xs
xsm
sm
md
lg

แฉเบื้องลึกปมฆ่านักธุรกิจมาเลย์พัวพัน “มาเฟีย” ยึดอสังหาฯ หมื่นล้านที่สงขลา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

แฟ้มภาพ
 
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - เปิดโปงเบื้องหลังการฆ่าเศรษฐีพันล้านมาเลเซีย พบประเด็นมาเฟียกลุ่มธุรกิจหมื่นล้านรุกเข้ายึดครองอสังหาริมทรัพย์ใน จ.สงขลา

วันนี้ (7 ธ.ค.) จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้รถเก๋งประกบยิง มิสเตอร์ลี อาฮง อายุ 50 ปีเศษ ด้วยอาวุธปืนสงคราม ขณะขับรถเบ็นซ์หรูพร้อมภรรยาเพื่อเดินทางไปยังสนามบินหาดใหญ่ ขึ้นเครื่องบินไปทำธุรกิจที่ กทม. เหตุเกิดที่บ้านคอลงปอม ต.พะตง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นเหตุให้ นายลี อาฮง เสียชีวิตทันที ส่วนภรรยาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน สภ.ทุ่งลุง และชุดสืบสวนสอบสวน ภ.จว.สงขลา รวมทั้ง ศ.สส. ผบช.ภ.9 ได้ลงพื้นที่หาข้อมูลของสาเหตุความขัดแย้ง โดยเบื้องต้นมีการตั้งประเด็นสงสัยถึงสาเหตุของการฆ่ามิสเตอร์ลี อาฮง ไว้ 2 ประเด็นคือ เรื่อง หักหลังทางธุรกิจ และเรื่องชู้สาว

ในขณะที่เจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งซึ่งมีความชำนาญในเรื่องของกล้องวงจรปิด ได้ทำการไล่ตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อหารถยนต์ต้องสงสัยของคนร้าย ตั้งแต่บ้านด่านนอก ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งเป็นบ้านพักของผู้ตาย จนถึงที่เกิดเหตุ และเส้นทางเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ รวมทั้งทางแยก ไปยัง อ.คลองหอยโข่ง และเส้นทางอื่นๆ ซึ่งกลุ่มคนร้ายอาจจะใช้เป็นเส้นทางหลบหนี หลังการก่อเหตุ

ประเด็นที่สำคัญของคดีนี้อยู่ที่ผู้ตาย หรือมิสเตอร์ ลี อาฮง หาใช่ชาวมาเลเซีย “กิ๊กก๊อก” ที่เป็นนักธุรกิจธรรมดา หรือนักการพนัน นักค้ายาเสพติด ซึ่งหลายต่อหลายรายมาถูก “ฆ่า” ในพื้นที่ของ จ.สงขลา แต่ มิสเตอร์ ลี อาฮง เป็นเศรษฐีพันล้าน เป็นนักธุรกิจที่เป็นพ่อค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา มิสเตอร์ลี เข้ามากว้านซื้อที่ดินในเขตเทศบาลสำนักขาม ชายแดนไทย-มาเลเซีย อ.สะเดา จ.สงขลา เป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท

แม้แต่ที่ดินแปลงสวยที่สุดในใจกลางเมืองเศรษฐกิจบ้านจังโหลน เขตเทศบาล ต.สำนักขาม จำนวน 7 ไร่ ราคากว่า 1 พันล้านบาท ก็ตกอยู่ในมือของ มิสเตอร์ลี ผู้นี้

ลี อาฮง เป็นใครมาจากไหน ถ้าถามคนในพื้นที่คงจะต้องหา “ผู้รู้” ซึ่งมีไม่กี่คนที่ตอบได้ แต่ถ้าถามว่า “แก๊งอาลีบาบา” เป็นใคร คนในตลาดจังโหลน เขตเทศบาล ต.สำนักขาม จะต้องร้อง อ๋อ เพราะมิสเตอร์ลี คือ หนึ่งใน “แก๊งอาลีบาบา” ถามว่าทำไมแก๊งนักธุรกิจแก๊งนี้จึงถูกเรียกว่า “อาลีบาบา”

สาเหตุคือ การ “หว่านโปรย” เงินในการใช้จ่ายการทำธุรกิจ และเลี้ยงดูปูเสื่อเจ้าหน้าที่รัฐ และเด็กๆ ตามห้องอาหารย่านธุรกิจบันเทิงอย่าง “ฟุ่มเฟือย” เหมือนกับการมี “ตะเกียงวิเศษ” อย่างกับ “อาลีบาบา” ในจินตนิยายของฝรั่ง

ลี ฮาฮง เข้ามาในบ้านจังโหลน ต.สำนักขาม ครั้งแรกมาอยู่ภายใต้ “ร่มธง” ของนักธุรกิจข้ามชาติชาวมาเลเซียที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และ “ล้มละลาย” ในประเทศของตนเอง โดยเข้ามา “แสวงโชค” ด้วยการทำธุรกิจบันเทิงที่เป็นแบบ “เทาๆ” ในบ้านจังโหลน ก่อนที่จะยกระดับเป็นเจ้าของโรงแรมชื่อดังที่เป็นที่รู้จัดกันในกลุ่ม “พี”

ซึ่งเจ้าของประธาน “กลุ่มพี” ที่คนในพื้นที่ โดยเฉพาะนายตำรวจระดับใหญ่ของจังหวัด และภาค 9 รู้จักกันดีในนามของ “เฮีย ก.” ซึ่งเป็นนักธุรกิจข้ามชาติผู้กว้างขวางคนหนึ่งในพื้นที่ อ.สะเดา ที่สามารถทำหลายอย่างอยู่เหนือกฎหมายไทย

และที่สำคัญคือ “กลยุทธ์” การเอาคนในเครื่องแบบ คนมีสีที่ให้คุณให้โทษต่อธุรกิจของตนเองในบ้านไทยจังโหลน หรือ “ด่านนอก” ด้วยการให้คนในเครื่องแบบเหล่านี้เป็น “หุ้นส่วน” โดยที่ไม่ต้อง “ลงเงิน” ซึ่งหมายถึงการเป็น “หุ้นลม” นั่นเอง

ดังนั้น ธุรกิจของ “กลุ่มพี” ที่มี “เฮีย ก.” เป็นประธาน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ “สีเทา” หรือสีอะไรก็แล้วแต่ ถูกมองเป็น “สีเงิน” กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยไหนที่กล้า “แตะต้อง” นั่นคือความยิ่งใหญ่ของ “เฮีย ก.” และ “กลุ่มพี” ที่สยายปีกเข้าไปครอบคลุมธุรกิจมากมาย ทั้งโรงแรม สถานบันเทิง และอื่นๆ จนหลายคนสงสัยว่า “ด่านนอก” หรือ “บ้านไทยจังโหลน” ชายแดนไทย-มาเลเซีย ยังเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศไทยหรือไม่

ลี อาฮง เข้ามารวมทุนกับ “เฮีย ก.” ด้วยการเป็นนักลงทุนในการกว้านซื้อที่ดิน เพื่อขายต่อให้แก่นักธุรกิจชาวมาเลเซีย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นคนในรัฐเกดะห์ ที่มีจุดประสงค์ในการ “ฟอกเงิน” เพราะการถือเงินสดในประเทศมาเลเซียย่อมถูกตรวจสอบ

ดังนั้น สถานะของมิสเตอร์ลี นอกจากจะเป็นการเข้ามา “ลงทุน” ด้วยเงินทุนของตนเองแล้ว ยังอยู่ในสถานะของ “นอมินี” ของนักลงทุน ที่เป็นทั้งนักธุรกิจ และนักการเมืองข้ามชาติจากประเทศมาเลเซียอีกด้วย

ดังนั้น สถานะของ มิสเตอร์ลี จึงถูกขนานนามว่า นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,000 ล้าน จึงไม่ได้ผิดจากข้อเท็จจริงแต่ประการใด

การเข้ามาอยู่ใต้ “ร่มธง” ของ “เฮีย ก.” เมื่อนานเข้าย่อมเกิดความต้องการแยกตัวออกมา ซึ่งเป็นไปตามคำกล่าวของ “โกว้เล้ง” เจ้าของสวนอักษรนวนิยายกำลังภายในนามอุโฆษของโลกว่า “หนึ่งภูเขา ยากซ่อนสองเสือ” ในระยะหลัง มิสเตอร์ลี จึงแยกตัวออกมายืนด้วย “ขา” ของตนเอง และมี “กลุ่ม” ของตนเองขึ้น แต่ก็ยังคงทำธุรกิจซื้อ-ขายที่ดินกับ “เฮีย ก.” ซึ่ง “เฮีย ก.” ก็มีกลุ่มทุนข้ามชาติอีกกลุ่มที่ร่วมทุนในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ที่ดิน โรงแรม คอนโด อพาร์ตเมนต์ และสถานบันเทิง ทั้ง “สีเงิน” และ “สีเทา” ในนามของ “กรุ๊ป เอ็ม” ซึ่งเป็นกลุ่มทุนข้ามชาติระดับ 10,000 ล้าน โดยมีเป้าหมายในการยึดครองอสังหาริมทรัพย์ใน ต.สำนักขาม อย่าง “เบ็ดเสร็จ”

เมื่อ 6 เดือนก่อนที่จะถึงวันนี้ มิสเตอร์ลี ได้นำเช็คของ “เมย์แบงก์” ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของประเทศมาเลเซีย จำนวน 30 ใบ เป็นเงิน 30 ล้าน ซึ่งถูกธนาคารปฏิเสธการจ่าย (เช็คเด้ง) มาปรึกษาคดีกับ “นักกฎหมาย” ท่านหนึ่งเพื่อฟ้องร้องเจ้าของเช็ค แต่ไม่สามารถที่จะตกลงรายละเอียดกันได้ นักกฎหมายท่านนั้นจึงได้คืนเช็คทั้งหมดกลับไป และเจ้าของผู้ส่งเช็คทั้ง 30 ใบ คือ “เฮีย ก.”

ดังนั้น หลังจากที่ มิสเตอร์ลี ถูก “สั่งตาย” กลุ่มทุนในกลุ่ม “อาลีบาบา” ของมิสเตอร์ลี จึงเชื่อว่า ปมการสังหารครั้งนี้น่าจะมาจากเรื่องของเงิน 30 กว่าล้าน ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็น 30 ล้านบาทไทย หรือ 30 ล้านเหรียญริงกิต

ส่วนประเด็นที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ ก่อนเสียชีวิต มิสเตอร์ลี ได้ทำการซื้อโครงการหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งที่บ้านท่าสะท้อน ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวงเงินที่ไม่เปิดเผย แต่ย่อมเป็นวงเงินไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท โดยหมู่บ้านแห่งนี้เป็นของนักการเมืองคนหนึ่งใน จ.สงขลา

และแน่นอนว่า ทั้ง 2 ประเด็นย่อมเป็นหน้าที่ของตำรวจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อการคลี่คลายคดีในการจับกุมคนร้าย และผู้บงการมาลงโทษ

ล่าสุด ภรรยาของมิสเตอร์ลี หรือ “มยุรี” ซึ่งเป็น “ชาวสยามเกดะ” หมายถึงเป็นคนไทยในรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ที่รอดชีวิตในครั้งนี้ได้เข้าร้องทุกข์ต่อหัวหน้าตำรวจรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อของความคุ้มครอง และขอให้ประสานกับตำรวจไทยในการจับกุมคนร้าย

ประเด็นที่สำคัญคือ “มยุรี” ได้ให้ปากคำต่อตำรวจมาเลเซียถึงรายละเอียดของคดีดังกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุใครเป็นผู้ข่มขู่ มิสเตอร์ลี เพื่อที่จะเอาชีวิต

ส่วนในด้านของตำรวจไทย พล.ต.ท.วีรพงษ์ ชื่นภักดี ผบช.ภ.9 ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.58 ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนสอบสวนเพื่อคลี่คลายคดีนี้ ซึ่งสรุปได้ว่าจากการไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า รถของคนร้ายใช้ป้ายทะเบียนปลอม หลังก่อเหตุขับหลบหนีไปทางถนนชนบทสายคลองแงะ-ควนกบ ซึ่งเป็นถนน “ก้างปลา” ที่สามารถออกไปยัง อ.คลองหอยโข่ง สนามบิน หรือย้อนกลับไปยังปาดังเบซาร์ อ.สะเดา ก็ได้ โดยมีเบาะแสที่ชัดเจนว่า คนร้ายรอ และติดตามมิสเตอร์ลี ตั้งแต่บ้านไทยจังโหลน ก่อนที่จะติดตามลงมือสังหาร

ส่วนผู้บงการจะเป็นใคร และมือปืนจะเป็นมืออาชีพในซุ้มของใคร นักการเมือง หรือคนมีสี โปรดติดตาม
 
 
 

Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น