“เราจะแบ่งเตาไว้เป็นเตาไฟอ่อนแล้วก็ค่อยๆ แรงขึ้น ในเตาแรกเราจะปิ้งกล้วยเหมือนแบบเรียงไว้ตากไว้ให้ไส้มันแห้งเพราะกล้วยจะมียาง แห้งดีแล้วก็พอเตาสองไฟก็จะแรงขึ้นมันจะค่อยๆ ระอุไม่แบบสุกข้างนอกแต่ข้างในไม่สุก แล้วก็เตาสุดท้ายจะเป็นไฟที่แรงหน่อย
ก็จะค่อย ๆ ทำไป ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ปิ้ง จริง ๆ กว่าจะเสร็จได้ออกมา1 ไม้เนี่ย ก็ประมาณ 20 นาทีเลยนะ เป็นอะไรที่อย่างต่ำต้องมี 10 กว่านาทีมันไปเร่งมันไม่ได้ ลูกค้าเคยมาแบบเอาเลยได้ไหม? คือเอาไปมันก็กินไม่ได้(ก็ไม่ให้อีก) เพราะมันก็จะฝาด ๆ คือมันก็เริ่มจากเราก็ค่อย ๆ ทำแต่ก่อนมันก็ยังไม่ได้ขายดีมากเนาะเราก็เริ่มทำอะไรเราก็ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ ทำ ใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ กับเขาไปค่อย ๆ ทำไป” กว่า 12 ปีร้านกล้วยช่วยได้ ธุรกิจใหม่ของอดีตนักขายมือทองที่ต้องการจะเปลี่ยนวิถี การทำอาชีพที่ไม่ต้องเดินทางตะลอน ๆ ไปตามต่างจังหวัดไกล ๆ อีก ในวัยซึ่ง “อายุ” ที่เริ่มกลายเป็นข้อคำนึงใหญ่ทำให้ต้องตัดสินใจปรับเพื่อเปลี่ยนใหม่สำหรับชีวิต “พี่งิ้ม” หรือคุณจิรา เบญจเทพานันท์ เจ้าของร้านกล้วยช่วยได้ เล่าให้ฟังอีกว่า กล้วยปิ้งสูตรนี้ได้มาจาก “คุณแม่” พร้อมน้ำจิ้มที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะจริง ๆ ของทางร้านเอง ตอนเปิดขายครั้งแรกที่นี่โดยหุ้นทำร่วมกัน 3 คน เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่เจ้าของเดิมแบ่งพื้นที่เล็ก ๆ ให้เช่าทำร้านกล้วยปิ้งซึ่งใจที่คิดตอนนั้นก็คือว่า พอคนกินก๋วยเตี๋ยวเผ็ด ๆ แล้วน่าจะได้กินกล้วยปิ้งของเราลองดู ก็เริ่มจากให้ลูกค้าลองกินก่อน เพราะเราตอนนั้นมั่นใจเลยว่าถ้าใครได้ชิมเนี้ยต้องติดใจ ก็นับตั้งแต่วันนั้นมาเป็นอย่างที่คิดเลย แต่ว่ามันยังไม่ได้ขายเยอะ ณ วันแรก ๆ แต่ว่าลูกค้าได้ชิม ชิมแล้วก็ติดใจ ก็เริ่มจากวันละนิดวันละหน่อยชิมชิมแล้วก็ติดใจ เราก็สะสมลูกค้ามาเรื่อย ๆ
ทำไมต้อง “กล้วยช่วยได้”?
จนมีวันหนึ่ง “คุณณเดชน์ คูกิมิยะ” ดาราหนุ่ม (พระเอกยอดนิยม) สมัยก่อนบ้านอยู่แถวนี้เขาก็ขับรถผ่านเขาเห็น ป้ายขึ้นว่า “กล้วยช่วยได้” คุณณเดชน์ก็แบบสะกิดใจเขาก็เลยลองมาชิม“พอลองมาชิมเขาก็เลยแบบหื้อ! อร่อย ก็เขาก็เป็นลูกค้าอยู่ คุณณเดชน์เขาก็เป็นลูกค้าของเราอยู่ จนวันหนึ่งมีรายการไปถามคุณณเดชน์ว่าชีวิตประจำวันกินอะไรทานอะไร เขาก็พามาถ่ายที่ร้านพอดีเลย ตั้งแต่วันนั้นก็เลยกลายเป็นที่รู้จักของคนแถวนี้” ทุกวันนี้ก็นึกขอบคุณอยู่ตลอดเวลาเลย แล้วจริง ๆ ก็มีดาราหลาย ๆ ท่านเลยแต่ว่างิ้มต้องขอโทษที่ไม่ได้เอ่ยชื่อเนาะ แต่ว่าเยอะ เยอะเลยผู้จัดฯ อะไรเงี้ยเยอะก็มาตามกระแสที่เกิดขึ้นตอนนั้น
ทำไมต้องชื่อ “กล้วยช่วยได้” จริง ๆ สมัยก่อนตอนที่งิ้มเป็นเซลล์เนาะ ก็จะขับรถไปตามจังหวัดโน้นจังหวัดนี้แล้วบางทีมันก็ไม่รู้จะกินอะไร? ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอยู่นะไม่รู้จะกินอะไรทุกคนก็คงจะเป็น แล้วก็เลยไม่ค่อยได้กิน (ไม่ค่อยได้ทานข้าวให้ตรงเวลา) ก็จะโทรคุยกับคุณแม่ตลอดแม่ก็จะถามว่า ตอนนี้อยู่จังหวัดไหนนะอะไรเงี้ย กินข้าวหรือยังล่ะ เขาจะชอบถามเราก็บอก ยังไม่ได้กินเลยไม่รู้จะกินอะไร แม่ก็เลยบอกว่าซื้อกล้วยติดรถไว้นะเพราะว่ากล้วยบางทีมันช่วยได้ คือแบบ “กล้วย” มันช่วยได้นะ อย่างเงี้ยมันก็เลย คำนี้น่ารักจังเลย วันหนึ่งถ้าเราเปิดร้านขายกล้วย(คิดไปถึงขั้นนั้น) ถ้าเราเปิดร้านขายกล้วยเราจะใช้ชื่อนี้“เพราะงิ้มมีความรู้สึกว่ากล้วยแม่อร่อย คือเรามีความรู้สึกมานานแล้วแม่ทำอะไรให้กินก็อร่อย เราก็เลยมีความรู้สึกว่าเออเราอยากเปิดร้านขายกล้วยปิ้งแต่เราก็ยังไม่มีโอกาส ก็ได้แต่คิดอย่างเงี้ยค่ะ”
“เอกลักษณ์” ที่มาจากการคัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน
ถ้าเป็นเอกลักษณ์จริง ๆ ก็คงจะเป็น “น้ำตาลมะพร้าว” เราก็ไปเอาที่สวน มีพี่คนหนึ่ง(ที่รู้จักกัน) เขาบ้านอยู่อัมพวา เขาต้องพายเรือไปเอาที่สวนเพื่อเอามาให้งิ้ม มันเลยเป็นน้ำตาลมะพร้าวแท้เพราะเขาเคยบอกอยู่บางทีเจอข้างนอกอย่างเงี้ย มันก็อาจจะมีผสม ๆ มา เป็นพี่ที่น่ารักซึ่งเขาก็จะพายไปเอาให้เราทุกครั้งเลย อยากได้เมื่อไร ไม่ได้กำไรไม่ได้อะไรไปซื้อที่สวนมาเท่าไรเขาก็คิดงิ้มเท่านั้น แล้วก็ “กะทิ” เราก็ใช้กะทิแบบทางใต้เลย หัวกะทิเลย ส่วน “กล้วย” เราก็มาจากเพชรบุรี“คือก่อนที่งิ้มจะขายเนี่ย เราก็ไปซื้อกล้วยตรงโน้นตรงนี้ ๆ เราก็ถามนี่กล้วยมาจากไหน? กล้วยมาจากไหน แล้วเราก็กิน คือถ้าวันนี้งิ้มกินแล้วพรุ่งนี้งิ้มไปกินงิ้มจะไม่รู้ไง ก็เลยซื้อมาแล้วก็ลองกิน แล้วก็ลองกิน เอ้อ! กล้วยนี้อร่อย เราก็โอเคเอากล้วยที่นี่ แล้วก็กะทิเราก็ซื้อโน่นนี่นั่น มาจากหลายแหล่ง แต่จริง ๆ แล้วกะทิดูเหมือนจะเหมือนกันนะ แต่ว่าพอซื้อเป็นที่ตรงนี้ ๆ เอ้อพอชิมมันก็ ตรงนี้ข้น กะทิยังไม่เท่าไหร่แล้วก็มาน้ำตาล เราก็น้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว แล้วเราก็ทำ ทำแล้วเราก็ชิมอย่างเงี้ย แล้วเราค่อยมาสรุปว่า “น้ำจิ้ม” ขอเป็นน้ำตาลมะพร้าวนะ กะทิขอเป็นที่นี่ กล้วยขอเป็นที่นี่”มันถึงเป็นอย่างนี้ และวันนั้นกว่า 10 ปีที่แล้วจนถึงวันนี้ เราไม่เคยเปลี่ยนเจ้าซื้อของที่มาทำเลย แต่ว่าเอาจริง ๆ มันก็มีกล้วยที่ขาดตลาดก็มี ก็มีบ้าง แต่ถ้าเป็นไปได้เราใช้ที่นี่ตลอด 10 กว่าปี
10 ปีขายมาราคาเดิมไม่ขยับ เพิ่งขอลูกค้าปรับเพิ่ม 10 บ.
ปัจจุบันกล้วยปิ้งขายราคาชุดละ 40 บาท เพราะว่าค่าแรงขึ้น จริง ๆ ค่าแรงขึ้นมันก็เรื่องปกติอยู่แล้วเนาะแต่ว่า “วัตถุดิบ” ขึ้นทุกตัว ขึ้นทุกอย่าง น้ำตาล กะทิ(ก็ขึ้นเยอะ!) จริง ๆ หลัก ๆ กะทิกับกล้วยขึ้นเยอะ ขึ้นแบบเท่าตัวถึงสองเท่าตัวอย่างเงี้ย แต่ก็จะเป็นช่วง ๆ“10 ปีที่ผ่านมายังคง ราคาเดิม(30บ.) มาตลอด เอาจริง ๆ นะถ้าอะไรที่เรายังไหว เราจะทำไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าไม่ไหว ไม่ไหวก็คือเราก็ต้องปรับ แค่นั้นเองไม่ได้แบบว่ามีความยุ่งยากอะไร แล้วเราก็เข้าใจว่าเขาไม่ใช่อาหารหลักเนาะ”
เคยขายได้สูงสุดต่อวันในช่วงที่พีค ๆ เลย ตอนนั้นน่าจะประมาณ 70-80 หวี(หวีใหญ่) เราปิ้งตอนนั้นน่าจะประมาณ 2,000 ไม้ วันนั้นที่ปิ้ง ไม้ไม่พอ ล้างวนแล้ววนอีกช่วงพีค ๆ ก็จะเป็นแบบนั้น แต่ถ้าเป็นช่วงปกติเลยก็จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 500 ไม้ (1 ชุดจะได้ราว ๆ 4 ไม้) บางวันก็แล้วแต่เลยบางทีเราปิ้งไว้ ก็ไม่พอ ก็ปิ้งไปเรื่อย ๆ ไม่เคยนับเลย แต่ว่าไม้ประมาณที่เราทำ 600-700 ไม้ ก็หมดเกือบทุกวัน“ก็แล้วแต่เราก็ดูสถานการณ์ พอคนเริ่มเงียบอย่างเงี้ยเราก็หยุดปิ้ง ถ้าพร้อมขายจริง ๆ ประมาณ 08.00น. ถึงประมาณ 15.30น. เป็นเวลาปิดร้านด้วยที่เรากำหนดไว้” หรือบางทีก็ถึง 16.00น. พอเรามามีร้านอาหารที่เปิดเพิ่มใหม่(ชื่อร้านขึ้นชื่อลือชา) ก็ปรับไปด้วยตามสถานการณ์ ถ้ายังมีคนก็ขายไป จริง ๆ ลูกค้า(ประจำ) ก็จะโทรมาเช็กก่อน ว่าปิดหรือยังสั่งไว้ก่อนได้ไหม เดี๋ยวมาเย็นหน่อยนะ ก็จะประมาณนี้ก็มี ร้านหยุด “วันพุธ” แต่ว่าก็จะเป็นแบบพุธเว้นพุธ
แบ่งปันอาชีพ(สอนฟรี) ให้กับคนที่มีความตั้งใจจริง
“สาขาเนี่ยจริง ๆ กล้วยเราไม่ได้ขยายนะคะ เพราะว่าเราก็มีความรู้สึกเออเราก็ทำแค่ตรงนี้ แต่ว่ามี‘คนมาเรียน’ ไปเปิดตามจังหวัด ไปเปิดทั่วไปหมดอย่างเงี้ยมีคนมาเรียน” แต่ว่าช่วงหลัง ๆ เนี่ยเราจะไม่ค่อยได้สอน พอดีมาเปิดร้านอาหารใหม่ เราก็จะค่อนข้างยุ่งแต่อย่างวันนี้ก็มี คนมาเรียน ด้วยความที่เขาก็ลำบาก เขาก็จะบอกว่าเขาลำบากนะ แบบอยากหาอะไรทำ อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตกงานอะไรเงี้ยคนก็จะพูดประมาณนี้“สุดท้ายเราก็อนุญาตให้เขามา แต่จริง ๆ ก็เคยปิดไปแล้วพักหนึ่ง แล้วตอนหลังก็เนี่ยเหมือนสุดท้ายมันก็แบบ พอเขาบอกว่าขอโอกาส ที่จะมาทำสร้างอาชีพ เราก็ต้องให้”เขาก็โทรมาติดต่อมา บางทีไปเจอในเพจ เจอใน tiktok อะไรเงี้ยเขาก็จะแบบขอมา สุดท้ายก็ต้องให้มา(ยอมใจอ่อน)
เมื่อก่อนเราก็เหมือนพอเราขายดีมีคนรู้จักระดับหนึ่ง คนก็จะมาขอซื้อแฟรนไชส์ มีแฟรนไชส์ไหม? มีแฟรนไชส์ไหม? ตรงโน้นตรงนี้อะไรเงี้ย แล้วเราก็เลยคุยกันกับ “คุณแม่” และก็แฟนว่า เราจะทำแฟรนไชส์ดีหรือว่าเราอยากจะสอนเขาไปเลย ก็เลยสรุปกันแล้วเราตกลงว่าเออเราจะไม่ทำแฟรนไชส์นะ เราจะสอนเขาไปเลย“เขาสะดวกตรงไหน ซื้อวัตถุดิบตรงไหน ทำอะไรคือมันไม่ยุ่งยากไง แล้วเราก็คิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสที่ดี ของคนที่อยากมีอาชีพ เราก็เลยตัดสินใจเปิดสอนฟรีตอนนั้น ณ เวลานั้น”คือเอาจริง ๆ เลยครั้งแรกเลย มีสอนคิด 5,000 บาท แล้วเราก็เอาเงินส่วนนี้ไปให้กับคุณแม่ คุณแม่เขาก็จะไปทำบุญไปทำอะไรของเขาเนาะ แล้วช่วงหลัง ๆ พอมีคนมาเรียนแล้วเขาก็เหมือนแบบ เรียนแล้วทำไม่ได้เลย นู่นนี่นั่น เงินก้อนสุดท้ายเขาแล้วนะ นู่นนี่นั่นเขาก็โทรมาบอกเรา สุดท้ายงิ้มก็ต้องคืนเงินเขาไป ว่าเออเขาเอาไปทำมันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่จะทำได้เนาะ เราก็เลยตัดสินใจว่าหลังจากนั้นเราก็สอนฟรีมาตลอดเลย เราไม่ได้คิดเงินหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ
ตั้งใจและก็ทำให้ดี
พี่งิ้ม-จิรา เบญจเทพานันท์ เจ้าของร้านกล้วยช่วยได้ ยังบอกด้วย ปีที่แล้วก็เลยลองขยับขยายธุรกิจเพิ่มเติม เปิดร้านอาหารชื่อว่าร้านขึ้นชื่อลือชา ที่นอกจากร้านกล้วยช่วยได้แล้ว ลองทำดู แต่ว่าโอ้โห! เศรษฐกิจมันทำให้เรารู้สึกว่า การเริ่มต้นมันก็เอาเรื่องเหมือนกัน ใหม่ ๆ ทุกอย่างก็คิดว่าคงเอาเรื่องเหมือนกัน“จริง ๆ งิ้มก็มีธุรกิจอื่นอีกนะ มีเปิดร้านโทรศัพท์อยู่ในห้างด้วยค่ะ ช่วงโควิดฯ ร้านโทรศัพท์ปิดเพราะว่าห้างปิดหมดเลยเนาะ กล้วยก็มาขายดี มันก็เลยแบบมีอะไรมันก็แบบกลายเป็นว่าเอ้ยบางทีอาชีพเดียวมันก็ไม่พอแล้วเนาะ มันก็ต้องมีสำรองไว้ ช่วงนั้นน่าจะเป็นช่วงที่โควิดฯ เขาสอนเรา ว่าบางทีเราก็ต้องมีสำรองอะไรไว้เพราะอะไรมันไม่แน่นอนเลย”
ตอนแรกเนาะเรามองว่าเราไม่รู้จะกินอะไร กล้วยช่วยได้ แต่ ณ วันนี้ มันก็เหมือนแบบสร้างอาชีพได้อย่างเงี้ย แล้วทุกคนก็ทำได้นะถ้าอยากเริ่มต้นทำธุรกิจ เป็นอะไรก็ได้ ช่วยได้หมด ขอเพียงมีความตั้งใจ“สำคัญนะ บางคนก็ทำ ๆ นะแล้วก็ล้มเลิกไปก็มี ก็เป็นเรื่องปกติที่มันจะต้องมีสำเร็จ มีล้มเหลวอะไรเงี้ย แต่ว่าถ้าเราไม่เลิก งิ้มว่าถ้าไม่เลิกนะอย่างเดียว ก็น่าจะสำเร็จทุกคน”ศึกษาให้ดี ดีกว่า งิ้มไม่ได้ว่าทำทุกอย่างแล้วสำเร็จทุกอย่างนะ แต่มันก็ต้องมีสำรองเอาไว้อย่างที่ 2 อย่างที่ 3 ต้องมีควบคู่ไป“แล้วจริง ๆ ก็อย่างที่บอกพอทำให้ดี ลูกค้าเขาก็รู้สึกว่าโอ้ร้านนี้ทำดี เขาก็จะกลับมา ทุกอย่างเหมือนลูกค้ามาซื้อของกินของใช้ อะไรอย่างเงี้ยถ้ารู้สึกว่าดีประทับใจเขาก็จะกลับมา เนี่ยมันก็เป็นการสะสมไปเรื่อย ๆ สะสมลูกค้าไปเรื่อย ๆ งิ้มว่าอย่างที่บอก ถ้าทุกคนตั้งใจนะ ทำมันทุกอย่างให้ดี งิ้มว่าอยู่ได้ ไม่ลำบาก”
กว่า 12 ปีกล้วยช่วยได้คนอยากมีอาชีพ เปิด “สูตรเงินล้าน” ขายกล้วยปิ้งยังไง? ให้ได้วันละ 2 หมื่น! ส่งต่อความกล้วย ๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ให้กับชีวิต เพื่อเริ่มต้นใหม่ และถ้าหากว่ายังไม่ได้มีหมุดหมายอะไรในใจที่แน่ชัดเลย แต่ว่าอยากจะเริ่มต้นธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองดูสักอย่างหนึ่ง ที่ไม่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมากนัก สำคัญว่าต้องมีทำเลที่ดูแล้วเรื่องของ traffic หรืออัตราความพลุกพล่านของผู้คนที่จะซื้อมีความเป็นไปได้ (สูง) ก็เป็นสิ่งพิจารณาควบคู่ไปด้วย ร้านกล้วยช่วยได้ ตั้งอยู่เลขที่ 80 ถ.สุขาภิบาล 5 แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพฯ สอบถามเพิ่มเติมหรือ โทร.081-750-3448 ขอบคุณเจ้าของร้านใจดีที่กรุณามาร่วมแบ่งปันในครั้งนี้
คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด


