xs
xsm
sm
md
lg

สรรพากรขู่ยึดทรัพย์ร้านทองเลี่ยงภาษี คลังจ่อคิวรีดภาษีชาเขียว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยในงานสัมมนา โอกาสทอง ร้านทองเปลี่ยนผ่านสู่นิติบุคคล ว่ากรมสรรพากรได้พยายามชี้แจงให้ผู้ประกอบการธุรกิจทุกภาคส่วน รวมถึงธุรกิจร้านทองรับรู้ถึงการบังคับใช้กฎหมายสากลในการป้องกันการฟอกเงิน จึงให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องออกกฎหมายให้สอดคล้องกันกับสากล ส่งผลให้กรมสรรพากรมีการบังคับใช้กฎหมายกับภาคธุรกิจในการเสียภาษีอย่างถูกต้อง โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่าหากภาคธุรกิจที่มีรายได้ 10 ล้านบาทขึ้น แต่ไม่ลงบัญชีทางการเงิน จะถือว่าเข้าข่ายการฟอกเงิน และถูกยึดทรัพย์ได้ทันที ซึ่งปัจจุบันร้านค้าทองคำทั้งหมดมีมูลค่าการค้ารวม 4-5 แสนล้านบาท แต่เข้าระบบภาษีจริงเพียง 2-3 แสนล้านบาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การเสียภาษีต่างๆ ทั้งหมด จะเชื่อมโยงกับระบบ e-Payment ที่รัฐบาลกำลังดำเนินอยู่ ซึ่งจะมีข้อมูลการซื้อขายผ่านเครื่องรูดบัตรอัตโนมัติ ทำให้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบปริมาณการซื้อขายและรายได้ของภาคธุรกิจที่แท้จริงได้ ดังนั้นผู้ประกอบการควรยื่นภาษีให้ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งจะเริ่มต้นภายในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ จะให้ผู้ค้าทองรายใหญ่ 75 รายจากทั้งหมด 7 พันรายทั่วประเทศ นำร่องออกใบกำกับภาษีในการซื้อขายทองคำ เพื่อให้เข้าสู่ระบบภาษีในระยะแรกก่อน ซึ่งหากในอนาคตภาคธุรกิจทั้งหมด เข้าสู่ระบบ e-Payment จะทำให้ลดต้นทุนของประเทศลงได้ 7.5 หมื่นล้านบาท และจะส่งผลดีต่อจีดีพีประเทศไปด้วย

“ในอนาคตกรมสรรพากรจะประสานงานกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ในการดึงภาคธุรกิจทุกประเภทเข้าระบบภาษี เพราะมองว่าการเป็นนิติบุคคลจะเสียภาษีในอัตราต่ำกว่าการทำธุรกิจและจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” นายประสงค์กล่าว

นายประสงค์กล่าวอีกว่า กรมสรรพากรอยู่ระหว่างร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขประมลรัษฎากรการทำธุรกรรมทางภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาใช้บังคับนิติบุคคลทุกราย เข้าสู่ระบบ e-Payment ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวจะต้องมีการกำหนดบทลงโทษไว้ เพื่อให้นิติบุคคลทุกรายเข้าสู่ระบบทั้งหมด โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเสนอให้ ครม.พิจารณาได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จะเรียกกรมสรรพสามิต และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) มาหารือเกี่ยวกับการเก็บภาษีน้ำหวานตามข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อเป็นการดูแลสุขภาพผู้บริโภค เนื่องจากการรับประทานหวานมีผลการศึกษาทางการแพทย์ว่าไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ

“ต้องศึกษาข้อเสนอของ สปท.ที่ให้เก็บภาษีเครื่องดื่ม เช่น ชาเขียว กาแฟ และน้ำผลไม้ หากมีความหวานไม่มากให้เก็บภาษีในอัตรา 20% และหากมีความหวานมากให้เก็บภาษี 25% จะทำได้หรือไม่ และต้องเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี เพราะอาจจะอ้างได้ว่าหากเก็บภาษีน้ำหวานแล้วทำไมไม่เก็บภาษีของหวาน ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน” นายสมชัยกล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...