xs
xsm
sm
md
lg

Exclusive! เปิดใจ “พลอยพรรณ” เมียที่ถูกต้องตามกฎหมายของ “ปีเตอร์ คอร์ปฯ” ครั้งแรกแบบหมดเปลือก ที่นี่!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


>>หากใครติดตามข่าวสารในแวดวงบันเทิงในช่วงนี้ คงได้เห็นข่าวคราวความสัมพันธ์ที่กำลังสั่นคลอนของนักร้องขาร็อกอดีตขวัญใจใครหลายคน ซึ่งหลายฝ่ายต่างก็มุ่งความสนใจไปยังเรื่องราวความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว และนอกครอบครัว หากแต่หนึ่งบุคคลในเรื่องราวนี้ ที่ต้องแบกรับความรู้สึกทั้งหมด คงหนีไม่พ้นสุภาพสตรีคนนี้ พลอยพรรณ ทวีรัตน์ ไดเรนดัล ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และคุณแม่ของแพนเตอร์ และพูมา คอร์ป ไดเรนดัล

นอกเหนือจากการรู้จักเธอผ่านข่าวที่ได้ยินได้ฟังในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เราอยากจะพาทุกคนไปรู้จักกับตัวตนของเธอให้มากกว่าที่เคยรู้ เพราะผู้หญิงคนนี้ เธอยังมีความน่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการใช้ชีวิต วิธีคิดในการแก้ปัญหา และบทบาทสำคัญในการเป็นคุณแม่ของเธอ

“พลอยเป็นคนกรุงเทพฯ ค่ะ เรียนมัธยมที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ และเรียนมหาวิทยาลัยที่อัสสัมชัญ คณะ Communication Arts ตอนแรกอยากจะทำอะไรเกี่ยวกับวงการโฆษณา แต่รู้สึกว่ามันเป็นงานที่ค่อนข้างหนักพอสมควร คือกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ และถ้าจะให้ไปทำงานออฟฟิศก็ไม่ชอบอีก คือหลังเรียนจบพลอยได้มีโอกาสทำงานที่บริษัทโฆษณามาแล้ว และจากนั้นก็มาทำงานที่เซ็นทรัล คือเป็นเลขาฯ คุณสุชาดา จิราธิวัฒน์ ประมาณ 1 ปี แต่สุดท้ายก็มาลงตัวที่การเป็นแอร์โฮสเตสค่ะ ส่วนหนึ่งคงเพราะซึมซับมาจากคุณแม่ด้วย เพราะคุณแม่เป็นแอร์โฮสเตส สายการบินไทย ส่วนคุณพ่อทำธุรกิจส่วนตัว

พลอยมีน้องสาวหนึ่งคน อายุห่างกัน 9 ปี ตอนนี้น้องสาวเพิ่งเรียนจบ กำลังเริ่มทำงาน ครอบครัวเราเป็นครอบครัวเล็กๆ อยู่กันพ่อแม่ลูก เวลาคุณแม่ไปบิน ก็จะจัดกระเป๋า พาลูกไปบินด้วย เลยมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยว และเห็นคุณแม่ทำงานมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งปัจจุบันพลอยก็ทำงานอยู่การบินไทยมาสี่ห้าปีแล้วค่ะ แต่ว่าสมัครเข้าไปตั้งแต่ปี 2008 แต่ด้วยสถานการณ์บริษัท พลอยเลยโดน pending ตั้งแต่ตอนนั้นและได้เรียกเข้าไปทำงานตอนปี 2011 คือถ้าไปสอบตอน 2011 พลอยก็อาจจะสอบไม่ได้แล้ว ดีที่พี่พลอยสอบตั้งแต่ปี 2008 และระหว่างที่รอคือช่วงที่มีโอกาสไปทำงานที่เซ็นทรัล


“สำหรับพลอยการที่ได้ทำงานเป็นแอร์โฮสเตสพลอยชอบนะคะ เพราะเราได้พบเจอคนต่างชาติหลายๆ ชาติ หลายๆ ภาษา และเรามีโอกาสเรียนรู้นิสัยของคนแต่ละชาติว่าเป็นคนอย่างไร และการทำงานตรงนี้เหมือนเป็นการฝึกความอดทนเรา คือไม่ว่าผู้โดยสารจะทำอะไร เราต้องพูดคำว่า ขอโทษ กับขอบคุณให้เก่งๆ คือ ขอโทษนี่ต้องติดปากเลย จะทำอะไรผิดจะทำอะไรถูกก็ต้องขอโทษไว้ก่อน มันคืองานบริการน่ะค่ะ ส่วนเรื่องการได้ท่องเที่ยวได้เที่ยวอยู่แล้ว แต่ส่วนมากจะซ่อมร่างอยู่ในห้องมากกว่า (หัวเราะ) ซึ่งเอาจริงๆ เรื่องเที่ยวพลอยจะไม่ซีเรียสเท่าไร เพราะพลอยได้เที่ยวตั้งแต่ตามคุณแม่

อีกอย่างที่ทำให้พลอยชอบการเป็นแอร์โอสเตส คือความที่ชอบบริการคน ซึ่งมันตรงกับจริตที่ว่าเราเป็นคนชอบพูดคุย และพลอยเป็นคนแอบขี้เบื่ออยู่นิดนึง ถ้าเป็นงานเช้าไปเย็นกลับ ที่ต้องเจอรถติดตอนเช้า เจอรถติดตอนเย็น คุณภาพชีวิตมันไม่ดี แต่อย่างมาทำงานตรงนี้ เราก็บินตามตาราง ซึ่งก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และถ้าเราไม่สะดวกเมื่อไหร่เราก็ค่อยสลับกับเพื่อนได้ มันเหมือนจัดตารางชีวิตได้ดีกว่าค่ะ”


แต่ก่อนที่จะมาเป็นแอร์โฮสเตส ทราบมาว่าเธอคนนี้เคยมีอัลบัมเพลงเป็นของตัวเองมาแล้วในสังกัดค่ายเพลงชื่อดังอย่าง SpicyDisc

“เริ่มต้นมาจากที่พลอยรู้จักกับพี่คนหนึ่งซึ่งเขาเป็นนักเปียโนอยู่ที่ SpicyDisc และเขาก็รู้จักกับพี่โปรดิวเซอร์ พี่เขาเห็นว่าเราพอจะร้องเพลงได้ และก็ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว จึงให้ไปเทสต์ และปรากฏว่าเขาชอบ เขาเลยให้ลองไปร้องเพลงดู เพราะคาแรกเตอร์เราก็ดูโก๊ะๆ ซึ่งตรงกับที่เขาต้องการ ก็เลยได้ออกอัลบัม ชื่อว่า Polly ซึ่งก็คือชื่อภาษาอังกฤษของพลอย แนวเพลงจะเป็น เจแปนนิส ป็อป แบ๊วๆ ดนตรีจะออกเจแปนนิสมาก เพลงออกแนวหลอนๆ นิดนึง เพราะเพลงมันอยู่ในเกมเต้นด้วยค่ะ ตอนที่ทำอัลบัมตอนนั้นเรียนอยู่ปี 3 นะคะ แต่ต้องทำตัวเหมือนอยู่ ม.4 (หัวเราะ)”

ในระหว่างที่สัมภาษณ์กันอยู่ พลอยก็ชักชวนให้เราได้ชิมขนมนานาชนิดที่เธอได้เตรียมไว้ต้อนรับ ซึ่งหน้าตาและกลิ่นช่างยั่วยวนเราเหลือเกิน ซึ่งพอได้คุยไปคุยมาจึงทราบว่านี่คือ ธุรกิจใหม่ล่าสุดของเธอ

“พลอยนำเข้าเบเกอรี่จากฝรั่งเศสค่ะ ชื่อแบรนด์ Buvette (บูเวท) ซึ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ วิธีการทำส่งตรงมาจากฝรั่งเศสเลย คือธุรกิจนี้เริ่มต้นมาจากญาติของพลอยชื่อพี่จี๊ป เขาเป็นคนแนะนำมา เขาบอกว่าเดี๋ยวนี้หาเชฟที่เป็นเพรสตี้เชฟที่ทำเค้กทำขนมปังยาก จนเขาได้ไปเจอเบเกอรี่แบรนด์นี้ ซึ่งเป็นเบเกอรี่ที่แช่แข็งส่งมา และเราก็นำมา defrost (ละลาย) ก็เป็นไอเดียที่ดี ง่าย และประหยัด ลดต้นทุน มีแบบให้เลือกมากสำหรับลูกค้า ในราคาที่เขาสามารถจ่ายได้

พลอยก็รู้สึกว่าอันนี้เป็นจุดขาย และเบเกอรี่พวกนี้มีอายุอยู่ได้ 1 ปี ด้วยความเย็นที่อุณหภูมิลบสิบแปดองศา ซึ่ง ณ วันนี้พลอยเพิ่งเริ่มทำได้ประมาณ 2 เดือนจึงยังไม่มีหน้าร้านค่ะ แต่ว่าอนาคตคงจะเปิด ตอนนี้เราส่งให้กับโรงแรมอย่างเดียวเลย เพราะบางโรงแรมเขาเอาไว้ขายตรงส่วนเบเกอรี่ ตรงคาเฟ่ของเขา ซึ่งเขาก็ไม่ต้องมานั่งทำ ที่สำคัญนี่เป็นเบเกอรี่จากฝรั่งเศสโดยตรง วัตถุดิบดี และอร่อย สำหรับในธุรกิจนี้ พลอยช่วยกันกับพี่เขยคือสามีพี่จี๊ป โดยในส่วนของพลอยคือช่วยดูมาร์เกตติ้ง และเป็นเซลส์ด้วย คือทำทุกอย่างเลย ก็ต้องไปดิวกับโรงแรมคุยกับลูกค้าเอง ถ้ามีร้านค้าสนใจก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ คือเบเกอรี่ทุกอย่างทำมาแล้วจากฝรั่งเศส และเราก็แค่อบเองด้วยอุณหภูมิที่ถูกต้องเท่านั้นเองค่ะ

“นอกจากนี้พลอยก็ทำเบบี้ โปรดักต์ ที่เป็นออแกนิกค่ะ คือ เป็นออยล์ กับเป็นยากันยุงสำหรับเด็กขายอยู่ด้วย ชื่อแบรนด์ว่า ‘เบบี้แพนเตอร์’ อันนี้ทำมาสักเจ็ดแปดเดือนได้แล้วค่ะ ตอนนี้พลอยขายทางไอจีอย่างเดียว และกำลังคิดอยู่ว่าจะฝากขายตามร้านของเด็ก ซึ่งโปรดักต์นี้พลอยก็ใช้จริงกับลูกเรา ทดสอบกับเด็กๆ ที่บ้าน นี่เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ทำ เพราะตอนนี้ยังไม่ได้บินค่ะ จะกลับไปบินตอนเดือนมีนาคมปีหน้า รอให้พูมา 9 เดือน และแพนเตอร์สัก 2 ขวบกว่า ซึ่งตอนนั้นอาจจะให้แพนเตอร์เข้าโรงเรียนเร็วหน่อย”


เท่าที่นั่งสัมภาษณ์ก็รู้สึกได้ว่าผู้หญิงคนนี้ขยัน และชอบทำงาน แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเธอ หากย้อนไปในวัยที่เป็นนักศึกษา เธอก็เริ่มทำธุรกิจด้วยตัวเองแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขายเสื้อผ้า หรือการเป็นติวเตอร์
0
“ความชอบที่พลอยมีมาตั้งแต่เด็กก็คือพลอยชอบทำธุรกิจค่ะ ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยพลอยก็เริ่มขายเสื้อผ้า มีทั้งออกแบบเอง และไปซื้อมาขาย ขายทางอินเทอร์เน็ตบ้าง และก็มีเปิดร้านด้วย พลอยชอบหาเงิน จะมีความสุขกับการนั่งเปิดสมุดบัญชี เป็นคนไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบทำงาน ซึ่งตรงนี้น่าจะได้มาจากคุณแม่ จากทางบ้านคุณแม่เพราะเป็นคนจีนทุกคนขยัน เราก็เลยไม่ชอบอยู่เฉย จนบางครั้งคุณพ่อต้องบอกว่า ให้อยู่เฉยๆ บ้างเถอะนะ เพราะมันเสี่ยง พลอยก็จะบอกว่า ไม่เสี่ยงค่ะ แต่ถ้าไม่ทำนี่ล่ะเสี่ยง เสี่ยงที่จะไม่มีตังค์ (หัวเราะ) และธุรกิจที่พลอยเคยทำมาทั้งหมดไม่มีอันไหนที่ขาดทุนเลยนะคะ ถึงแม้ว่าบางอย่างจะไม่มีกำไร แต่ก็ไม่มีอันไหนขาดทุน อย่างมากสุดก็เสมอตัว

เวลาทำพลอยคิดถึงเรื่องประสบการณ์เป็นหลัก คือการทำงานทุกอย่างมันสอนให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และที่บ้านพลอยตอนเด็กๆ เขาไม่ได้เป็นคนตามใจลูกนะคะ คืออยากจะได้อะไรต้องหาเงินเอง แต่ก่อนพลอยก็สอนพิเศษภาษาอังกฤษด้วย สอนได้ชั่วโมงละห้าร้อย สอนสามคนก็พันห้า ก็ได้เงินมาแล้วจากความสามารถของเรา และอีกอย่างพลอยเป็นคนปากหนัก คือถ้าอยากได้อะไร เราจะไม่กล้าขอ เพราะพลอยรู้สึกว่าเรายังไม่ได้พยายามทำอะไรเพื่อตัวเองเลย”


ผู้หญิงคนนี้เก่ง นี่คือสิ่งที่เราคิดอยู่ในใจตลอดเวลาที่ได้ฟังเธอเล่าเรื่องราวต่างๆ บางหัวข้อที่สนุก เธอก็หัวเราะออกมา หรือเธอนึกถึงสิ่งที่ทำให้เธอมีความสุข เธอก็ยิ้มออกมาได้อย่างจริงใจ ทั้งที่ไม่ว่าเราหรือใครก็ทราบดีว่า ตอนนี้เธอกำลังเผชิญกับอะไร จึงอดไม่ได้ที่จะถามไถ่ถึงเรื่องราวของชีวิตในการเปลี่ยนบทบาทจากเมื่อก่อนที่เป็นลูกของแม่ มาสู่การเป็นแม่ของลูก

“ชีวิตแตกต่างมากๆ เลยค่ะ เพราะเมื่อก่อนนี้เราไม่เคยต้องมานั่งดูค่าใช้จ่ายในบ้าน ไม่ต้องมาดูความเรียบร้อยทุกอย่าง คุณพ่อคุณแม่เป็นคนดูหมด แต่พอเราแต่งงาน เราก็ต้องมาดูแลทุกอย่าง ดูแลบิลค่าใช้จ่าย ดูแลอาหาร คือเป็นแม่บ้านเต็มตัว ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ตอนเราอยู่บ้านพ่อบ้านแม่เราไม่ต้องทำอะไรเลย แต่พอมีครอบครัวคือเราต้องเป็นคนทำทุกอย่างเอง และพอมีลูก จากเป็นแม่บ้านธรรมดา คราวนี้คือเต็มที่ จากที่เราเองไม่ต้องทานข้าวทุกมื้อก็ได้ แต่พอมีลูก เราต้องทำกับข้าวทุกมื้อให้ลูกทาน เพราะเขาเป็นเด็ก ต้องดูลูกอาบน้ำ ต้องคอยดูอึลูกว่าปกติหรือเปล่า อันนี้คือเรื่องภายนอกนะคะ คือเรื่องร่างกายภายนอก แต่เราก็ต้องดูเรื่องจิตใจเป็นยังไง ทำไมเริ่มดื้อ น้องร้องไห้เพราะอะไร จะมีวิธีอะไรมานั่งสอนลูก ก็ต้องดูในทางด้านจิตวิทยาด้วยค่ะ”

ที่ผ่านมาการเลี้ยงลูกยากมากมั้ยสำหรับเรา
“ไม่ยากค่ะ พลอยเห็นคุณแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวหลายๆ คนผ่านมาแล้ว พลอยเข้าไปอ่านในพันทิปบ่อยๆ ถึงแม้พลอยจะยังไม่ได้เป็นคุณแม่ใบเลี้ยงเดี่ยวแต่เวลาที่พลอยรู้สึกแย่ เวลาที่รู้สึกลำบาก พลอยจะเข้าไปในพันทิป จะเข้าไปอ่านเรื่องราวของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวคนอื่นๆ บางคนสามีทิ้ง สามีเอารถไปด้วย และไปมีผู้หญิงคนใหม่ และยังให้ตัวเธอผ่อนรถอีก ทั้งๆ ที่ผู้หญิงไม่ได้ใช้ วันดีคืนดีโทร.มาขอเงินค่าน้ำมันอีก ชีวิตลำบากต้องไปเช่าห้องอยู่ คือฟังแล้วเขาดูลำบากมาก ซึ่งสำหรับพลอยเอง พลอยแค่อาจจะต้องเลี้ยงลูกเองคนเดียว แต่ว่าทุกอย่างที่เหลือพลอยมีเพียบพร้อมหมดแล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่มีปัญหาอะไรเลยที่พลอยจะต้องมานั่งคิดมาก

คือพลอยเชื่อว่าถ้าเราคิดดีมันต้องดีค่ะ และเราก็จะไม่ทำอะไรให้ตัวเราไปตกอยู่ในจุดที่มันลำบากมากจนเกินไป คือเราจะไม่ทำอะไรที่มันเกินตัว อะไรที่เราคิดว่าเราทำได้เราก็พยายามทำ แต่ถ้าเราทำไม่ได้ก็ช่างมัน คือเราพยายามหวังในสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่ได้เราก็ไม่ต้องเสียใจ อันนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องของชีวิตนะคะ ตอนนี้พลอยมองลูกเป็นสำคัญ พลอยจะเหนื่อยแค่ไหน เวลาเขานอนก็ดึงเขาเข้ามากอด และก็นอนหลับพร้อมลูก ไอ้ความเหนื่อยความเครียดก็หายไปหมด”


เหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นทำให้มุมมองความรักเปลี่ยนไปมั้ย
“พลอยมองว่าตอนนี้ที่มันต่างจากการมีแฟนธรรมดา ก็เพราะว่าพลอยมีลูก แต่ถ้าเผื่อไม่มีลูก มันก็เหมือนเป็นแฟน เป็นความสัมพันธ์ธรรมดาอันนึงนี่แหละที่เราสามารถเลิกได้ คบได้ มีการทะเลาะ มีการโต้แย้ง แต่ว่าเผอิญเรามีลูกมาเป็นตัวแปรหลัก ซึ่งเอาจริงๆ ลูกนี่เป็นของขวัญจากพระเจ้าสำหรับพลอย คุณแม่พลอยรักเด็ก และทุกคนรักหลานอยากมีเด็ก อันนี้ถือว่าเป็นของขวัญของบ้านพลอย เพราะฉะนั้นพลอยจะไม่ไปนั่งคิดมาก แต่ว่ามันอาจจะมีบ้าง เพราะเป็นการตัดสินใจของเราเอง เพราะฉะนั้นก็เป็นอะไรที่เราต้องรับผิดชอบ แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่พลอยก็พร้อมจะซัปพอร์ต

คือในครอบครัวพี่ป้าน้าอา ไม่มีใครยอมให้พลอยกับลูกต้องมาตกอยู่ในความลำบากแน่นอน เพราะว่าครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่รักกัน ที่ทำให้พลอยตั้งหลักได้ก็เพราะครอบครัวด้วย ตอนนี้พลอยมองว่าสิ่งที่มันยิ่งใหญ่กว่า คือครอบครัว คือแม่ลูก ซึ่งเราก็มองว่าสามีก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง อาจจะเป็นแฟนคนหนึ่งก็ได้ พลอยไม่อยากจะมานั่งคิดมากว่าคนนี้เราจะต้องมาอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต เกิดมาคนเดียว เราตายคนเดียว เขาก็เกิดมาคนเดียว เขาก็ตายคนเดียว เราแค่ทำหน้าที่ที่เราหวังดี เรารักเขา เราก็แค่ทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด และถ้าเขาเลือกที่จะไปใช้ชีวิตของเขา มันก็เป็นตัวของเขา เราก็ไปรั้งอะไรเขาเอาไว้ไม่ได้”


มุมมองความรักของพลอยตอนนี้ ฟังดูเหมือนปลงมาก
“จริงแล้วก็คือปลงค่ะ เพราะว่าเรื่องมันไม่ได้เพิ่งเกิด กราฟมันค่อยๆ ไต่ลงมานานแล้ว มันให้เราได้เตรียมตัว พลอยเริ่มชิน และไม่ใช่ว่าความรักไม่ดีนะคะ เรามองความรักเป็นสิ่งที่สวยงามแหละ แต่ถ้าคนนึงเขาไม่ได้มามองด้านเดียวกับเรา เราก็ต้องปล่อยมันไปค่ะ

อะไรที่ทำให้เข้มแข็งได้แบบนี้
“เพราะพลอยเป็นคนขี้ลืม (หัวเราะ) จริงๆ ค่ะ พลอยเป็นคนขี้ลืมมาก คือถ้าทำอะไรตอนเช้า ตอนเย็นพลอยลืมแล้วค่ะ คือถ้าทำอะไรก็ต้องรีบจด พลอยขี้ลืมมาก พลอยว่าบางทีนี่ก็เป็นข้อดีในการใช้ชีวิตนะ เพราะคนที่ความจำดีๆ จำเก่งๆ วันไหนที่เสียใจ ไอ้สิ่งที่ผ่านมาต่างๆ ก็ยังจะจำได้ ไม่ลืมเสียที ทำให้คิดมาก พลอยเป็นคนไม่คิดมาก ส่วนหนึ่งเพราะคนรอบตัวดี เราคิดดี และสำหรับสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น พลอยคิดเสมอว่าชีวิตมันมีขึ้นๆ ลงๆ คงไม่มีใครดีตลอด และก็ไม่มีใครแย่ตลอด”

พลอยมีใครเป็นไอดอล หรือได้นำเอาแนวทางการใช้ชีวิตของใครมาปรับใช้กับชีวิตเราบ้าง
“ไม่มีค่ะ คือ พลอยทำอะไรที่พลอยรู้สึกว่าพลอยมีความสุข และเอาจริงๆ นะคะ พลอยว่าศาสนาพุทธช่วยพลอยได้เยอะ คืออย่างเวลาที่พลอยเครียด พลอยจะสวดมนต์ จะพยายามหาบทสวดอะไรก็ได้มาสวด พยายามจะไม่ซ้ำ เพราะบทสวดซ้ำจะเพลิน คือปากสวดไปแต่สมองไปคิดเรื่องอื่นได้ แต่ถ้าเราเอาบทสวดที่เราไม่คุ้นเราก็ต้องมานั่งดู คือ ภาษาบาลีสันสกฤตการอ่านบทสวดมนต์มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตั้งใจดูต้องใช้สมาธิเยอะในการอ่าน ถ้าบทซ้ำๆ จะอ่านง่าย เราก็จะไม่ค่อยมีสมาธิ แต่ถ้าบทสวดยากๆ เราก็ต้องมานั่งตั้งใจอ่านมาก เวลาพลอยเครียดๆ ก่อนนอนพลอยจะมานั่งสวดมนต์คือเอาแบบยาวๆ เลยค่ะ ถ้าเกิดลูกหลับแล้ว พลอยจัดไปสองชั่วโมงเลย และเอาจริงๆ พลอยเป็นคนกลัวผีด้วย ก็เลยจัดหนักๆไปเลย” (หัวเราะ)


รู้สึกโกรธมั้ยกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา
“พลอยไม่อยากโกรธใครเพราะว่าเวลาเราโกรธใครความเครียดความโกรธก็อยู่กับตัวเรา พลอยรู้สึกว่าคนที่ลำบากใจทุกข์ใจคือตัวเรา แต่ถามว่าพลอยชอบมั้ย พลอยไม่ชอบ ไม่โกรธ แต่ไม่ชอบค่ะ เพราะโกรธเป็นอารมณ์ที่รุนแรงนะคะ ถ้ามันอยู่กับเราเราก็ไม่สบายใจหรอกค่ะ”

ชีวิต ณ จุดนี้ ถึงแม้จะมีเรื่องราวต่างๆ แต่ก็ยังเอนจอย
“พลอยพยายามค่ะ พยายามเอนจอย พยายามทำโน่นทำนี่ ใช้เวลาของเราไป เพื่อไม่ต้องไปนั่งคิดถึงเรื่องที่ไม่มีความสุข เพราะสุขภาพจิตเรามันก็อยู่กับตัวเรา และก็ลูก พลอยเคยเศร้ามากๆ และเลี้ยงลูกไม่ได้เลย เพราะมองลูกก็จะร้องไห้ แต่ก็พยายามไม่ร้องไห้ต่อหน้าลูก เพราะฉะนั้นถ้าพลอยเริ่มรู้สึกจะมีอารมณ์แบบนั้นก็จะพยายามไม่มีเลย เพราะพลอยรู้สึกว่าลูกเราไม่ได้ทำอะไรผิดนะ ทำไมเขาต้องมารองรับกับอารมณ์เศร้าตรงนี้ของเราด้วย

คือเวลาเกิดอารมณ์นั้นถ้าเราไม่เดินไปและฝากลูกไว้กับคนอื่น ก็จะพยายามคิดถึงเรื่องอื่น อย่างถ่ายรูปเล่นกับลูกดีกว่า คือพยายามดึงตัวเอง อย่างพลอยชอบลงไอจี ก็จะถ่ายรูปแล้วก็มานั่งคิดแคปชั่นว่าจะลงอะไรดีน้า มันก็เป็นอะไรที่สนุกกับตัวเรา และก็ทำให้ลืมเรื่องอื่นไปด้วย”


บางคนบอกว่าหลังคลอดลูกจะมีอาการที่เรียกว่า เบบี้ บลู พลอยเป็นมั้ย
“พลอยไม่มีเลย เพราะพลอยทำงานและเลี้ยงลูก คือไม่มีเวลามารู้สึกตรงนั้น ไม่มีเวลามานั่งซึมเศร้าเลย คือเวลาลูกหลับพลอยก็ต้องรีบมานั่งเคลียร์งาน พิมพ์โน่นพิมพ์นี่เคลียร์โน่นเคลียร์นี่ ไม่งั้นก็ต้องมานั่งดูแลบ้าน คือต้องทำหน้าที่แม่บ้าน ถึงแม้จะมีพี่เลี้ยงช่วย แต่เขาก็ได้แต่วิ่งตามลูกเรา เพราะเขาไม่สามารถมานั่งดูได้หรอกว่าพัฒนาการลูกเราเป็นยังไง ระบบจิตใจ ความคิดความอ่าน คือเขาเป็นแม่บ้านต่างชาติด้วย เขาก็ได้แค่ช่วยเราอีกที แบ่งเบาแรงเราเท่านั้นค่ะ”

ความเป็นแม่ทำให้เราต้องเสียสละ
“เชื่อมั้ยคะว่า ตอนเช้าเวลาพลอยอาบน้ำ พลอยแทบจะไม่ได้ถูสบู่ พลอยจะได้ถูสบู่แค่ตอนกลางคืนก่อนนอน เพราะว่าตอนเช้า คนโตจับอาบน้ำเสร็จ คนเล็กด้วยความที่เขาเด็กมาก มันจะต้องใช้ถังอาบน้ำสองถัง แต่พลอยใช้วิธีเปิดน้ำก๊อกอาบน้ำกับลูกเลย ใช้สบู่ลูกเลย คือถูสบู่ให้ลูกเสร็จก็เอามาถูให้ตัวเองนิดๆ หน่อยๆ แค่นั้นค่ะ และก็เดินตัวเปียกเอาลูกใส่ในผ้าเช็ดตัว ลูกต้องไม่หนาว ลูกต้องไม่เปียก แต่ตัวเองตัวเปียกซกเดินออกมาจากห้องน้ำ

คือการที่อยู่คนเดียวเลี้ยงคนเดียวบ้านห้าชั้น ทุกคนอยู่ชั้นหนึ่งหมด พลอยอยู่ชั้นห้า เราจะไปเรียกใครมานั่งอุ้มลูกไปให้ มันไม่สามารถค่ะ พลอยเชื่อว่าแม่เลี้ยงเดี่ยวทุกคนก็น่าจะเจอประสบการณ์แบบนี้ อย่างบางทีพลอยปวดท้องต้องเข้าห้องน้ำ แต่ถ้าลูกร้อง พลอยก็ต้องนั่งอุ้มลูกไปด้วย ถึงแม้บางทีอาจจะปล่อยให้เขาร้องบ้างก็ได้ แต่พลอยก็ไม่อยากให้เขาร้อง ชีวิตเราตอนนี้สำคัญที่สุดก็คือลูก”


อุปนิสัยของแพนเตอร์ และพูมา
“แพนเตอร์ เขาเป็นเด็กอารมณ์ดี และก็เป็นเด็กดี เขาจะเหมือนเป็นเด็กที่รู้เรื่อง แต่ว่าเขาจะไม่ค่อยชอบทำ (หัวเราะ) เขาเป็นเด็กแอกทีฟ เป็นเด็กร่าเริง ไม่กลัวคน พลอยสอนให้เขาไม่กลัวคนตั้งแต่เด็ก ให้นอนกับเสียงดังตั้งแต่เด็ก เพราะจะได้ไปไหนก็ได้ เพราะพลอยรู้ว่าเขาจะต้องมีงานด้านบันเทิงด้วย เพราะฉะนั้นเรารีบเตรียมเขาไว้ก่อนเลย เพราะถ้าเกิดต้องไปทำอะไรกับคนอื่นเขาจะได้ไม่ต้องลำบากว่าแพนเตอร์ไม่พร้อม

ตอนนี้แพนเตอร์จะเลี้ยงยากหน่อย คือเขาจะไม่ค่อยทานข้าว แต่ถ้าพลอยมีอะไรที่เขาทานได้ พลอยป้อนเลย ไม่ว่าจะเป็นขนมนมเนย พลอยป้อนทุกอย่าง อย่างน้อยให้เขามีอะไรในท้องบ้าง สำหรับตัวเล็ก พลอยรู้เลย เขาจะเป็นเด็กนิ่ง จะไม่เหมือนแพนเตอร์ คือแพนเตอร์เขาจะโวยวาย แต่พูมาน่าจะโตมาแล้วนิ่งกว่า”


พลอยจะแนะนำคุณแม่คนอื่นอย่างไรที่เขาอาจจะเจอเหตุการณ์ใกล้เคียงกันกับเรา
“ต้องคิดให้ได้ว่า ไม่มีใครอยู่กับเราไปตลอดชีวิตนะคะ พลอยจะบอกคุณแม่พลอยไว้ตลอดเลยว่า ถ้าวันหนึ่งพลอยเป็นอะไรไป ให้รู้อย่างหนึ่งว่าทุกวันนี้พลอยมีความสุข อย่าไปเสียใจ เกิดวันหนึ่งมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ให้อยู่กับความสุขที่พลอยมีนะ ไม่ต้องไปร้องไห้ ทุกวันมีความสุขแล้ว เพราะฉะนั้น ถึงได้บอกว่า ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเรา สามีเรา วันหนึ่งก็ต้องมีวัดพลัดพราก เราจำภาพเขาไว้ในทางที่ดีดีกว่า เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเศร้าเอง และก็อยากบอกว่าชีวิตมันมีขึ้นมีลง วันนี้ไม่ใช่วันของเรา วันหน้าก็อาจจะเป็นวันของเราก็ได้”

หลักในการใช้ชีวิตที่คิดมาตลอด
“แต่ก่อนรู้สึกว่า เกิดมาขอทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานน้อย เงินเยอะ เงินน้อย จะทำอะไรขอทำทุกอย่าง อย่างเรื่องออกเทป พลอยรู้สึกว่าคือเกิดมาทั้งทีถ้ามีโอกาสเข้ามาก็ขอทำทุกอย่าง คือทุกอย่างเราทำตัวเองให้เป็นประโยชน์กับตัวเองและก็เป็นประโยชน์กับคนอื่น ซึ่งพลอยเองก็บริจาคอวัยวะและก็ดวงตาไปแล้วเรียบร้อย เพราะพลอยคิดว่าเกิดมาทั้งทีเราทำตัวเองให้มีประโยชน์ที่สุด เราตายไป ก็ไม่มีใครจำเราได้ ไม่มีประโยชน์อะไรกับใคร เป็นแค่ศพเน่าๆ ศพนึง พลอยคิดแบบนี้ ก็พยายามจะทำทุกวันให้มีค่า เราเป็นมนุษย์มีมือมีเท้า 32 เราทำอะไรได้เราทำ และก็มีชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด”

ถึงแม้ว่า ณ วันนี้ เรื่องราวต่างๆ ของคุณแม่คนเก่งคนนี้จะยังไม่ชัดเจน แต่เราก็หวังใจว่า ทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่เรียกความสุข และรอยยิ้มให้กับครอบครัวนี้อีกครั้ง :: Text by FLASH
กำลังโหลดความคิดเห็น...