึงขั้นเมืองฟ้าอมร สัดส่วนของความดีงามทางวัฒนธรรมที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่อาจจะสูญเสียไปให้ความเจริญทางวัตถุอยู่บ้าง แต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่พอรับได้

ตอนเด็กๆ ผมอยู่บ้านตายาย ซอยไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่เรียกว่าเดินยังไม่ทันเหนื่อยก็ถึง สมัยนั้นมีความวุ่นวายของเมืองอยู่บ้าง ไม่ถึงกับเป็นอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่เป็นกันเองกับชาวบ้านเหมือนสมัยแม่ผมตอนเด็กๆ ที่พี่เลี้ยงอุ้มไปป้อนข้าวมื้อเย็นที่ลานรอบฐานอนุสาวรีย์ชัยฯในตอนแดดร่มลมตก แต่สมัยผมตอนเด็กนั้น อนุสาวรีย์ชัยฯก็ยังดูใจดีและเป็นมิตรกับผู้คน ต่างจากสมัยนี้ที่กลายเป็นอะไรที่เกรี้ยวกราดและหงุดหงิดง่ายอยู่เกือบตลอดทั้งวัน

จำได้ว่าสมัยผมเด็กๆ ชีวิตชาวบ้านยังไม่ต้องระวังตัวมากมายเหมือนอย่างสมัยนี้ ไม่ว่าจะเป็นโจรขโมยผู้ร้าย อุบัติเหตุทางท้องถนน ความวุ่นวายของเมืองใหญ่นั้นมีอยู่บ้าง แต่ก็มีจังหวะที่ประนีประนอมกับพวกเราชาวกรุงเทพได้อย่างลงตัวในระดับหนึ่ง ผมยังทันรถถีบขายบะหมี่เกี๊ยวที่เข้ามาขายในซอย ยังทันลุงหาบเต้าฮวย อาแปะสามล้อหมูสะเต๊ะ และในซอยยังมีร้านกาแฟและของชำของตาเลื่อนที่ขายปาท่องโก๋ในตอนเช้า และเป็นสภากาแฟของคนในซอย ไม่ว่าใครเข้าไปในร้านก็จะทักทายพูดคุย ต่างจากสมัยนี้ที่แต่ละคนในเซเว่นไม่มีใครรู้จักพูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบกันอีกแล้ว และคนขายหน้าเคาเตอร์ก็จะทักเราแค่ว่า “รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหม?”

ในขณะที่รุ่นปู่ย่าตายายและพ่อแม่ของเราในวัยเด็กได้ทันอยู่ร่วมกรุงเทพที่เลิศเลอราวเมืองฟ้าอมร ชีวิตผมในวัยเด็กนั้นมีประสบการณ์ไม่ถึงกับเมืองฟ้า แต่ก็ยังเป็นเมืองที่อบอุ่นใจดีอยู่ประมาณสักสิบกว่าปี แต่หลังจากนั้นกรุงเทพก็เร่งสปีดในฝั่งของความเจริญทางวัตถุมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นมอนสเตอร์ยักษ์มหึมาที่พร้อมไล่บดขยี้เราเวลาเขาอารมณ์ไม่ดีอยู่ทุกวันนี้ ณ ปัจจุบัน

กรุงเทพมีตึกสูงขึ้นมากมาย มีห้างสรรพสินค้าหลายร้อยแห่งที่ล้วนมีชื่อทันสมัยเป็นฝรั่งมังค่า มีถนนหนทางและสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ มีรถไฟฟ้า มีรถใต้ดิน มีทางด่วน มีอะไรต่อมิอะไร กรุงเทพจึงสูงขึ้นในเรื่องสิ่งก่อสร้างและต่ำลงด้านชีวิตความเป็นอยู่ในเวลาพร้อมๆ กัน อย่างไม่น่าแปลกใจ

กรุงเทพในวันนี้มีคุณภาพชีวิตที่ค่อนข้างไปในทางหดหู่ นอกจากน้ำท่วมขังระบายไม่ได้อย่างมีประสิทธิผลเท่าที่ควรจะเป็น การจราจรที่ติดขัดและมลพิษฝุ่นควัน ปัญหาโจรผู้ร้ายและความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน กรุงเทพนั้ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนั้นกับระบบโรงเรียนและระบบรักษาพยาบาลในสังกัด เป็นเมืองที่เดี๋ยวนี้บนทางเท้าก็แทบจะเดินไม่ได้เพราะถูกขโมยพื้นที่จากพ่อค้าแม่ค้าตลอดจนมอเตอร์ไซค์ที่นึกอยากจะขึ้นมาวิ่งเมื่อไรก็ขึ้นมาหน้าตาเฉย เรามีปัญหาการบริหารจัดการกับพื้นที่สีเขียว ที่พูดมาทั้งหมดนั้น ถ้าจะย้อนไปดูงบประมาณต่างๆ เราเองก็ไม่ได้มีน้อยอะไร ส่วนบุคลากรของกทม.นั้นตามข้อมูลพบว่ามีอยู่เก้าหมื่นกว่า ซึ่งตัวเลขนี้เป็นสองเท่าของเมืองที่มีประชากรมากกว่าเราอย่างจาการ์ตา หรือโซล

แต่จะว่าไปเรื่องนี้เราไม่ใช่จะไปโทษผู้บริหารจัดการเสียฝ่ายเดียว แต่คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพนี้ด้วยแหละที่ไม่เอาใจใส่บ้านของตัวเอง ไม่ต้องอะไรอื่น ปัญหาการทิ้งขยะถึงวันนี้ก็ไม่เคยลดลงในดีกรีที่จะสร้างความเดือดร้อนที่มากขึ้นและต่อเนื่อง

หลังจากที่สมัยโน้น กรุงเทพยังเป็นภาพที่สวยสดงดงามของนักแต่งเพลง เช่น แก้ว อัจฉริยะกุล และเอื้อ สุนทรสนาน ในเวลาต่อมานักเขียนอาวุโสในยุคต่อมาที่ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้วอย่างคุณวิลาศ มณีวัต ก็เริ่มเห็นปัญหาและมาท้วงติงในคอลัมน์ “ช่วยหยุดกรุงเทพเถอะ ผมจะลง” แต่ก็ยังมีร่อยรอยของการโหยหาเหมือนกับว่า แม้เธอจะทำตัวแย่กับฉันถึงเพียงนี้ แต่ฉันก็ยังทน พูดง่ายๆ คือแม้จะโหดร้ายแต่ยังมีเสี้ยวเวลาของความประทับใจที่ยังน่าจะโหยหาหวนคืน

แต่สำหรับกรุงเทพทุกวันนี้ป่วยหนักเหลือเกิน เมื่อวันก่อนผมเดินเข้าไปหลบฝนในชายคาตึกแถวถนนรัชดา ได้ยินเสียงผู้หญิงสาวออฟฟิศคนหนึ่งที่เปียกมะล่อกมะแล่กวิ่งเข้ามาบ่นลอยลมว่า “ไม่อยากอยู่แล้วกรุงเทพเนี่ย” ส่วนผมเองก็นึกอยู่เหมือนกันว่า เรื่องย้ายเมืองหลวงและศูนย์ราชการอะไรต่างๆ ก็เป็นอะไรที่ควรจะหยิบขึ้นมาพิจารณากันอีกสักครั้งอย่างจริงจังก็ดีเหมือนกัน
กำลังโหลดความคิดเห็น...