xs
xsm
sm
md
lg

FPI กางแผนปี 64 ตั้งเป้ารายได้โต 15%

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ ปักธงปี 2564 ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ผลจากการรับรู้รายได้จากงานในมือที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้วกว่า 600-700 ล้านบาท ขณะที่บริษัทย่อยที่อินเดีย “FPI AUTOPARTS INDIA PRIVATE LIMITED” สัญญาณดีมีออเดอร์เพิ่ม ปีนี้จะรับรู้รายได้ทั้งหมดจากอินเดีย ลุยงาน OEM เต็มสปีด พร้อมเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) (FPI) เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2564 จะมีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากบริษัทฯ มีงานในมือซึ่งเป็นคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Backlog) ไว้แล้วประมาณ 600-700 ล้านบาท และแนวโน้มธุรกิจรับผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ประเทศอินเดีย ผ่าน FPI AUTOPARTS INDIA PRIVATE LIMITED ซึ่งเป็นบริษัทย่อย มีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น และคาดว่าในปีนี้จะเป็นปีแรกที่สามารถรับรู้รายได้ทั้งหมดจากหลังจากเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเรียบร้อยแล้ว

"ในปี 2564 คาดว่าธุรกิจที่อินเดียจะเริ่มเทิร์นอะราวนด์ หลังจากที่บริษัทฯ เข้าซื้อหุ้นทั้งหมด ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนในด้านต่างๆ ได้ดี และขณะนี้ได้เริ่มทำการตลาดในอินเดียแล้ว ทำให้มีออเดอร์เข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อว่าระยะยาวอินเดียเป็นประเทศขนาดใหญ่ มีกำลังซื้อค่อนข้างมาก รวมทั้งจะทำให้สามารถเป็นฐานผลิตให้แก่ FPI ได้โดยใช้เป็น ฐานในการส่งออก เพราะต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าไทย"

นายสมพล กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้รับงานที่เป็น OEM จากค่ายรถยนต์ต่างๆ โดยเฉพาะการทำสัญญารับจ้างผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ให้แก่บริษัโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในรุ่น รีโว ฟอร์จูนเนอร์ ล่าสุด มีออเดอร์ในส่วนของรถยนต์รุ่นที่ออกใหม่เข้ามาเพิ่มได้แก่ โตโยต้าครอส รีโว่ ร็อคโค่ ฟอร์จูนเนอร์ รวมถึงค่ายรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด นิสสัน มิตซูบิชิ ส่งผลให้งานด้าน OEM ของบริษัทเติบโตได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อจะผลิตสินค้ารองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตซึ่งจะช่วยทำให้มีรายได้เพิ่ม สนับสนุนบริษัทฯ มีการเติบโตได้อย่างมั่นคง อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทฯ ยังคงมาตรการที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงเชื่อมั่นว่าจะไม่ได้รับผลกระทบที่มีนัยสำคัญกับสายการผลิต และมั่นใจว่าจะสามารถผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน


กำลังโหลดความคิดเห็น...