ไทยสโตเรจ ฯ คาดกำไรช่วงไตรมาส2 เติบโตดีกว่าไตรมาสแรก คาดปีนี้พลิกกำไรหลังปีก่อนขาดทุนเกือบ 500 ล้านบาท เหตุแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัวและอุตสาหกรรมยานยนต์คึก มุ่งเจาะตลาดใหม่ขยายฐานลูกค้าเพิ่ม เน้นบริหารสภาพคล่อง เผยอยู่ระหว่างหาพันธมิตรเพื่อร่วมงาน ส่วนปีนี้ตั้งเป้ายอดขายแตะ 4 พันล้านบาท
นายวีรวัฒน์ ขอไพบูลย์ กรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสโตเรจ แบตเตอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ BAT-3K เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้จะสามารถทำกำไรต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ทำกำไร 76 ล้านบาท เนื่องจากผันแปรไปตามยอดขายที่สูงขึ้นกว่าไตรมาสแรก และคาดว่าผลประกอบการปีนี้จะพลิกกลับมามีกำไรจากปีก่อนที่ขาดทุนไป 471 ล้านบาท
โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน ส่วนแผนงานบริษัทไม่เน้นการเติบโตของยอดขาย แต่จะเน้นการสร้างสภาพคล่องทางการเงินและทำธุรกิจให้มีกำไรแบบไม่มีความเสี่ยงในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจ ยังไม่นิ่ง เนื่องจากปีนี้มองว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์จะยังแข่งขันสูง
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณของยอดขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากแบตเตอรี่ยังเป็นสินค้าที่จำเป็นในการใช้ควบคู่กับรถยนต์ที่เป็นปัจจัยหลักของคนทั่วไป อีกทั้งสัญญาณของตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มมีทิศทางการฟื้นตัว หลังจากหลายฝ่ายมองว่าภาพรวมของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
สำหรับแผนการเจาะตลาดใหม่ในต่างประเทศที่ BAT-3K ได้ดำเนินงานมาอยู่ตลอดเวลานั้น ทั้ง ในประเทศจีนและออสเตรเลีย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการหาพันธมิตรร่วมธุรกิจที่มีความเหมาะสมและสามารถร่วมงานกันไปได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ปัจจุบันบริษัทมีตลาดส่งออกใหญ่ที่ทำธุรกิจอยู่ ได้แก่ แถบตะวันออกกลาง ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทยังคงมีกลยุทธ์การเจาะตลาดลูกค้าใหม่อยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการสร้างความแข็งแกร่งและมั่นคงกับฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ พร้อมกับพยายามรักษาสัดส่วนรายได้ปีนี้จากการขายในประเทศและส่งออกอย่างละ 50%
" ก่อนหน้านี้เราได้ลดกำลังการผลิตแบตเตอรี่ลงจากเดิมที่ 300,000 ลูกต่อเดือน แต่พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่กระทบกับทุกภาคอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่ไม่กล้าใช้จ่ายเงิน ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวทั้งโลกกระทบอุตสาหกรรมยานยนต์ก็เช่นกัน ทำให้เราต้องลดกำลังการผลิตลง 20% หลังความต้องการลดลง" นายวีรวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังประเมินว่ามูลค่าตลาดโดยรวมของแบตเตอรี่รถยนต์ในประเทศจะลดลงเหลือ 5,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท เนื่องมาจากตลาดมีมูลค่าลดลงตามมูลค่าขายที่ตกต่ำ และราคาขายก็ลดลง อีกทั้งยังมีราคาขายที่ปรับตัวลดลงจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงประมาณ 30-40% โดยปัจจุบันบริษัท มีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 30-35% สำหรับตลาดในประเทศที่มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 5 พันล้านบาท
นายวีรวัฒน์ ขอไพบูลย์ กรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสโตเรจ แบตเตอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ BAT-3K เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้จะสามารถทำกำไรต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ทำกำไร 76 ล้านบาท เนื่องจากผันแปรไปตามยอดขายที่สูงขึ้นกว่าไตรมาสแรก และคาดว่าผลประกอบการปีนี้จะพลิกกลับมามีกำไรจากปีก่อนที่ขาดทุนไป 471 ล้านบาท
โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 4,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน ส่วนแผนงานบริษัทไม่เน้นการเติบโตของยอดขาย แต่จะเน้นการสร้างสภาพคล่องทางการเงินและทำธุรกิจให้มีกำไรแบบไม่มีความเสี่ยงในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจ ยังไม่นิ่ง เนื่องจากปีนี้มองว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่รถยนต์จะยังแข่งขันสูง
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ปีนี้ บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณของยอดขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากแบตเตอรี่ยังเป็นสินค้าที่จำเป็นในการใช้ควบคู่กับรถยนต์ที่เป็นปัจจัยหลักของคนทั่วไป อีกทั้งสัญญาณของตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มมีทิศทางการฟื้นตัว หลังจากหลายฝ่ายมองว่าภาพรวมของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
สำหรับแผนการเจาะตลาดใหม่ในต่างประเทศที่ BAT-3K ได้ดำเนินงานมาอยู่ตลอดเวลานั้น ทั้ง ในประเทศจีนและออสเตรเลีย ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการหาพันธมิตรร่วมธุรกิจที่มีความเหมาะสมและสามารถร่วมงานกันไปได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ปัจจุบันบริษัทมีตลาดส่งออกใหญ่ที่ทำธุรกิจอยู่ ได้แก่ แถบตะวันออกกลาง ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทยังคงมีกลยุทธ์การเจาะตลาดลูกค้าใหม่อยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการสร้างความแข็งแกร่งและมั่นคงกับฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ พร้อมกับพยายามรักษาสัดส่วนรายได้ปีนี้จากการขายในประเทศและส่งออกอย่างละ 50%
" ก่อนหน้านี้เราได้ลดกำลังการผลิตแบตเตอรี่ลงจากเดิมที่ 300,000 ลูกต่อเดือน แต่พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่กระทบกับทุกภาคอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่ไม่กล้าใช้จ่ายเงิน ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวทั้งโลกกระทบอุตสาหกรรมยานยนต์ก็เช่นกัน ทำให้เราต้องลดกำลังการผลิตลง 20% หลังความต้องการลดลง" นายวีรวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังประเมินว่ามูลค่าตลาดโดยรวมของแบตเตอรี่รถยนต์ในประเทศจะลดลงเหลือ 5,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 6,000 ล้านบาท เนื่องมาจากตลาดมีมูลค่าลดลงตามมูลค่าขายที่ตกต่ำ และราคาขายก็ลดลง อีกทั้งยังมีราคาขายที่ปรับตัวลดลงจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงประมาณ 30-40% โดยปัจจุบันบริษัท มีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 30-35% สำหรับตลาดในประเทศที่มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 5 พันล้านบาท



