“คามาคุระ” เมืองท่องเที่ยวริมทะเลในจังหวัดคานางาวะ อยู่ห่างจากกรุงโตเกียวเพียงประมาณ 1 ชั่วโมงโดยรถไฟ กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หลังถูกใช้เป็นโลเคชันถ่ายทำซีรีส์เรื่อง “Can This Love Be Translated” ที่นำเสนอเรื่องราวความรักเรียบง่ายท่ามกลางบรรยากาศเมืองสงบ
“คามาคุระ” (Kamakura) เป็นเมืองชายทะเลของจังหวัดคานางาวะ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ใช้เวลาเดินทางโดยรถไฟไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง จึงเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายจากเมืองใหญ่
ในอดีตคามาคุระเคยทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นในยุคคามาคุระ และมีบทบาทสำคัญทางการเมืองและการปกครอง ปัจจุบันเมืองแห่งนี้ยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ไว้ได้อย่างชัดเจน ทั้งวัดวาอารามเก่าแก่ วัฒนธรรมดั้งเดิม
เมื่อมาเยือนคามาคุระแล้วจะต้องไม่พลาดมาที่ “วัดโคโตคุอิน” เพื่อสักการะ “พระไดบุตซึ” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองคามาคุระเลยก็ว่าได้ พระพุทธรูปองค์นี้สร้างด้วยทองสำริด มีความสูงประมาณ 11 เมตร (ไม่รวมตัวฐาน) สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 13 หรือราว 760 ปีก่อน เดิมทีตั้งอยู่ในห้องโถงไม้ขนาดใหญ่ ที่ได้รับการบูรณะในสมัยเอโดะ (1603-1868) หลังจากได้รับความเสียหายจากพายุไต้ฝุ่นและแผ่นดินไหวมานานหลายปี แต่องค์พระก็ยังคงประดิษฐานอยู่ที่เดิม
ปัจจุบัน พระไดบุตสึแห่งคามาคุระถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง และยังเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศญี่ปุ่น สะท้อนทั้งคุณค่าทางศิลปกรรมและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สืบทอดมายาวนาน
และอีกหนึ่งวัดที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว นั่นคือ “วัดฮาเซเดระ” ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลและใกล้กับพระใหญ่ เป็นวัดที่มีสวนที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีวัดอื่น ๆ เช่น วัดเอนกาคุจิ วัดโจชิจิ และวัดเคนโชจิ ทั้งหมดนี้รวมกันเรียกว่า “คามาคุระโกซัน” (หรือ ภูเขาทั้งห้าแห่งคามาคุระ) และเป็นวัดพุทธนิกายเซนที่มีชื่อเสียง สถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับเดินชม
นอกจากนี้ยังมี “เกาะเอโนะชิมะ” (Enoshima Island) เกาะเล็ก ๆ ที่อยู่ทางใต้ของคามาคุระ โดยเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยสะพานยาว 400 เมตร เกาะแห่งนี้เป็นจุดหมายยอดนิยมในการท่องเที่ยวภายในวันเดียวของชาวโตเกียว และเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคเอโดะ (ค.ศ.1603- ค.ศ.1867) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนที่ทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิง ทุกวันนี้เกาะนี้เป็นเกาะที่มีความครึกครื้นและผสมผสานความดั้งเดิมและทันสมัยเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และจุดชมทิวทัศน์ต่าง ๆ มากมาย
สามารถเดินข้ามไปยังเกาะได้ โดยเชื่อมต่อกับแผ่นดินใหญ่ด้วยสะพานทางเดินยาว หากวันไหนท้องฟ้าแจ่มใสและอากาศปลอดโปร่ง ก็สามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิระหว่างทางเดินไปยังเกาะอีกด้วย
บนเกาะแห่งนี้มี “ศาลเจ้าเอโนะชิมะ” สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพแห่งการตกปลาและการเดินทางทางทะเล แต่เมื่อไม่นานนี้ศาลเจ้าแห่งนี้ได้กลายเป็นศาลเจ้าสำหรับเทพเจ้าแห่งดนตรี เงินตรา และความโชคดี เทพเจ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของเอโนะชิมะก็คือเบ็นไซเท็น ซึ่งมีลักษณะปรากฏ 2 แบบ ได้แก่ ฮับปิ-เบ็นไซเท็น ผู้ถือสิ่งของหลายอย่างอยู่ในมือแสดงถึงความโชคดี และเมียวอน-เบ็นไซเท็น ซึ่งมักปรากฏอยู่ในรูปฮาดากะ เป็นองค์อุปถัมภ์ศิลปะและเสียงเพลง
จริง ๆ แล้วศาลเจ้าเอโนะชิมะเป็นกลุ่มศาลเจ้าที่ประกอบด้วยศาลเจ้าสามแห่งที่ตั้งอยู่อย่างกระจายทั่วเกาะ เฮ็ตสึมิยะ เป็นศาลเจ้าแห่งแรกในสามแห่ง สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1206 และเป็นศาลเจ้าที่เมียวอน-เบ็นไซเท็นสถิตอยู่ ไกลออกมาอีกหน่อยคือนากัตสึมิยะ ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 853 และถัดออกไปก็คือโอคัตสึมิยะ ศาลเจ้านี้ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1841 เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นแทนที่หลังจากพายุพัดศาลเจ้าหลังเดิมเสียหาย
สิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่ใจกลางเกาะก็คือประภาคารชมวิวเอโนะชิมะซีแคนเดิล หอประภาคารสังเกตการณ์ที่สามารถขึ้นไปชมทิวทัศน์รอบทิศสุดตระการตาได้ ด้วยความสูงจากพื้นราว 100 เมตร ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ที่งดงามแบบ 360 องศา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน ส่วนด้านล่างเป็นสวนสวย ภายในสวนค่อนข้างกว้าง มีศาลาให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ที่เอโนะชิมะยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ร้านค้า และร้านอาหารต่าง ๆ รวมถึงชายหาดมากมาย
ใครที่ไปท่องเที่ยวโตเกียวและมองหาสถานที่อื่นๆ ที่อยู่ไม่ไกล ขอแนะนำให้มาที่ “คามาคุระ” เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีความน่าสนใจ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัดวาอาราม รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง ที่สามารถเดินทางมาจากโตเกียวได้แบบมาเช้าเย็นกลับ
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ travel_astvmgr@hotmail.com หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


