xs
xsm
sm
md
lg

‘Fit Food Always’ คลีนฟู้ดส์ เดลิเวอรี ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กระแสรักสุขภาพ ส่งผลให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องของการออกกำลังกาย รวมถึงการเลือกบริโภคอาหารที่ดีมีประโยชน์ กลายเป็นช่องทางในการทำธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพตามมามากมาย

หนึ่งในนั้น คือ ธุรกิจอาหารคลีนฟู้ดส์ แบบเดลิเวอรี ที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นจากผู้บริโภค “เบียร์”- ปรียาภัสสร์ จันทะวาลย์ และ“เอฟ” -อภินันท์ เศวตวรรณกุล คือ คู่รักที่หันมาทำธุรกิจคลีนฟู้ดส์ เดลิเวอรีร่วมกัน จนประสบความสำเร็จไปแล้วในก้าวแรก ภายใต้แบรนด์ Fit Food Always

ปัจจุบันนี้เบียร์ยังคงทำงานประจำ ในขณะที่เอฟลาออกจากการเป็นเชฟโรงแรม เพื่อมาลุยธุรกิจแรกของตนเองได้อย่างเต็มที่
 “เบียร์”– ปรียาภัสสร์ จันทะวาลย์ และ“เอฟ” -อภินันท์ เศวตวรรณกุล
เบียร์ ซึ่งมีความชำนาญทางด้านงานบริการจัดการมากกว่า ได้เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจร่วมกันของทั้งคู่

“โดยส่วนตัวเบียร์ จะอยู่ในธุรกิจอาหารด้านบริการมาก่อนที่ได้รู้จักกับคุณเอฟเพราะทำงานอยู่บริษัทธุรกิจอาหารเหมือนกัน เบียร์อยู่ส่วนหน้าบ้านในส่วนของงานบริการจัดการต่างๆ ส่วนคุณเอฟอยู่ส่วนหลังบ้าน ดูแลในส่วนของครัวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมามีโอกาสได้ไปเทรนนิ่งที่ประเทศไต้หวันพร้อมกัน มีโอกาสได้ทำความรู้จักกัน ก็เลยสนิทกันตอนนั้น

พอกลับมาจากไต้หวันไม่นาน คุณเอฟก็กลับไปเป็นเชฟโรงแรม 5 ดาวอีกครั้ง ส่วนเบียร์ยังคงอยู่ในแวดวงของงานบริการ ล่าสุดก็กลับมาทำเกี่ยวกับสายการบิน แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งทำงานค่อนข้างหนักมากเรียนปริญญาโทด้วย แล้วก็ทำงานโอเปอเรชั่น 7 วัน อยากจะดูแลตัวเองขึ้นมา เพราะไม่มีเวลาให้ตัวเองในการเลือกหาหรือเลือกทำอาหารดีๆกิน ก็อยากได้คนที่ทำคลีนฟู้ดส์ แล้วก็จัดส่งอาหารให้เรา เพราะปกติเราเป็นคนกินคลีนอยู่แล้ว ก็มองว่าคนอื่นก็น่าจะมีปัญหาแบบนี้เหมือนกัน คือ อยากจะกินคลีน แต่ไม่มีเวลามากพอจะมานั่งทำเอง

ก็เลยคุยกับคุณเอฟ เสนอไปว่าอยากลองทำธุรกิจคลีนฟู้ดส์ เดลิเวอรี คุณเอฟก็เห็นด้วย บอกว่าเราน่าจะทำกันได้ เพราะในขณะนั้น คือ ช่วงกลางปี 2556 ยังมีอาหารคลีนฟู้ดส์ในตลาดแค่ไม่กี่เจ้า ก็ลองทำกันเลย เพราะปกติเราทั้งคู่ก็กินแต่อาหารคลีนฟู้ดส์กันอยู่แล้ว มันก็เป็นเรื่องใกล้ตัวของเราทั้งคู่ อีกทั้งคุณเอฟเป็นเชฟเอง เลยสามารถเริ่มทำธุรกิจได้เร็ว ตอนนี้ธุรกิจของเรากำลังจะครบ 2 ปีเต็มแล้ว”

สำหรับสถานการณ์ทางธุรกิจในระยะแรกนั้น เบียร์เล่าว่า เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้หวือหวามากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าคลีนฟู้ดส์คืออะไร หรือมีความจำเป็นแค่ไหน อีกทั้งประเทศไทย เดินไปไหนก็มีของกินให้เลือกซื้อได้ตลอดเวลา แทบจะ 24 ชั่วโมง กลุ่มลูกค้าของทั้งคู่ในช่วงแรก จึงเป็นคนใกล้ตัว ที่มีความเข้าใจในการกินคลีนฟู้ดส์อยู่แล้ว

“ในช่วงแรกที่เริ่มทำธุรกิจ เรายังอยู่คอนโดฯ แถวอุดมสุข ก็เริ่มต้นจากทำส่งให้คนที่อยู่ในคอนโดฯ ก่อน ลูกค้าในช่วงแรก ก็จะเป็นคนรู้จัก หรือเพื่อนฝูงเป็นหลัก ตอนนั้น IG เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน เราก็ถ่ายรูปอัพลงทุกวัน เพื่อนๆก็เริ่มถามเข้ามา สนใจอยากให้เราเอาอาหารไปส่งบ้าง

ตอนนั้นคุณเอฟยังไม่ได้ออกจากงานประจำ เราสองคนก็ช่วยกันส่ง ดูว่าบ้านใคร หรือออฟฟิศใครอยู่ในเส้นทางแถวที่ทำงาน หรือทางที่เราสามารถผ่านไปได้ อย่างเส้นรถไฟฟ้า ก็จะไปส่งให้ ตอนแรกก็แพลนแค่ว่าจะส่งเฉพาะเส้นรถไฟฟ้า BTS ก่อน เพื่อให้เราสะดวก เพราะต่างคนต่างก็ทำงานประจำกันทั้งคู่

สำหรับคอนเซ็ปต์ของอาหาร เราให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ จะต้องเป็นออแกนิกเท่านั้น เราลงไปดูเลยว่าผักชนิดนี้นี้ปลูกที่ไหนด้วยวิธีการไหน อย่างข้าวเราก็ซื้อจากเกษตรกรโดยตรง จากเชียงรายกับสุพรรณบุรี อีกทั้งด้วยความที่เบียร์มีเพื่อนเป็นนักโภชนากรอยู่โรงพยาบาล ก็จะได้เพื่อนมาเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจเลย เพื่อนก็จะคอยแนะนำวัตถุดิบที่มีประโยชน์ให้

อย่างปีที่แล้วเราจะใช้คีนัว(ธัญพืชชนิดหนึ่ง) เป็นตัวหลักเพราะได้รับการยอมรับว่าเป็นอาหารที่ย่อยง่ายปราศจากกลูเต็น และให้พลังงานสูง ก็ต้องศึกษาว่าจะเอามาดัดแปลงเป็นเมนูอะไร หรืออย่างเทรนด์ถั่วแดงกำลังมา จะทำอย่างไรให้ถั่วแดงกลายเป็นของคาวแทรกอยู่ในเมนูแต่ละวีคได้

และด้วยความที่คุณเอฟเป็นเชฟ ที่ทำอาหารได้หลายหลากประเภทอยู่แล้วทั้งไทย ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เขาก็จะสนุกกับการคิดเมนูอาหารในแต่ละวันมาก จุดเด่นของเราอีกอย่าง ก็คือ มีเมนูที่หลากหลาย มีความเป็นฟิวชั่นสูงมาก คุณเอฟเขาสนุกกับการคิดเมนู ลูกค้าของเราก็สนุกกับการลุ้นว่าในแต่ละวัน จะได้กินเมนูอะไรบ้าง เพราะอาหารของเราแต่ละมื้อ ในแต่ละวีคจะไม่ซ้ำกันเลย”

ด้วยความหลากหลายของเมนูอาหาร ถึงแม้จะเป็นคลีนฟู้ดส์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็ยังคงรสชาติที่อร่อย ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ และควบคุมแคลอรี

“เราจะเรียกตัวเองว่าเป็น Healthy Hybrid เพราะในความรู้สึกของเรา 2 คน มันมากกว่าฟิวชั่นไปแล้ว เหมือนเป็นลูกผสมเพราะเข้าใจดีว่าลูกค้ายังคงยึดติดกับรูปรสกลิ่นเสียงอยู่ ก็ยังอยากให้เขาได้กินอาหารที่อร่อย ไม่ซ้ำซากจำเจเหมือนเมนูอาหารคลีนทั่วๆไป คุณเอฟเองเขาก็สนุกในการปรุงอาหาร เมนูอาหารใน 1 วัน ก็เลยจะมีทั้งญี่ปุ่น ไทย ฝรั่ง อย่างถ้ามื้อเช้าเป็นฝรั่ง กลางวันก็ต้องจีน ส่วนมื้อเย็นก็ต้องมีความเป็นญี่ปุ่น ต้องให้ลูกค้าไม่เบื่อทุกครั้งที่เปิดกล่องอาหาร

คำจำกัดความของอาหารคลีนจริงๆ ก็คือต้องผ่านการปรุงแต่งน้อยมากๆ ผ่านความร้อนน้อย เน้นความเป็นธรรมชาติของตัววัตถุดิบจริงๆ อย่างเช่น ปลาสดเราก็ต้องให้เขาเป็นพระเอก ยกมาเลย แต่ต้องหลีกเลี่ยงการปรุง เรายังคงปรุงอยู่ แต่ก็ต้องคัดสรร อย่างน้ำมันตัวนี้ไม่เหมาะกับการปรุงร้อน และเน้นในเรื่องการควบคุมน้ำหนักด้วย จะควบคุมแคลลอรีต่อมื้อไม่ให้เกิน 1,200 แคลลอรี

นอกจากอาหารคาวแล้ว เรายังมีเมนูขนมหวานด้วย เพราะเข้าใจว่าลูกค้ายังสนุกกับการกินอยู่ เราก็ไม่อยากจะหักดิบเขาขนาดนั้น ก็พยายามจะมีให้ เช่น อย่างบราวนี่ที่ใช้ถั่วแดงแทนแป้ง เวลากินจะได้กลิ่นถั่วแดงนำเลย แต่ให้รสชาติที่เหมือนบราวนี่มาก

ในส่วนของขนมหวาน สัปดาห์หนึ่งอาจจะมีให้ 1-2 ครั้ง อย่างช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เราก็ทำผลไม้ลอยแก้ว แต่จะพิเศษตรงที่ใส่ส้มฉุนด้วย และคุณเอฟเอาไปลอยมะลิมาคืนหนึ่ง เพื่อให้มีกลิ่นหอมดอกมะลิในแบบไทยๆ ลูกค้าก็จะชอบมาก

ผลตอบรับมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญเลยในการทำธุรกิจนี้ จะต้องมีการพูดคุย สื่อสารกับลูกค้าอยู่ตลอด ให้เขามีความเข้าใจว่าทำไมถึงต้องกินแบบนี้ ทำไมต้องคำนวณแคลอรี แล้วทำยังไงไม่ให้มันโหย เพราะในช่วงแรกที่ลูกค้ามากินกับเราจะมีอาการโหย เหมือนจำศีลอยู่แล้วหลุด ก็ต้องให้กระเพาะปรับตัวก่อน พยายามคุยกับเขาให้ความรู้เขาไปด้วย

บางทีลูกค้าก็ใจร้อน อยากลดน้ำหนักได้เร็ว บอกขอแบบมื้อหนึ่งแค่1,000 แคลอรีได้ไหม เราก็ต้องคุยทำความเข้าใจกับลูกค้าว่า ต้องให้ร่างกายค่อยๆปรับตัว ค่อยๆลงปริมาณลง ก็คอยถามไลฟ์สไตล์เขาด้วยว่าเป็นยังไง ลูกค้าของเราส่วนใหญ่จะติดกาแฟ ติดชานมไข่มุก เพราะเมืองไทยมันร้อน ก็จะติดน้ำหวานกัน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องค่อยๆลดไป คือ คุยกับลูกค้าจนลูกค้ากลายมาเป็นเพื่อนกันมากกว่า”

อีกเรื่องที่โดดเด่นมากของ Fit Food Always เมื่อเทียบกับธุรกิจอาหารคลีน เดลิเวอรีทั่วไป คือ การส่งอาหารถึงมือลูกค้าวันต่อวันในตอนเช้า ทั้งหมด 3 มื้อ 5 วันต่ออาทิตย์ เพื่อให้ลูกค้าได้กินอาหารที่ปรุงสดใหม่ทุกเช้า ไม่ต้องผ่านการฟรีซ

ทั้งนี้ จะมีการเปิดรับสมาชิกล่วงหน้าประมาณ 1 อาทิตย์ สำหรับสมาชิกใหม่ที่ต้องการทดลองกิน
“การเปิดรับสมาชิก เราจะรับล่วงหน้าประมาณ 1 วีคพอเริ่มวีคใหม่ก็จะเริ่มเปิดรับสมาชิกใหม่แต่หลังๆลูกค้าเริ่มผูกปิ่นโตกับเราตั้งแต่ 1- 3 เดือน ส่วนใหญ่จะทดลองกินก่อนวีคหนึ่ง ถ้าโอเคเขาก็จะยาวเลย ตอนนี้มีลูกค้าที่กินกับเรา 8 เดือนถึง 1 ปี อยู่ 2-3 คน แต่ส่วนใหญ่จะเป็น 3 -4 เดือน

สัดส่วนของลูกค้าจะเป็นขาจรประมาณ 20 คน และลูกค้าประจำประมาณ 80 คน โดยปกติแล้วเราจะส่งอาหารให้อาทิตย์ละ 5 วัน แต่บางพื้นที่ๆอยู่ใกล้ครัวกลางของเราที่พระราม 9 ก็อาจจะส่งให้ 7 วันได้ แต่โดยทั่วไปลูกค้าก็ต้องการให้เราส่ง 5 วัน เพราะเสาร์-อาทิตย์ ก็อาจจะต้องออกไปกินข้าวกับเพื่อนฝูงหรือครอบครัว

ในเรื่องราคาสำหรับอาหารในแต่ละวีคนั้นจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ละมื้อ หรือบางคนผูกปิ่นโตกับเรานาน ก็จะมีส่วนลดให้อีก แต่เราจะมีการแจ้งเมนูอาหาร และราคาล่วงหน้าในแต่ละสัปดาห์ทุกครั้ง ซึ่งลูกค้าจะต้องโอนเงินล่วงหน้าเต็มจำนวน

โดยมากลูกค้าประจำของเรา เขาก็จะมีตารางมาให้ว่าเขาขอรับอาหารวันไหนบ้าง วันไหนจะไม่อยู่บ้าง เราก็จัดการให้ ลูกค้าที่ป่วยเป็นมะเร็ง คุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์ หรือหลังจากตั้งครรภ์แล้ว เขาจะมีเงื่อนไขที่แพทย์ให้มา เราก็จะให้คุยกับนักโภชนากรเราด้วย เพื่อที่จะให้สบายใจทั้งคู่ว่าเราจัดอาหารให้ได้เหมาะสม หลังๆมานี้ลูกค้าจะเป็นคนให้ข้อมูล ว่าเขาอยากได้อะไรแบบไหน เราก็จัดหาให้ เหมือนตัดเสื้อผ้าให้เขาตามขนาดตัว”

กลุ่มลูกค้าหลักของ Fit Food Always คือ คนวัยทำงานตอนต้น อายุตั้งแต่ 25 ไปจนถึง 40 ปี เป็นกลุ่มคนที่รักสุขภาพ และดูแลตัวเอง
โดยจะแบ่งอาหารออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามความต้องการของลูกค้า กลุ่มแรกที่ทำมาตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ คือ Healthy Balance ซึ่งจะมีให้เลือก ทั้งวันละ 2 มื้อ 3 มื้อ และ 5 มื้อ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของลูกค้า
แน่นอนว่าความต้องการหลักของลูกค้ากลุ่มนี้ จะอยู่ที่การควบคุมแคลลอรี โดยมากจะเป็นผู้หญิงในวัยทำงาน ที่ไม่ค่อยมีเวลาเตรียมอาหารเอง

ส่วนอาหารในกลุ่มที่ 2 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน แต่ก็เริ่มได้รับผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ คือ อาหารในกลุ่ม Built Fit
“ที่มาของการแตกไลน์อาหารกลุ่มนี้ เริ่มต้นจาก พิธีกรชื่อดังท่านหนึ่ง ได้ติดต่อเข้ามาขอให้เราจัดอาหารให้ เพราะจะไปประกวดโชว์กล้ามเนื้อ เขาก็ให้นักโภชนากรของเขา โทรมาคุยกับนักโภชนากรของเรา เพื่อจะได้จัดอาหารให้ได้ตามโจทย์ที่ต้องการ ในเรื่องของการเพิ่มกล้ามเนื้อเป็นหลัก ซึ่งผลตอบรับก็เป็นไปด้วยดี เขาก็ได้รับรางวัลในการประกวดครั้งนั้น

จากตรงนี้เลยกลายเป็นไอเดียให้เรามองเห็นโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติม เพราะสมัยนี้คนหันมาเข้าฟิตเนส เล่นกล้ามกันเยอะมาก ซึ่งคนกลุ่มนี้มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง กลายเป็นกลุ่มคนที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องการอาหารคลีน ที่ช่วยในเรื่องของการเพิ่มกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อแน่นขึ้น ซึ่งจะต้องเน้นไปที่โปรตีนเป็นหลัก

กลายเป็นที่มาของอาหารในกลุ่ม Built Fit จะมีให้เลือกทั้งแบบวันละ 3 มื้อหลัก เช้า กลางวัน เย็น และแบบ 5 มื้อ แบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อ และมื้อย่อยอีก 2 สำหรับผู้เล่นฟิตเนสโดยเฉพาะ แต่สัดส่วนลูกค้าหลักก็ยังคงเป็นตัว Healthy Balance เพราะเราทำตรงนี้มานาน จนมีความชำนาญและอยู่ตัวแล้ว”

ช่องทางในการทำตลาดหลักของ Fit Food Always ยังคงเป็นช่องทางออนไลน์ ทั้งในส่วนของ Facebook, Instargramและ Line ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถติดต่อพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างสะดวกด้วย

“เป้าหมายในการทำธุรกิจจากนี้ไป อย่างแรกคือการบริหารจัดการระบบแมสเซ็นเจอร์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล ตอนนี้พื้นที่ไกลๆอย่างรามอินทรา บางนา นนทบุรีเราก็ไปแล้ว แต่ในบางพื้นที่ก็อาจยังไปไม่ถึง รวมถึงการพัฒนาไลน์โปรดักส์ใหม่ๆ ให้มีความหลากหลายมากขึ้น ตอบสนองความต้องการของคนยุคปัจจุบันที่มีไลฟ์สไตล์ต่างกันไป เช่น กลุ่มคนที่ชอบปั่นจักรยาน เขาก็จะต้องการอาหารอีกแบบหนึ่ง

อีกเรื่อง คือตอนนี้มีลูกค้าหลายคนที่อยากมาทานอาหารของเรา และอยากเจอเราด้วย คนไทยก็ยังชอบการไปลองกินที่ร้านดูก่อน จึงอยากจะมีร้าน ที่ทำเฉพาะตัวเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์จริงๆ และจะให้ลูกค้าได้พบปะพูดคุยกับเชฟด้วยแต่จะรับลูกค้าแค่เดือนหนึ่ง 2-3 โต๊ะ ไม่ได้เปิดประจำเหมือนร้านอาหารทั่วไป ตอนนี้กำลังเลือกโลเคชั่น น่าจะใกล้ครัวของเรา แถวๆพระราม 9 พัฒนาการ หรือคลองตัน ซึ่งน่าจะเปิดให้บริการได้ภายในสิ้นปีนี้”

ก้าวต่อไปในการทำธุรกิจของทั้งคู่ ดูแล้วน่าสนใจไม่แพ้กัน เป็นอีกตัวอย่างของคู่รัก ที่ดึงจุดเด่น และความถนัดของแต่ละคน มาต่อยอดสร้างเป็นธุรกิจได้อย่างสวยงาม

ใครสนใจจับคู่ธุรกิจ หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ธุรกิจกับ Fit Food Always สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ FB : IT FOOD ALWAYS, IG : FIT FOOD ALWAYS, LINE : FITFOODALWAYS หรือติดต่อ 08 6359 3795

@@@@ ข้อมูลโดย: นิตยสาร SMEs PLUS @@@@

* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด และร่วมสนุกกับกิจกรรมลุ้นรับของรางวัลมากมายคลิกที่นี่เลย!! * * *


กำลังโหลดความคิดเห็น...