วิกฤตการเมืองอิหร่านเดือดระอุจนฉุดไม่อยู่! ประชาชนแห่ถอน ‘Bitcoin’ เก็บเข้ากระเป๋าส่วนตัวมโหฬาร ดันมูลค่าระบบนิเวศคริปโทฯ ในประเทศพุ่งแตะ 7.78 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.7 แสนล้านบาท รับกระแสการประท้วงขับไล่รัฐบาลเผด็จการ Chainalysis ชี้ชัดนี่ไม่ใช่แค่การเก็งกำไร แต่คือ ‘การต่อต้านเชิงสัญลักษณ์’ (Element of Resistance) ของประชาชนที่ต้องการอิสรภาพทางการเงินเพื่อหนีตายจากค่าเงินเรียลที่พังพินาศ ขณะเดียวกันแฉเบื้องลึก ‘กองกำลังปฏิวัติ (IRGC)’ ก็แอบใช้คริปโทฯ เป็นท่อน้ำเลี้ยงกว่า 3 พันล้านดอลลาร์เพื่อเลี่ยงคว่ำบาตรเช่นกัน
ท่ามกลางสถานการณ์จลาจลที่ปะทุขึ้นทั่วประเทศอิหร่านนับตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อันเป็นผลสืบเนื่องจากความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจที่ทำให้ค่าเงินเรียล (Rial) ดิ่งลงเหวทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ จนนำไปสู่การออกมาเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่และการตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากภาครัฐ รวมถึงการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อปิดหูปิดตาประชาชน
ล่าสุด Chainalysis บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนระดับโลก ได้เปิดเผยรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งตีแผ่ความจริงที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของวิกฤตครั้งนี้ โดยระบุว่าในปี 2025 ระบบนิเวศคริปโทเคอร์เรนซีของอิหร่านมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดแตะระดับ 7.78 พันล้านดอลลาร์ โดยมีปริมาณธุรกรรมการโอนเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสอดคล้องกับช่วงเวลาที่สถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤต
บิทคอยน์ป้อมปราการสุดท้ายของประชาชน
รายงานระบุว่า พฤติกรรมที่น่าจับตามองที่สุดคือ “การแห่ถอน Bitcoin ออกจากกระดานเทรด” (Surge in Withdrawals) เพื่อนำไปเก็บไว้ในกระเป๋าเงินส่วนตัว (Personal Wallets) ที่ระบุตัวตนไม่ได้ ซึ่งสะท้อนว่าชาวอิหร่านกำลังเร่งถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในอัตราที่สูงกว่าปกติมากในช่วงการประท้วง
“พฤติกรรมนี้คือการตอบสนองที่สมเหตุสมผลที่สุดต่อการล่มสลายของค่าเงินเรียล ซึ่งแทบจะกลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอย่างยูโร” Chainalysis วิเคราะห์
ในสถานการณ์ที่รัฐบาลควบคุมทุกอย่าง Bitcoin จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อรักษามูลค่า (Store of Value) แต่ได้ยกระดับกลายเป็น “องค์ประกอบของการต่อต้าน” (Element of Resistance) ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานต่อการเซ็นเซอร์ (Censorship-resistant) และสามารถเก็บรักษาได้ด้วยตนเอง (Self-custodial) ทำให้ประชาชนมี “ความยืดหยุ่นทางการเงิน” ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งหากต้องหลบหนีออกนอกประเทศหรือทำธุรกรรมนอกระบบการเงินที่รัฐบาลควบคุม
ความย้อนแย้งรัฐบาลใช้ ‘คริปโตฯ’ หนีคว่ำบาตร
อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้าน ในขณะที่ประชาชนใช้คริปโตฯ เพื่อเอาตัวรอด รายงานยังแฉด้วยว่า รัฐบาลอิหร่านเองก็ใช้คริปโตฯ เป็นเครื่องมือหลักเช่นกัน
ข้อมูลเผยว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 กิจกรรมคริปโต ฯ กว่า “ครึ่งหนึ่ง” ของทั้งระบบ เกี่ยวข้องกับกองพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) โดยมีการตรวจสอบพบว่าที่อยู่กระเป๋าเงิน (Addresses) ที่เชื่อมโยงกับ IRGC ได้รับเงินโอนเข้ามากว่า 3 พันล้านดอลลาร์ตลอดปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าชนชั้นปกครองก็ใช้ช่องทางนี้ในการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและเคลื่อนย้ายทุนสีเทา
เครื่องมือแห่งอิสรภาพในแดนมิคสัญญี
Chainalysis สรุปทิ้งท้ายว่า อิหร่านไม่ใช่กรณีเดียวแต่ในภูมิภาคที่เผชิญกับสงคราม ความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ หรือการปราบปรามจากรัฐบาล เรามักจะเห็นยอดการใช้ Bitcoin พุ่งสูงขึ้นเสมอ
ด้วยแรงกดดันจากการคว่ำบาตรของนานาชาติและความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลง คริปโทเคอร์เรนซีจะยังคงเป็น “เครื่องมือสำคัญ” สำหรับชาวอิหร่านกว่า 7 ล้านคนที่ต้องการทวงคืน “อธิปไตยทางการเงิน” (Financial Sovereignty) ของตนเองคืนจากรัฐที่ล้มเหลว


