xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องอื้อฉาวของนาจิบ ราซะห์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: บัณรส บัวคลี่

ถ้านายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ของมาเลเซียต้องลงจากตำแหน่งเพราะการตรวจสอบเอาผิดขององค์กรอิสระปราบปรามคอรัปชั่น MACC หรือจะเรียกภาษาแบบเราๆ ว่า ปปช.ของมาเลย์นี่ จะเป็นพัฒนาการอีกก้าวใหญ่ของการเมืองบ้านเขา กลไกขององค์กรตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตยมีน้ำยาจริง

เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาเพราะการจะล้มนายกรัฐมนตรีผู้มีฐานทางการเมืองของตระกูลที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ก่อนประเทศจะได้เอกราชเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

ฐานอันแข็งแกร่งของนาจิบ ราซะก์สืบเนื่องมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 และ 3 ของประเทศ ตน อับดุล ราซะก์ ฮุสเซน และ ฮุสเซน ออน ผู้เป็นพ่อและลุง ที่ได้วางรากฐานไว้ ตระกูลราซะก์ก่อตั้งพรรค Barisan Nasional (BN) ขึ้นมาเป็นร่มใหญ่ ซึ่งในนั้นประกอบด้วยอัมโนและกลุ่มการเมืองพันธมิตร ที่ปกครองมาเลเซียมายาวนาน

ผู้นำที่ปกครองมาเลเซียยาวนานรองลงจากมหาเธร์ โมฮัมหมัดก็คือคนในตระกูลราซะก์นี่เอง เพราะมาเลเซียเพิ่งจะมีนายกรัฐมนตรีสืบกันมาเพียง 6 คนเท่านั้น และครึ่งหนึ่งก็เป็นคนของตระกูลราซะก์ นาจิบ ราซะก์นี่เข้าสู่การเมืองตั้งแต่ 1976 (2519) เป็นส.ส.แทนผู้พ่อที่เสียชีวิตกะทันหันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวัย 25 ปี และอีก 1 ปีถัดมาก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ ในรัฐบาลของผู้เป็นลุง ตระกูลนี้เป็นชนชั้นสูงสายแม่ของนาจิบสืบมาจากสุลต่านผู้ปกครองด้วยซ้ำไป

คุณชายลูกของอดีตนายกฯ อย่าง นาจิบ ราซะก์ ก็เลยเปลี่ยนเก้าอี้อยู่ในคณะรัฐมนตรีแห่งมาเลเซียยาวนานมานับจากนั้น อยู่ในศูนย์กลางอำนาจตั้งแต่พ.ศ.2522 จากวัยหนุ่มถึงแก่เฒ่าปูนนี้ไม่ธรรมดาดอกนะครับ เครือข่ายเส้นสายอำนาจทั้งหมดทั้งมวล ชาวมาเลเซียที่เขาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอื้อฉาวกันได้แต่กระซิบกันตามร้านน้ำชา เพราะไม่เล็งผลเลิศว่าปปช.MACC จะล้มนาจิบลงได้ ต่อให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าบริษัท 1MDB ที่เขาตั้งขึ้นเพื่อเอาเงินหลวงไปลงทุนทำธุรกิจนั้นจะเจ๊งยับเป็นหนี้คิดเป็นเงินไทยราว 4 แสนล้านบาทก็ตาม นั่นก็เพราะเขายังถ่างขาคุมกระทรวงการคลัง พรรค BN ก็ยังคุมตำแหน่งสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงอีกต่างหาก

นาจิบปฏิเสธข้อกล่าวหา แล้วก็โต้กลับทุกดอก !

การจับกุมฝรั่งชาวสวิสชื่อว่า ซาเวียร์ อังเดร จัสโต (Mr.XAVIER ANDRE JUSTO) ที่เกาะสมุยเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวในมาเลเซียโดยตรงและน่าเชื่อว่าเป็นเพราะทางการมาเลเซียประสานกับตำรวจไทยเพื่อดำเนินการเรื่องนี้

ขอเล่าคร่าวๆ สำหรับท่านที่ไม่ทราบ ฝรั่งซาเวียร์คนนี้อายุ 49 ปีเคยทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทเปโตรซาอุดิอินเตอร์เนชั่นแนล ตอนนี้ลาออกแล้วด้วยเงื่อนไขว่าจะไม่เปิดเผยความลับของบริษัทต่อบุคคลภายนอก การจับกุมก็เพราะมีการแจ้งความว่าฝรั่งนายนี้กรรโชกทรัพย์กับบริษัทเก่า เรียกเงินปิดปากไม่งั้นเขาจะเปิดเผยข้อมูลของบริษัทให้กับคนนอก ซึ่งน่าจะเป็นบรรดาผู้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์

นั่นเพราะว่าบริษัทเปโตรซาอุฯที่ว่ามีธุรกรรมแนบแน่นร่วมลงทุนกับบรรษัท 1MDB ของมาเลเซียที่เจ๊งยับแล้วมีข้อสงสัยว่าถูกผ่องถ่ายเงินสดเข้ากระเป๋าพวกตระกูลราซะก์นั่นยังไงครับ ก็นี่เลย ทูตมาเลย์ติดต่อตำรวจไทยเพื่อขอข้อมูลคดีกันแบบไม่ต้องเกรงใจใคร

เรื่องของมาเลเซียที่สุดก็มาเกี่ยวกับพี่ไทยเราจนได้ (อีกแล้ว)!

มาเลเซียนั้นเป็นเพื่อนบ้านเราที่เติบโตเร็วกว่าเราไปแล้ว ทั้งๆ ที่เมื่อราวปี 2530 ยังวิ่งรดต้นคอกันอยู่ พื้นที่ตอนเหนือของประเทศแถวที่ติดกับ 4 จังหวัดชายแดนไทยก็ด้อยพัฒนาห่างไกลไม่แพ้กัน ขนาดเศรษฐกิจอะไรเอยก็ไม่หนีกัน แต่ทว่าในเวลาเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น เขาทิ้งห่างเราไปไกล ด้วยเหตุที่การเมืองมีเสถียรภาพภายใต้ผู้นำที่อยู่ต่อเนื่องยาวนาน มีการวางแผนวิสัยทัศน์มียุทธศาสตร์การเติบโตที่ชัดเจนว่าจะพัฒนาไปทางไหน และที่สำคัญคือมีความเป็นตัวของตัวเอง

แต่ในจุดแข็งก็มีจุดอ่อน

จุดอ่อนของมาเลเซียก็คือจุดแข็งนั่นล่ะครับ การเมืองที่มีเสถียรภาพภายใต้ร่มธงอัมโนมากเกินไป และด้วยการเสพติดท่วงทำนองแบบอำนาจนิยมนิดๆ ของผู้นำ สมัยก่อนสื่อฝ่ายค้านมาเลย์แทบไม่มีเลยครับ อย่าหวังจะอ่านเรื่องตรงข้ามรัฐบาลจากสเตรทไทม์ จะมีก็แค่แท็บลอยด์ชื่อว่าเดอะสตาร์ จนเมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจโตขึ้น ชนชั้นกลางภูมิบุตราเข้มแข็งขึ้น เพราะเมื่อก่อนเศรษฐกิจมาเลย์อยู่ในมือชาวจีนแทบไม่เหลือเผื่อคนมาเลย์เลยด้วยซ้ำไป จนเมื่อคนรุ่นใหม่เติบโตขึ้น คนกลุ่มนี้ไม่ได้คิดเหมือนคนรุ่นที่ต่อสู้กับอังกฤษแล้ว อัมโนก่อตั้งขึ้นมาบนพื้นฐานของชาตินิยมมาเลย์ ไม่เอาจีน ต่อให้เอาพรรคการเมืองจีนมาร่วมก็มีเงื่อนไขต่อรองว่ายูเอาอิสระการค้าขายไปแต่สิทธิอื่นๆ ยูต้องยอมให้ภูมิบุตรามาก่อน ที่สุดตนกูอับดุลเราะห์มาน นายกฯคนแรกต้องยอมตัดสิงคโปร์ออกไป ปล่อยให้ลีกวนยูนำประเทศของตนไปตามประสาจีนๆ ส่วนมาเลย์ก็นำประเทศไปแบบมลายูๆ

อัมโนกำลังเสื่อมมนต์ขลัง การเลือกตั้งใหญ่รอบที่แล้วฉายแววออกมาชัดเจน สังคมเปิดกว้างขึ้นจากที่ไม่เคยหือไม่เคยอือในเรื่องการเมืองก็มีเว็บบอร์ด มีการวิพากษ์วิจารณ์เปิดกว้างมากขึ้น เรื่องอื้อฉาวของตระกูลราซะก์ถูกขุดขึ้นมาตั้งแต่รุ่นพ่อลงมาถึงรุ่นนาจิบ การ์ตูนเสียดสีการเมืองนี่เล่นนาจิบแบบเลือดสาด ซึ่งเมื่อก่อนไม่เป็นเช่นนั้น

มีนักประวัติศาสตร์มาเลย์เชื้อสายจีนคนหนึ่งชื่อ Dr Kua Kia Soong ศึกษาประวัติศาสตร์การปะทะกันครั้งรุนแรงที่สุดระหว่างชาวจีนกับชาวมาเลย์หลังการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2512 เหตุการณ์นั้นถูกเรียกขานกันว่า 13 May incident หรือ 1969 riots โดยเกิดเหตุชาวจีนกับมุสลิมยกพวกปะทะกันกลางกัวลาลัมเปอร์มีบ้านถูกเผามีคนตายเป็นร้อยเจ็บเป็นพันๆ ระดับสงครามกลางเมือง ถึงขั้นทำให้นายกฯ ตนกูอับดุลเราะห์มานต้องออกจากอำนาจในเวลาต่อมา แล้วก็เป็น ตน อับดุล ราซะก์ พ่อของนายกฯ นาจิบ นี่เองที่ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ผู้ที่ศึกษาวิจัยเขาชี้ว่านี่เป็นการวางแผนของอับดุลราซะก์ซึ่งมีตำแหน่งรองและควบคุมงานด้านความมั่นคง เป็นรัฐประหารภายในอัมโนก็เพื่อกำจัดนายกรัฐมนตรีอับดุลเราะห์มานออกไปเพื่อตนได้สวมแทน และจะเปิดโอกาสให้แนวคิดเชื้อชาตินิยมได้กำจัดการเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวจีนที่ก่อรูปมาตั้งแต่ได้รับเอกราชลงไป

ผลการศึกษานี้มีผลกับกลุ่มชาวจีนในมาเลเซียไม่น้อย เพราะภายในอัมโนเองก็มีพรรคการเมืองของชาวจีนเช่นกันแต่เป็นกลุ่มที่ออกไปทางกลางๆ ยอมรับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกันทางการเมืองระหว่างเชื้อชาติต่างๆ มาโดยตลอด

แล้วเรื่องอื้อฉาวของนาจิบ ราซะก์ที่ถูกขุดมาแต่ละเรื่องก็เหมาะกับคำว่าอื้อฉาวจริงๆ เรื่องการฆาตกรรมนางแบบและล่ามสาวชาวมองโกลเมื่อปี 2006 ที่วงการเชื่อว่านาจิบมีส่วนพัวพันขนาดว่าเป็นพ่อของเด็กในท้องผู้ตายด้วยซ้ำไป นั่นก็เรื่องแล้ว แต่มารอบนี้มันเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ สามารถมีหลักฐานเชิงประจักษ์ได้ ข้อมูลที่เปิดออกมาผ่านสื่อตะวันตกแสดงว่าฝ่ายที่ตรวจสอบเรื่องนี้ทำการบ้านมาจึงระบุเส้นทางการเงินที่อาจจะถูกไซฟ่อนจาก 1MDB ผ่านบริษัทปลอม หรือ Shell Company อย่างไรจนถึงกระเป๋าของนาจิบ ราซะก์ ไม่รวมเรื่องการใช้จ่ายของลูกเลี้ยงชื่อว่า Riza Aziz ที่ไปซื้อแมนชั่นหรู 17.5 ล้านเหรียญที่อเมริกา คนมาเลย์เขาก็ถามกันสิว่าครอบครัวราซะก์รวยไม่รู้เรื่องขนาดนี้เชียวหรือซื้อห้องอยู่ราคาเกือบ 600 ล้านบาทเขาก็เลยสืบเสาะกัน

แล้วทุกเรื่องก็โยงมาที่บริษัท 1MDB ที่ยังรุงรังไปด้วยหนี้และเป็นปริศนาอยู่

มาเลเซียเพิ่งผ่านการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2013 นี่เพิ่งผ่านไปได้แค่ครึ่งทาง ไม่รู้ว่าเรื่องของนาจิบกับปปช.ของเขาจะลงเอยแบบไหน แต่ไม่ว่าจะลงเอยแบบไหน ล้วนแต่น่าติดตามทั้งสิ้น

เพราะเรื่องราวของเพื่อนบ้านรั้วติดกัน ยังไงๆ ก็มีผลกับบ้านเราอยู่บ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง.
กำลังโหลดความคิดเห็น...