xs
xsm
sm
md
lg

ไทยเดินหน้าด้วยเทคโนฯ อวกาศ รัฐ-เอกชนจัดทัพรับการเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กว่า 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเกิดภัยพิบัติในด้านต่างๆ หลายครั้ง ทั้งน้ำท่วม ไฟป่า PM 2.5 หรือแม้กระทั่งภัยพิบัติทางทะเล เราบันทึกทุกเหตุการณ์เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาด้วย “ภาพถ่ายดาวเทียม” ชื่อของ “GISTDA” หรือสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงเริ่มเป็นที่รู้จักหรือคุ้นหูมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการติดตามสถานการณ์ต่างๆ และบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน

เมื่อโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน องค์กรและหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัพใหม่ เพื่อก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านนโยบายประเทศ การเข้าถึงการแข่งขัน การตลาดและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทำให้ทุกองค์กรไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ GISTDA ก็เช่นเดียวกัน จะต้องปรับบทบาทเข้าสู่การพัฒนา solution ให้กับประเทศ แม้ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนแบบก้าวกระโดด แต่ด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 สิ่งที่เรามี คือ ข้อมูลเทคโนโลยี และกำลังคน ถือเป็นกลไกที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เดินหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศอย่างเต็มสูบ

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ตั้งแต่นี้ต่อไปเราต้องมองไปอีก 20 ปีข้างหน้าว่า โลกกำลังจะไปในทิศทางไหน หลายประเทศมหาอำนาจทางเทคโนโลยีอวกาศพยายามจะใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศมากยิ่งขึ้นในหลากหลายด้าน ทั้งเรื่องของการค้นหาที่อยู่ใหม่ ถิ่นฐานใหม่ ค้นหาทรัพยากรใหม่ให้แก่มนุษย์โลก รวมถึงการใช้ประโยชน์ในด้านธุรกิจจากห้วงอวกาศ ทุกคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “อวกาศเป็นของมนุษย์โลก” เป็นของทุกๆ คน ไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง ดังนั้น GISTDA ในฐานะองค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่หลักในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยมีหน้าที่จะต้องดูว่าโอกาสในการใช้พื้นที่จากอวกาศเป็นอย่างไรบ้าง ในอีก 20 ปีข้างหน้า GISTDA ได้วางเป้าหมายไว้ชัดเจน ซึ่งประการแรกต้องเน้นช่วยประเทศในการดูทิศทางของเทคโนโลยีอวกาศ ประการที่ สอง จะเป็นเรื่องของอวกาศและ GIS ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน

ในด้านเทคโนโลยีอวกาศ ทุกคนทราบดีว่า GISTDA มีโครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือ THEOS-2 ซึ่งในอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้าเราจะได้ใช้ประโยชน์จากระบบ THEOS-2 ตามที่ได้วางแผนไว้ และเน้นหนักในเรื่องของการนำระบบ THEOS-2 มาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ทั้งในเรื่องของตัวดาวเทียม ภาพถ่ายดาวเทียม ระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายที่เชื่อมโยงกับระบบ THEOS-2 ไม่ว่าจะเป็นอาคารประกอบและทดสอบดาวเทียม ระบบงาน ระบบรับสัญญาณ และอื่นๆ จากนั้นเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน AIP (Actioable Intelligence Policy Platform) เพื่อช่วยให้เกิดการบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายในอนาคตประกอบการดำเนินงานในเชิงพื้นที่ รวมถึงในขณะนี้เราได้เตรียมการวางแผนทางด้านธุรกิจเพื่อให้บริการข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในระดับนานาชาติ สร้างพันธมิตรในระดับนานาชาติ นอกจากสร้างงานแล้ว สิ่งสำคัญอย่างมากคือการสร้างคน สร้างบุคลากรควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะบุคลากรที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักจากโครงการระบบ THEOS-2 จากต่างประเทศ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะต้องนำองค์ความรู้ต่างๆ มาต่อยอดและถ่ายทอดให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนในประเทศไทยของเรา โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในด้านอวกาศได้มีความรู้ และเพิ่มทักษะในกระบวนงานด้านอวกาศมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมคนไทยในศตวรรษที่ 21 ด้วย

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อไปว่า อวกาศเป็นเรื่องสำคัญสำหรับประเทศไทยที่จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศในทุกๆ มิติ ซึ่งหากมองโดยภาพรวมแล้ว สิ่งที่ GISTDA จะต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้ คือ

1) การศึกษาโอกาสทางธุรกิจ เราจะต้องทำการวิเคราะห์ว่าสามารถทำอะไรได้บ้างในเรื่องของอวกาศ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ การลงทุนความคุ้มค่า และต้องศึกษาถึงความเป็นไปได้ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า รวมไปถึงการเตรียมความพร้อม การวางแผน และการดึงดูดพันธมิตรหน้าใหม่ในวงการอวกาศเพื่อสร้างความร่วมมือกันในอนาคต

2) สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน เพื่อให้ทราบถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศว่าสามารถสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยของเราได้อย่างไรบ้าง ซึ่งการสร้างความตระหนักนี้เกิดจากบุคลากรที่เราสร้างขึ้นมาจากหน่วยงานภาครัฐที่ไปร่วมมือกับโครงการระบบ THEOS-2 และจากผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ โดย GISTDA จะเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมความร่วมมือ สร้างเครือข่ายผู้มีความรู้ด้านอวกาศให้มากที่สุด เพื่อที่จะกระจายองค์ความรู้เหล่านี้ไปสู่ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3) สร้างคน ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากระดับมัธยมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย คิดค้นและพัฒนาหลักสูตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถนำมาบูรณาการและต่อยอดได้ เช่น การเขียนโปรแกรมการสื่อสารระหว่างดาวเทียมกับบนพื้นโลก หรือความร่วมมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ ซึ่งมีหลากหลายด้านที่เราจะต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับอนาคตของประเทศไทย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลักสูตรในระดับมัธยมศึกษาก็เริ่มบรรจุความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสร้างดาวเทียมบ้างแล้ว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเน้นย้ำให้เนื้อหาหลักสูตรมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยระยะแรกไม่จำเป็นต้องเน้นวิชาการมากนัก แต่ต้องเป็นหลักสูตรที่สามารถสร้างจินตนาการเพื่อให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจได้ หรือมีแหล่งเงินทุนที่จะสนับสนุนให้เด็กๆ สามารถสร้างและประกอบดาวเทียมเองได้ เป็นต้น

ส่วนที่ 4) ซึ่งเป็นส่วนสุดท้าย คือการส่งเสริมการกำกับในภาครัฐ ภาคเอกชน และต่างประเทศที่ต้องการมาใช้ประโยชน์จากอวกาศในประเทศไทย ซึ่งในขณะนี้เรามีการเตรียมการในการร่าง พ.ร.บ.กิจการอวกาศอยู่แล้ว ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ระหว่างการเตรียมเสนอ ครม.เพื่อพิจารณา ก็จะสามารถนำมาช่วยส่งเสริมในการกำกับการดำเนินงานในอนาคตได้ รวมถึงรองรับอุตสาหกรรมอวกาศและกิจการอวกาศที่จะเกิดขึ้นภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องและเตรียมรับมือกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศได้อีกด้วย

สำหรับด้านความร่วมมือกับต่างประเทศ ก็จะดำเนินการควบคู่กันไปกับทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศไม่ใช่เทคโนโลยีที่เราคิดค้นขึ้นมาเอง ดังนั้น จึงมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา เป็นเทคโนโลยีที่มีราคาสูง ฉะนั้น ในด้านความร่วมมือการแลกเปลี่ยนทรัพยากร ผู้ที่มีองค์ความรู้ รวมไปถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ จึงมีความสำคัญและจำเป็นมากที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวหน้าไปสู่ระดับสากล

ดังนั้น GISTDA จึงให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกับต่างประเทศ เพราะประเทศไทยมีเทคโนโลยีเหล่านี้มาถึงทุกวันนี้ได้ก็มาจากความร่วมมือกับต่างประเทศ ทั้งในเรื่องของดาวเทียม GIS และรีโมตเซนซิ่ง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับทวิภาคี หรือระดับองค์กร ฟอรัมต่างๆ เราให้ความสำคัญทั้งหมด ประเทศไทยของเรามีจุดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศที่ดีที่สุดในอาเซียน เศรษฐกิจที่ดี บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่นๆ ดังนั้น GISTDA จึงตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำและแกนหลักที่จะผลักดันในเรื่องนี้ เพื่อให้ยืนหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนให้ได้ จากนั้นภายใน 3-5 ปี เราจะเลื่อนอันดับเข้าไปสู่ระดับเอเชีย และนานาชาติให้ได้เช่นกัน

ต่อจากนี้ไป GISTDA จะเร่งเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศต่อไปอย่างเต็มกำลัง พร้อมกับการขยายกลุ่มผู้ใช้งานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศไปสู่ภาคสังคม ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งพัฒนารูปแบบข้อมูลและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการกลุ่มผู้ใช้งานธุรกิจในกลุ่มต่างๆ ตลอดจนทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ผลักดัน Co-creation ในทุกภาคส่วนบนพื้นฐานของความโปร่งใสตรวจสอบได้

วันนี้ เทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว และยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้แก่ประเทศในการสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ให้ดียิ่งขึ้น สามารถเข้าถึงกลุ่มรากหญ้านำไปสู่การจ้างงาน เกิดการนำเงินทุนเข้าประเทศไทย สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศไทยในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า

“GISTDA ในฐานะองค์กรหลักของประเทศในด้านกิจการอวกาศ จึงต้องกำกับ ดูแล ศึกษาหาช่องทาง หาโอกาสในเรื่องของกิจการอวกาศอย่างรอบคอบในทุกๆ บริบท และต้องให้ความสำคัญต่อการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกการพัฒนาและการแก้ไขปัญหาของประเทศที่มีอยู่มากมายหลายมิติ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด” ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น