xs
xsm
sm
md
lg

“กาแฟพันธ์ุไทย” ชู 4 กลยุทธ์รุก สเปเชียลตี้คอฟฟี่ยังรุ่งแรงปี 69

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการรายวัน 360 – กาแฟพันธ์ุไทย ชี้ ปี69ร้านกาแฟสเปเชียลตี้คอฟฟี่ยังมาแรงต่อเนื่อง พร้อมเปิดเกมรุกปี 2569 ชู 4 กลยุทธ์หลัก “ขยายสาขา-โปรโมชั่น-สินค้าใหม่-สร้างประสบการณ์ลูกค้า” ยืนเป้า 5,000 สาขาในปี 2571


นางสาวสุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ในเครือพีที กล่าวว่า เทรนด์ของตลาดกาแฟพิเศษหรือกาแฟเฉพาะทาง (Specialty Coffee) มีแนวโน้มการเติบโตอย่างมากและต่อเนื่องเมื่อเทียบในอดีตหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี2569 นี้คาดว่าสเปเชียลตี้คอฟฟี่จะยังคงเป็นเซ็กเมนต์ปีที่คึกคักและน่าสนใจต่อเนื่องมากกว่าปีที่แล้วทั้งในแง่ของตลาดที่จะมีการบริโภคในวงกว้างมากขึ้น

ส่งผลให้ตลาดรวมสเปเชียลตี้คอฟฟี่ จะมีมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งหรือสัดส่วน 50% ของมูลค่าตลาดกาแฟรวมที่มีประมาณ 65,000 กว่าล้านบาท จากปีที่แล้วที่คาดว่าสเปเชียลตี้คอฟฟี่มีสัดส่วน 45% หรือประมาณ 30,000ล้านบาท ของมูลค่าตลาดกาแฟรวม65,000ล้านบาท ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วตลาดรวมสเปเชียลตี้คอฟฟี่ จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10–15%ต่อปี ถือได้ว่าเป็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญที่เร็วกว่าตลาดกาแฟโดยรวม

ปัจจัยหลักที่ทำให้สเปเชียลตี้คอฟฟี่โตต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญนั้น มาจากจำนวนร้านกาแฟรายเดิมที่่เปิดอยู่แล้วได้รับความนิยมมากขึ้น และจะมีร้านแบรนด์ใหม่ๆที่เปิดใหม่ขึ้นมากมายเช่นกัน จะมีทั้งที่เป็นแบบสาขาเดียวและคอฟฟี่เชนรวมไปถึงมีการเปิดกระจายในหลากหลายพื้นที่ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้าถึงไดง่า ย ขึ้นกว่าเดิม ตลอดจนราคาจำหน่ายของสเปเชียลตี้หลายแห่งก็เริ่มมีการทำราคาที่ต่ำกว่าแก้วละร้อยบาท ซึ่งกล่าวได้ว่า มีทั้งที่ราคาพรีเมียมและพรีเมียมแมส คือตัวจักรสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมคึกคัก


อย่างไรก็ตาม ตลาดรวมร้านกาแฟปี 2569 ก็ยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรงเช่นเดิมในทุกเซกเมนต์ แต่เทรนด์การแข่งขันจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของ คุณภาพของกาแฟเครื่องดื่ม ซึ่งรวมไปถึงรวมเรื่องของวัตถุดิบ เมล็ดกาแฟ คุณภาพของการชงบาริสต้า นอกจากนั้นในการทำตลาดๆยังมีกลยุทธ์สตอรี่เทลลิ่ง (Story Telling) ที่การทำตลาดจะต้องมีเรื่องราวต่างๆประกอบด้วย การให้ความสำคัญกับเรื่องของสังคมชุมชนสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญคือ อินฟลูเอนเซอร์ ยังคงมีบทบาทไม่น้อยในตลาดที่จะเป็นตัวสร้างแบรนด์และดึงตลาดได้ดี

สำหรับกลยุทธ์ของ กาแฟพันธ์ุไทย นางสาวสุขวสา กล่าวว่า ในปี2569 วางแผนเชิงรุกตลาดต่อเนื่องด้วย 4 กลยุทธ์หลักคือ 1.การขยายสาขา, 2.การทำโปรโมชัน, 3.การออกเมนูใหม่ และ4. การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า

ทั้งนี้การขยายสาขา ในปี 2569 ตั้งเป้าเปิดใหม่ไว้ประมาณ 1,000 สาขา ซึ่งจะมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2568 เปิดร้านใหม่ประมาณ 800 สาขา มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะเปิด 700 สาขา ทำให้สิ้นปี 2568 มีร้านเปิดรวมประมาณ 2,100 สาขา ขณะที่เมื่อปี 2567 เปิดร้านใหม่รวม 400 กว่าสาขาเท่านั้นเอง โดยเมื่อสิ้นปี 2567 มีประมาณ 1,347 สาขา


โดยสัดส่วนของร้านกาแฟพันธุ์ไทย ปัจจุบัน เป็นของบริษัทประมาณ 77% และเป็นแฟรนไชส์ประมาณ 23% แต่ในปี 2569 ตั้งเป้าหมายสัดส่วนร้านแฟรนไชส์เพิ่มเป็น 30% ซึ่งยังไม่มีการมอบสิทธิ์แบบซับแอเรียแฟรนไชส์ ยังคงเป็นแฟรนไชส์รายเดี่ยวรายสาขา แต่มีแฟรนไชส์บางรายที่มีการขอซื้อสิทธิ์สาขาเพิ่มมีร้านรวมมากที่สุดถึง 90 สาขาแล้วด้วย รองลงมาก็มี 20 กว่าสาขา ขณะที่สัดส่วนร้านในปั๊มพีทีมีประมาณ 49% และ นอกปั๊มพีที 51%

สำหรับรูปแบบแฟรนไชส์มี 5 รูปแบบหลักคือ 1.รูปแบบ Kiosk มีขนาดเริ่มต้นที่ 15 ตารางเมตร เงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1.18 ล้านบาท, 2.รูปแบบ Food Trailer มีขนาดเริ่มต้นที่ 9 ตารางเมตร เงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1.58 ล้านบาท, 3.รูปแบบ Food Truck มีขนาดเริ่มต้นที่ 9 ตารางเมตร เงินลงทุน 1.68 ล้านบาท, 4.รูปแบบ Build in มีขนาดเริ่มต้นที่ 40 ตารางเมตร เงินลงทุน 2.33 ล้านบาท, 5. รูปแบบ Stand Alone มีขนาดเริ่มต้นที่ 60 ตารางเมตร เงินลงทุน 3.43 ล้านบาท

ทั้งนี้เป้าหมายใหญ่ของร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่วางไว้แต่แรกว่าต้องมี 5,000 สาขา ภายในปี 2571 ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ส่วนกลยุทธ์การทำโปรโมชั่น ซึ่งโดยปกติแล้ว ราคาของพันธ์ุไทย เริ่มต้นที่แก้วละ 40-75 บาท และมีการทำราคาบ้างในบางแคมเปญ บางช่วงเวลา เพื่อดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ โดยเฉพาะการมีบัตรแดงบัตรเขียว เป็นสิงที่ประสบความสำเร็จอย่างดี เพราะลูกค้าสมาชิกได้ลดราคาถึง 50% รวมถึงการทำโปรโมชั่นกับทางแอปดีลิเวอรี่ต่างๆ อย่างไรก็ตามการทำโปรโมชั่นมักจะสอดรับไปกับการทำเมนูด้วย


ขณะที่่กลยุทธ์เมนูใหม่ โดยเฉลี่ยแล้วจะมีเมนูเครื่องดื่มออกใหม่เฉลี่ย 5-6 เมนูทุกปี หรือเฉลี่ย 2 เดือนต่อการเมนูใหม่ รวมไปถึงของอย่าวงอื่นด้วยเช่น ขนมหวาน สแน็ก อื่นๆ

สุดท้ายคือ เรื่องของการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า ประเด็นนี้ นางสาวสุขวสา อธิบายว่า การสร้างประสบการณ์นี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะเครื่องดื่มเท่านั้น เพราะประสบการณ์ของลูกค้านั้นมีได้หลากหลาย เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกวันนี้หลายแบรนด์นำมาใช้แย่งลูกค้าและตอกย้ำแบรนด์กันมากมาย ซึ่งปี 2568 ได้เริ่มทำไปแล้วหลายประการเช่น

การเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คู่ใหม่อย่าง “สกาย-นานิ” เพื่อขยายฐานคนรุ่นใหม่ หรือการเปิดตัวกาแฟพันธ์ุไทยบริการ24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้ทุกช่วงเวลา สามารถสร้างยอดขายได้ตลอดทั้งวันและขยายฐานลูกค้าใหม่จากกลุ่มที่มักใช้ร้านสำหรับทำงานหรือพักผ่อนในเวลากลางคืน โดยนำร่องเปิดให้บริการจำนวน 6 สาขา ดังนี้
1. GIGA EV ลาดพร้าววังหิน กรุงเทพ,2. PT Max Park Salaya กรุงเทพ,3. PT Max Rest นครชัยศรี นครปฐม, 4. คลองหลวง 4 (ถ.พหลโยธิน กม.34) ปทุมธานี, 5. ศูนย์อาหารตลาดไท ปทุมธานี และ 6. สี่มุมเมือง (ตลาดปรุงรส) ปทุมธานี

นางสาวสุขวสา กล่าวว่า “จากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ตลาดฟรีแลนซ์และเจ้าของธุรกิจอิสระในไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยกลุ่มนี้ต้องการความยืดหยุ่นด้านเวลาและสถานที่ทำงานมากขึ้น ขณะที่กลุ่มนักศึกษาก็ต้องการหาสถานที่ติวหรืออ่านหนังสือช่วงดึก ร้านกาแฟที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมงจึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ใหม่ ช่วยให้ลูกค้ากลุ่มนี้เข้าถึงบริการได้ทุกเวลา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น อินเทอร์เน็ตไวไฟ ปลั๊กไฟ ส่งผลให้เกิดการขยายโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มตลาดที่มีความต้องการบริการตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง”

รวมทั้งเปิดตัว "ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย" สาขาแรกที่รังสิตคลอง 3 เมื่อต้นปี 2568 โมเดลร้านอาหารที่มีทั้งเครื่องดื่ม เบเกอรี และก๋วยเตี๋ยวเรือในร้านเดียวกัน และปลายปีเปิดสาขาคลองหลวง 8 จ.ปทุมธานี ล่าสุดตั้งบริษัทลูกดำเนินการโดยเฉพาะ มีแผนขยายสาขาปี 2569 รวม 50 สาขา ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แบ่งเป็นสาขาในและนอกปั๊มอย่างละ 50%

สำหรับช่วง 9 เดือนแรก ของปี 2568 กาแฟพันธ์ุไทย มีรายได้ 3,686 ล้านบาท เติบโต 139% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปี 2567 ซึ่งปัจจัยหลักมาจากกลยุทธ์การ ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ทั้งในสถานีบริการน้ำมัน PT และนอกสถานี โดยมุ่งเน้นการขยายตัวเชิงคุณภาพและการเพิ่มสาขาในอัตราสูง เฉลี่ยวันละ 2 สาขาต่อวัน
โดยปี 2564 รายได้ 502 ล้านบาท ขาดทุน 32 ล้านบาท, ปี 2565 รายได้ 906 ล้านบาท กำไร 78 ล้านบาท, ปี 2566 รายได้ 1,412 ล้านบาท กำไร 212 ล้านบาท, ปี 2567 รายได้ 3,049 ล้านบาท กำไร 292 ล้านบาท


กำลังโหลดความคิดเห็น