xs
xsm
sm
md
lg

ลดอ้วนก่อนตาย : บทเรียนชีวิตของหนุ่มอ้วนสู่ดาราหน้าหล่อ "นัท Dance Your Fat Off"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

มอเตอร์ไซค์ยังไม่อยากจะรับ นั่งรถตู้ก็โดนเก็บค่าตั๋วเท่ากับคนสองคน เพราะขนาดของร่างกายที่ใหญ่เบิ้มจนหลายคนมองเห็นเป็นเดอะ ฮัลค์ เจ้ายักษ์ตัวเขียว...ถึงวันนี้ “นัท-ชนะกุล” กลายสภาพเป็นขวัญใจวัยรุ่นหุ่นดีหน้าหล่อ ไม่ใช่เพราะมีเทวดาตนใดมาเสกสรรค์ปั้นแต่งให้แก่เขา แต่เพราะประสบการณ์เฉียดตาย ส่งสารบางอย่างให้เขาได้คิด...จะเลิกอ้วนก่อนตาย หรือจะตายทั้งๆ ที่ยังอ้วนๆ ควรอ่าน...

จากคนอ้วนที่แบกน้ำหนัก 130 กิโลกรัมไว้ในร่างกาย แถมชีวิตเกือบจะสิ้นก่อนวัยอันควร เพราะความอ้วนอันสืบเนื่องจาการตามใจปาก หลายคนคงรู้จัก “นัท - ชนะกุล แย้มบุปผา” ในสถานะของหนึ่งหนุ่มผู้เข้าประกวดในเรียลิตี้ “แดนซ์ยัวร์แฟตออฟ” ซีซั่นหนึ่ง ก่อนที่ไม่กี่ปีต่อมา ไม่เหลือเค้าไอ้หนุ่มคนเดิมผู้บิ๊กเบิ้มตุ๊ต๊ะอีกต่อไปแล้ว

ขณะที่หลายคนกำลังคิดว่าจะลดน้ำหนักอย่างไรดีนะ
เราเชื่อว่าเรื่องราวของ “นัท-ชนะกุล” จะกระตุ้นให้คุณลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยไม่รั้งรอ...


อ้วนก็ตัวเรา
ใครสำคัญ...?

"ผมเป็นคนกินจุมาตั้งแต่เด็ก เหตุผลก็มาจากที่ผมเป็นแพ้อะไรง่ายมาตั้งแต่ตัวยังเล็กๆ แพ้อาหาร แพ้ส้ม แพ้ผลไม้เยอะมาก กินอะไรเข้าไปก็อ้วกออกมาหมด ขนาดพยาบาลแนะนำแม่ให้บีบกลีบส้มให้น้ำส้มหยดใส่ปาก เพื่อให้เราได้วิตามินซีบ้าง ก็อ้วกหมดเลย แม่ก็กลัวว่าลูกจะขาดสารอาหาร เลยปลูกฝังให้กินตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยเป็นคนที่ชอบทาน อะไรที่เราทานได้ เราก็ทาน แล้วก็กลายเป็นคนที่กินเยอะ กินจุมาตั้งแต่เด็กๆ"
นัทเริ่มต้นสนทนาถึงความหลังอันเป็นจุดเริ่ม

"ไม่ใช่ว่าแม่ผิดนะ จริงๆ กว่าผมจะทำน้ำหนักได้หนักที่สุด 130 กิโลกรัม คุณแม่หมดไปเยอะ หลายล้าน (หัวเราะ) คือมันเป็นเพราะพฤติกรรมการกินของผมเอง ที่กินไม่ดูเวล่ำเวลา บางทีเที่ยงคืนตีหนึ่ง ยังออกไปซื้อไส้กรอก เช้าๆ ยังไม่ทันจะเที่ยง แม่ไปซื้อข้าวหน้าปากซอยนะ เราก็ได้ไก่ย่าง 5 ดาวมา 1 ตัว ตอนเที่ยงอีก 1 ตัว เย็นอีก 1 ตัว

"ยังไม่นับมื้อย่อย ขนงขนมอะไรอีก เบ็ดเสร็จตกเกินวันละ 5-6 มื้อ เพราะว่ามื้อย่อยจะเป็นพิซซ่า คือที่บ้านมีเตาอบ คุณแม่จะชอบทำอาหาร แล้วเราก็จะอบเอง ทำเอง กินเอง ด้วยความที่พอมันมีอุปกรณ์ครบ ทำให้เราอยากทำเอง อยากที่จะทำมาให้คนโน้นกิน คนนี้กิน เหมือนแม่บ้าง เป็นคนชอบทำอาหาร มันก็เลยทำไปชิมไปกินไป มันก็เลยอ้วนไป มีความสุขไป"

กินอิ่ม นอนหลับ แถมไม่มีโรค ใครเล่าจะว่าไม่รื่นรมย์ มันคือสวรรค์บนดินชั้นดีดีๆ นี่เอง ดังนั้น การที่จะทรมานร่างกาย อดหรือจำกัดอาหาร จึงไม่มีอยู่ในสารบบ

"ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดจะลดเลย เพราะมันมีความสุขในการกิน มันกลายเป็น Enjoy-Eating มากกว่า เวลาไปกินข้าวไปทำอะไรที่ไหนกับเพื่อนหรือครอบครัว เวลาใครกินเหลือก็จะเทๆ มาให้ผม อารมณ์คล้ายๆ เทศบาล ใครเทมาผมรับผิดชอบหมด คือเราใช้ชีวิตในแต่ละวัน เช้าเราก็ไปเรียน เย็นเราก็กลับมากิน แล้วด้วยความที่เราเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอล แบดมินตัน วอลเลย์บอล อยู่แล้วด้วย มันก็ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงอยู่แล้ว จะต้องมานั่งลดน้ำหนักอย่างจริงจังทำไม (หัวเราะ) เราอาจจะเป็นคนโครงรูปร่างใหญ่ด้วย สูง 180 กว่า อาจจะหนักกระดูก น้ำหนักมันเลยหนักกว่าเพื่อน เราคิดแค่นั้นเอง

"ส่วนเรื่องโดนล้อ โดนแซวเป็นตัวตลก ก็มีไม่เยอะ ไอ้อ้วน พะยูน ช่วงประถมก็มีบ้าง มัธยม แต่มันก็ยังเด็กๆ ไม่คิดอะไร คือเหมือนกับคิดในใจว่า ถึงเราอ้วน แต่เราก็แข็งแรง เราสามารถบีบคอคนด้วยมือเดียวได้ (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าโอเค ถ้าอ้วนแล้วสู้ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างที่บอก ผมเล่นกีฬาด้วย มันก็เลยกลายเป็นว่าเราไม่กลัวใคร และไม่มีใครมากล้าพูดอะไรอย่างนี้ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เราโตแล้ว เพื่อนๆ ก็ไม่ล้อ จะมีก็แต่เพื่อนผู้หญิงเขาล้อ เราก็ไม่ได้ซีเรียส เพราะเพื่อนผู้หญิงเขาจะออกแนวบอกว่า น่ารักจังเลย หยิกแก้ม เราก็ยิ่งแบบไม่รู้สึกที่ต้องลดน้ำหนัก เราก็อยู่อย่างนี้ของเราน่ารักของเราไป คงคอนเซ็ปต์ "หมูอ้วน" ของเพื่อนๆ

"จะให้ไปมองสาวๆ อันนั้นก็มีบ้างตามภาษาผู้ชาย แต่เราทำอะไรได้ไหม เราก็ทำไม่ได้เพราะเราอ้วน เราก็ได้แค่หาคนที่เข้าใจ ที่คุยกับเรา ชอบในมุมที่เราเป็นเท่านั้นเอง เราก็คิดแค่ว่าสักวัน เราคงเจอคนที่ชอบในแบบที่เราเป็น คนอื่นเขาอาจจะมองดูจากที่ภายนอก แต่คนที่เขาชอบเราจริงๆ เขาต้องมองเราจากข้างใน ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก มันควรที่จะคุยกันแล้วเข้าใจกันมากกว่า ไอ้รูปลักษณ์ภายนอกมันก็เป็นส่วนประกอบที่เจอครั้งแรกแล้วคนจะสนใจแล้วคุณต้องพอใจกับมัน แต่ว่าถามว่าสิ่งที่ทำให้คบกันไปนานๆ ก็คือสิ่งที่อยู่ข้างในมากกว่า ไม่ใช่ภายนอก"

มัธยม-มหาวิทยาลัย-วัยทำงาน ด้วยเหตุนี้ น้ำหนักจึงไต่ขึ้นเรื่อยๆ จากระดับใหญ่ไปจัมโบ้และบิ๊กเบิ้มของหนุ่มฉกรรจ์วัย 25 ปี กระทั่งวันเช้าวันหนึ่งที่ทุกอย่างดูเหมือนปกติสุข จู่ๆ เขาก็ล้มลงกองกับพื้น

"เพราะว่าโรคมันไม่มีสัญญาณ คืออาการมันเกิดตอนที่กำลังจะไปทำงานปกติทุกวัน แต่วันนั้นผมรู้สึกเกิดปวดท้องขึ้นมา ก็บอกคุณแม่ว่าเราจะไม่ไปทำงาน ตอนนั้นก็ยังไม่ฉุกใจคิดอะไร บังเอิญคุณแม่บอกว่าจะไปซื้อของที่ห้างสรรพสิ้นค้า เราก็เลยไปด้วย ไปซื้อของเสร็จ เราก็ไปทานข้าวกับคุณแม่ เรื่องเกิดตอนที่ผมกำลังตักสุกี้น้ำเข้าไปในปากคำเดียวเท่านั้น ผมก็ปวดท้องจนลงไปนอนกับพื้นเลย

"คือมันเหมือนกับกระเพราะได้รับกรดแต่เช้า ประมาณนี้ แล้วทำให้เราปวดท้องหายใจไม่ออก ตัวงอ ตอนแรกคุณแม่ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็นั่งรถกลับมาบ้านก่อน พอกลับไปถึงบ้าน คุณแม่เห็นผมลงไปนอนกองกับพื้น ถึงรู้ว่าไม่ได้แล้ว ต้องส่งโรงพยาบาล ไปเจอคุณหมอ เขาก็จะเจาะเลือดไปดูผลเลือดก่อนว่าเราเป็นอะไร เขาจะตรวจเบื้องต้นก่อน เพราะว่าคนที่ปวดท้องมีหลายสาเหตุมาก กระเพาะเอย อะไรเอย ก็ว่าไป

"คุณหมอเขาเจาะเลือดผมไปแล้ว ผมยังปวดท้องอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมงมาก กว่าผลเลือดผมจะออกมา สรุปผลออกมาปุ๊บหมอเขาบอกว่า ไอ้ที่ผมเป็น "ตับอักเสบ" ก็คือค่าตับของผมมันสูงกว่าคนอื่นธรรมดาขึ้นไปถึง 2-3 เท่า ทำให้อักเสบ พออักเสบมากๆ แล้วก็ถึงขั้นตายได้ คุณหมอเขาก็บอกว่าถ้ามาช้ากว่านี้ก็อาจจะเสียชีวิต วันนั้นก็เลยต้องแอดมิดทันทีแล้วก็นอนให้น้ำเกลือนาน 3 เดือน เพราะตับอ่อนมันอยู่ข้างในแล้วมันไม่สามารถที่จะเอายาหม่องไปทาหรือเอายาปฏิชีวนะเข้าไปรักษาโดยตรงได้ มันต้องให้ตับรักษาตัวเอง"

"ตอนแรกในใจคิดว่าไม่รอดแล้วแน่นอน สายระโยงระยางรอบเตียง ต้องต่อท่อปัสสาวะเพราะลุกไปเข้าห้องน้ำไม่ได้ ต้องต่อท่อเข้ากระเพาะเพื่อนำน้ำในกระเพราะออกมา"

...ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา คือความรู้สึกที่เปรียบเทียบได้ใกล้เคียงช่วงวินาทีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากที่สุดสำหรับนัทตอนนั้น

"นั่นคือสาเหตุที่ผมต้องลดน้ำหนัก เพราะว่าเราไม่คิดที่จะใส่ใจ ไม่คิดที่จะดูแลตัวเอง ตามใจปาก ก็เพิ่งจะฉุกคิด ถ้าเราไม่ผ่านจุดนั้น จุดที่เราเจ็บเจียนตาย เราคงคิดไม่ได้หรอก หลายคนอาจจะยังสนุกอยู่กับการกิน เหมือนที่ผมเคยคิด มีความรู้สึกมาตั้งแต่เด็กแต่ไหนแต่ไร มันทำให้ผมยังไม่รู้สึก คือจะเปลี่ยนทำไม ก็ใช้ชีวิตอย่างนี้ อ้วนตาย ช่างมัน แต่มันก็กลับมาคิดว่า ตอนนั้นผมกำลังจะเรียนจบ หน้าที่การงานกำลังไปด้วยดี

"ต่อให้คิดเล่นๆ ถ้าตาย แม่จะเอาโลงที่ไหนใส่ตัวเรา คงต้องต่อโลงเพิ่ม คุณแม่เสียตังค์เพิ่ม มันก็ไม่สนุกอยู่ดี คุณไม่รู้หรอกว่าการนอนมองเพดานห้องสี่เหลี่ยม เวลาในแต่ละชั่วโมงนาทีมันยาวนานขนาดไหน มันน่าเบื่อ คุณไม่สามารถออกไปทำอะไรได้เลย แล้วคุณยังต้องมาเจ็บกับการที่โดนเจาะเลือดไปทุกๆ เช้า 2-3 หลอด ก็อยากจะบอกกับหลายๆ คน เริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตัวคุณได้แล้ว"

ลดน้ำหนักผิดวิธี
10 ปีก็ไม่รุ่ง

เมื่อคิดได้ดังนั้น หลังจากพักฟื้นจนหายดี ออกจากโรงพยาบาล จุดมุ่งหมายเดียวที่หลงเหลืออยู่ถัดจากนี้ ก็คือต้อง "ผอม"

"พอเราคิดได้อย่างนั้น ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาล ก่อนจะหายดี ผมก็หาข้อมูลทุกอย่างๆ ในอินเตอร์เน็ตว่าเราจะสามารถลดน้ำหนักอย่างไรได้บ้าง ก็ไปเจอมาวิธีหลายวิธี เยอะมาก แล้วแต่ที่เราจะหยิบวิธีไหนมาใช้เท่านั้นเอง แต่ผมไปเจอวิธีที่มันรวดเร็วมาก ก็คือการจำกัดจำนวนแคลอรี่เข้าร่างกาย มันเป็นวิธีพื้นฐานที่หลายๆ คนทำกัน

"แต่ผมทำมันแบบโหดร้ายมาก ผมหักดิบเกินไปในการที่จำกัดจำนวนแคลอรี่เข้าร่างกาย คือคนเราในแต่ละวันต้องการ 2,000 แคลอรี่ แต่ผมเอาเข้าแค่ 500 แคลอรี่ บางวันไม่ถึงด้วย เทียบเท่ากับพลังงานที่ได้จากการกินข้าวขาหมูจานหนึ่งเท่านั้น"

ใส่ผักบร็อคโคลี่กับแครอทที่ชอบ แล้วก็ใส่อกไก่ลงไป ขึ้นอยู่กับจำนวนที่จะรับประทานว่ากี่ชิ้น จากนั้นปรุงรส ต้มให้มันเละๆ บ้าง ไม่เละบ้าง ตามอารมณ์ในแต่ละวัน ตักใส่ถ้วยขนาดถ้วยขนาดเซียงเซียมอี๊ กินอย่างนี้ 2 มื้อ มื้อแรกก่อน 10 โมงเช้า อีกมื้อหนึ่งก่อน 6 โมงเย็น

"นอกนั้นก็ไม่กินอะไรเลย กินแต่น้ำเปล่า ทำอยู่ 2 เดือน น้ำหนักลดลงไป 20 กิโลกรัม แต่ผลที่ตามมาก็คือเบลอ พูดกับใครไม่รู้เรื่อง นั่งทำวิจัยปริญญาโท ผมไม่มีสมาธิเลย ตอบอาจารย์ก็ไม่รู้เรื่อง เดินออกมาข้างนอก เจอแดดแรงๆ ก็หน้ามืด ตาโหล หน้าผี คือร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน เป็นวิธีที่ผิด ไม่แนะนำ แต่อยากจะแชร์ เพราะว่าเคยผ่านมาแล้วจะรู้ว่าผลกระทบมันเป็นอย่างไร"

"มันไม่มีคำว่าเร็วในการลดน้ำหนักที่ส่งผลดีต่อร่างกาย" นัทเน้นย้ำ
"คุณควรที่จะลดน้ำหนักค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า คุณถึงจะได้สุขภาพที่ดีกลับมา ที่ไม่ใช่ลดฮวบอย่างผมซึ่งมันมีแต่แย่กับแย่ จริงอยู่ที่คุณน้ำหนักลง คุณผอมลง แต่ในระยะยาว ไม่ดีแน่นอนกับร่างกาย เราก็ต้องกินให้ถูกต้อง"

อาจจะเรียกว่า "โชคดี" เพราะแม้จะลองผิดแต่ก็ไม่ถึงกับต้องเข้าโรงหมอ แถมหลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนก็มาชวนเข้าร่วมรายการส่งเสริมการลดน้ำหนักด้วยการเต้น
ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้รับความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องได้ผล
ยังได้เปิดโลกส่วนตัวออกจากโลกใบเดิม
ได้ลบปมปัญหาในการใช้ชีวิตของคน "อ้วน"

"คือเพื่อนแกมยัดเยียด เพราะว่าเพื่อนจะไปสมัครด้วย แล้วเห็นว่าอยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีอะไรทำ ทำแต่วิจัย มีรายการนี้มา เพิ่งเข้ามาเป็นปีแรก เอ้า...ลองสมัครดู เผื่อจะมีอะไรดีบ้าง อยู่บ้านก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมา ก็ออกไปกับเพื่อน เพราะว่าไปรายการนี้ก็ต้องเจอแต่คนตัวใหญ่เหมือนกัน ก็ไม่อายอยู่แล้ว ไม่เหมือนตอนเรียนที่เราจะเหมือนแก็งค์เด็กเรียน แก็งค์เด็กเนิร์ด เป็นเด็กไม่ค่อยพูดไม่ค่อยอะไร จะอยู่คนเดียว ผมไม่ไปหาใคร มันก็เลยกลายเป็นไม่กล้าพูดไม่กล้าคุย ไม่ชอบมีปาร์ตี้

"แล้วปัญหาชีวิตช่วงนั้นมีเยอะ ทั้งรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไม่รับ รถตู้เก็บ 2 ที่นั่ง คือถ้าผมเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์ ผมก็คิดนะ ใจเขาใจเรา รถเขา เขาก็ไม่อยากให้เสีย ก็กลายเป็นว่าคนที่น้ำหนักตัวร้อยกว่า แล้วสูงๆ คนก็เห็นเป็น เดอะฮัลค์ เดินมาตัวเขียวๆ พอเราโบกมอเตอร์ไซค์ เขาก็ไม่รับ ขับเลยไปเลย ไปรถเมล์ก็มีปัญหาอีก เพราะเราต้องนั่งไปกลับระหว่างบ้านกับมหาวิทยาลัย ฉะนั้น เวลาเรานั่งก็ต้องเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาเลิกเรียนหรือคนวัยทำงานเลิกงาน คือขึ้นไปก็ต้องเจอกับคนหลายแอดอัด และด้วยความที่รูปลักษณ์ของเรามันอ้วน และยิ่งผสมกับเหงื่อออก มันก็จะมีเรื่องของความไม่สะอาดที่เขาจะมองคนอ้วนทางนี้ ก็กลายดูเป็นเหมือนตัวประหลาดขึ้นมา เบียดทำไม มานั่งข้างๆ แล้วหายใจไม่ออก เขาอาจจะไม่แสดงออกต่อหน้า แต่มันก็จะรู้สึกได้ มันมีเอ็ฟเฟคต์ตีกลับมาอย่างนี้นะ ก็เลยกลายเป็นว่าเวลาจะนั่งรถเมล์ เรายอมนั่งสองต่อ เพื่อหาคันที่ว่างๆ

"ที่เล่าก็ไม่ถึงขั้นน้อยใจ ตอนนั้นไม่ได้คิดขนาดนั้น ก็เอาความสบายใจของคนอื่นก็แล้วกัน ถ้าเกิดว่าเราทำแล้วมันทำให้คนอื่นไม่สบายใจ เราก็ไม่อยากที่จะทำ เราก็อยู่ตัวของเราคนเดียว เรามารายการ เราก็เล่า ไม่อายอยู่แล้ว ก็ไปสิ ยังไงไปก็เจอแต่เพื่อนๆ ที่ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้นเลย ก็เลยไม่รู้สึกอะไร ไปก็ได้ออดิชั่น ก็ผ่านเข้ารอบ

“จริงๆ ก็ตัดสินใจยาก เพราะความที่เราไม่เคยเต้น เดินยังเป๋เลย ไม่เคยคิดที่จะทำอะไรแบบนี้ เพราะเราอ้วน แค่ฟิตเนส เดินผ่านยังกลัวเลย (หัวเราะ) ก็จับพลัดจับผลูได้เข้าไปเป็น 12 คนสุดท้าย โชคดีที่กรรมการเลือกเข้าไป"

จากน้ำหนักกว่า 100-110 หลังจบรายการ น้ำหนักอยู่ที่ 82 กิโลกรัม นับตั้งแต่เริ่มการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดก็ราวๆ 50 กิโลกรัม

"ที่ลดขนาดนี้เพราะว่าทำให้เรารู้วิธีการลดที่ถูกต้องส่วนแรกเลย เพราะว่าก่อนเข้าไปในรายการ เขาจะมีเวิร์คช็อปให้ความรู้จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ข้าวทัพพีหนึ่งให้พลังงานเท่าไหร่ ลูกชิ้นหนึ่งลูกให้พลังงานกี่แคลอรี่ ตับหมูหนึ่งไม้ให้เท่าไหร่ เขาก็จะบอกว่าพลังงานในแต่ละอย่างที่เราต้องการเข้าไปในร่างกายแต่ละวันควรจะกินอย่างไร เราก็เข้าไปทำของเราเองในรายการ

"แล้วมันก็เป็นการสร้างนิสัยตั้งแต่อยู่ในรายการ เพราะว่าในรายการเหมือนเป็นการบังคับไปในตัว เนื่องจากเป็นการแข่งขัน ถ้าคนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ คือจุดที่กดจิตใต้สำนึกเราลึกๆ ว่า ถ้าเราไม่ทำเราก็จะแพ้นะ ถ้าเราอย่างนี้เราจะสู้คนอื่นเขาไม่ได้นะ ถ้าเรายังคงที่จะกินต่อ มันกลายเป็นแบ่งช่วงซีกสมองมีเดวิลส์ มีแองเจิ้ล ให้เราสั่งการได้ว่า อะไรควรทำและอะไรที่ไม่ควรทำ"

อาจจะฟังดูยาก แต่ไม่ยากเกินใจ
เพียงแค่ใจของคุณที่กางกั้นบางๆ สิ่งเหล่านี้

"ถามว่ายากไหม ผมคิดถึงตอนที่นอนโรงพยาบาล คิดถึงตอนนั้น มันยากนะ มันยากสำหรับคนที่แรกๆ เคยที่กินพิซซ่าวันละสองถาดหรือไก่ทอดสิบชิ้นวันเดียว มันยากมาก มันเป็นของเคยๆ ของเรา ที่เราต้องกินมัน ที่เห็นหนังไก่ทอดไม่ได้ พุ่งตัวเขาใส่ เห็นอะไรที่มีส่วนผสมของกะทิ แทบจะลงไปว่าย

“มันยากมากสำหรับการหักห้ามใจ แต่ว่าถ้าผ่าน 2 อาทิตย์ ไปได้มันสบายมาก ขึ้นอยู่กับใจของคุณ มันเรียกร้องขนาดไหน เหมือนคนธรรมดากินก๋วยเตี๋ยวไม่ปรุงหรือน้ำอัดลมผ่านไป 2 อาทิตย์ หรือไม่กินน้ำอัดลม อดได้ 2 อาทิตย์ แล้วคุณไม่กลับมากินอีกเลย

"เรามีเป้าหมายชัดเจน อย่างที่ผมบอก คุณอยากที่จะทำมันไปเพื่อใคร เพื่อคนที่คุณรัก เพื่อตัวคุณเองหรือว่าเพื่ออะไร มันก็จะวนนอยู่แค่นี้ คือ "เป้าหมาย" มีความพยายาม มีความต่อเนื่อง มีวินัย ทุกอย่างมันเป็นองค์ประกอบเดียวที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักได้ มันจะมาเป็นช็อตๆ วินัย มันจะมาติดๆ กัน ถ้าคุณมีเป้า ไม่มีวินัยก็ไม่ได้"

หลังจากเข้าใจหลักโภชนาการ ปรับทัศนคติความคิด ภายในดีขึ้น แน่นอนว่าส่วนที่สองคือเรื่องของการออกกำลังกาย

"ต้องเกริ่นก่อนว่าอันนี้ผมก็ลองผิด คือทำเกินที่คุณหมอแนะนำ ทำเกินเหมือนตอนกินคำนวนแคลอรี่ ไม่ใช่วิธีที่ถูก คือวันหนึ่งผมจะอยู่ในยิมประมาณ 4-5 ชั่วโมง เล่นคาร์ดิโอ คนเราแค่ 400-500 กิโลแคลอรี่ เขาจะพอกันแล้ว แต่ผมเบิร์นถึง 2,000 ก็เท่ากับว่าร่างกายของเรามีแต่ลดๆ

“แต่วิธีที่ถูกคือต้องแบ่งวัน ต้องเริ่มจากบัลค์กล้ามเนื้อก่อนแล้วค่อยลีนลดไขมัน ตารางของผมก็อาจจะเป็นวันจันทร์ คาร์ดิโอ ไปเลยนานๆ เยอะๆ ให้ร่างกายรู้สึกเหงื่อออกเป็นน้ำเป็นลิตรๆ แล้วก็พักๆ หายเหนื่อยแล้วก็มาเวทเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ เพราะว่าในเมื่อน้ำหนักเราลงจากการคาร์ดิโอ กล้ามเนื้อมันก็จะลดลงไปด้วย เพราะว่าเราคาร์ดิโอหนักมาก เราควรที่จะดำรงการสร้างกล้ามเนื้อ"

วันอังคารก็หันกลับมาเวทกระชับกล้ามเนื้อส่วนที่มีปัญหา ปัญหาของคนอ้วนคือเรื่องท้องแขน หน้าท้อง หน้าอก ทำสลับกันไป จันทร์ถึงศุกร์

"ทำให้มันเป็นนิสัย แล้วมันจะกลายเป็นสิ่งที่ดีกับตัวคุณเอง คนอื่นจะหาว่าเราบ้า ติ๊งต๊องหรือเปล่าไม่ได้ออกกำลังกายสักวันจะตายไหมแต่เราก็กลายเป็นนิสัยของเราไปแล้ว พูดได้ว่าถ้าทำให้ติดเป็นนิสัย มันจะดี ถ้าไม่มีเวลาก็กระโดกเชือก

"คือหลายๆ คนเขาอาจจะว่าบอกว่าอยู่ในรายการ ยังไงก็ต้องลดลดได้อยู่แล้ว แล้วคนที่อยู่ข้างนอกล่ะจะทำได้อย่างไร ก็นี่ไง ผมถึงบอกว่า มันต้องมีแรงจูงใจ มันต้องมีแรงบันดาลใจที่คุณอยากที่จะเริ่มเปลี่ยน เพราะไม่อย่างนั้นมันก็ทำให้คุณไม่เริ่มสักที แล้วคุณก็จะบอกว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันลด แล้วไง พรุ่งนี้ชานมไข่มุก ก็ไม่เริ่มสักที นั่นแหละการผลัดวันประกันพรุ่งของคนที่อยากจะลดน้ำหนัก

"แต่ถ้าเกิดคุณทำวันนี้เลย คุณไม่ต้องบอกพรุ่งนี้ คุณทำเลยตั้งแต่เย็นนี้ คุณก็ได้ก้าวไปแล้วขั้นหนึ่งขึ้นบันได้ คนเราเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน เพียงแต่คุณจะก้าวไป 10-20 ได้อย่างไร คุณก้าวไปทีละ 5-25-50 คุณก้าวไปทีละนิดได้ แต่บางคนเขาก้าวกระโดดไปมากกว่าคุณเพราะเขาลงมือทำไปมากกว่าคุณ ที่ไม่ใช่ต้องมานั่งพูดว่าจะลดน้ำหนักแล้วนะ แต่ไม่ทำ"

ร่างกายดี จิตใจก็ต้องดี
ไม่มีเปลี่ยนแปลง

ชีวิตวันนี้ แม้ความสุขในการกินจะไม่ใช่จุหนักถึงใจอย่างแต่เก่าก่อน ทว่าสิ่งที่ได้มา กลับมีค่ายิ่งกว่านั้น สุขภาพดีขึ้น เช่นเดียวกับงานการ หรือแม้กระทั่งความรักที่สาวๆ หลายคนอยากเอ่ยทักด้วยปรารถนาผูกสมัครรักใคร่

"จริงๆ ที่หลายคนอาจจะมองว่าผมหยิ่ง ผมไม่ได้หยิ่งนะ เพียงแต่มันเป็นนิสัยติดมาตั้งแต่เมื่อก่อนตอนที่เป็นไอ้อ้วน ผมไม่กล้าสบตาใคร ไม่มองใครอยู่แล้ว ก้มหน้าก้มตาเดิน เพราะว่าถ้าเราสบตาเขาปุ๊บ เราก็จะเจอพลังบางอย่างที่ส่งกลับมาหาเรา มันทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจ ตอนนี้มันก็ยังมีบ้างที่ผมติดนิสัยนี้อยู่ ถ้าคนที่สนิทจะรู้ ถ้าใครที่ไม่ได้เข้ามาคุย ไม่รู้จัก จริงๆ เขาก็จะไม่รู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร เราสามารถเดินเข้ามาคุยได้ คนปกติจะให้ผมไปยิ้มให้หมดทุกคนก็ดูเหมือนเราเป็นบ้าหรือเปล่า (หัวเราะ) ก็เลยกลายเป็นว่าผมอาจจะดูหยิ่ง ผอมแล้ว หล่อแล้วนิ ก็เลยเลือก จริงๆ ผมยังดูเหมือนคนที่ยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำ

"มันก็เป็นการเปิดใจมากกว่า เมื่อก่อนผมอาจจะเป็นคนที่ปิดใจเหมือนกับปิดกั้น เพราะว่าในเรื่องของน้ำหนักหรือรูปร่างภาพลักษณ์ ทำให้เราไม่กล้าที่จะพูดตรงๆ หรือพูดคุย กับใครมากนัก ถามว่าตอนนี้เรามีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น เรากล้าที่จะพูด กล้าที่จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบ

"มันเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยได้รับมาก่อนตอนเป็นไอ้อ้วน มันๆ ก็ได้มาสัมผัสเอาตอนนี้ ในหลายๆ เรื่อง อย่างง่ายๆ จากคนธรรมดามาได้เล่นละคร มันก็เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด คือเมื่อก่อนก่อนช่วงที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ ผมก็ได้ฝึกงานได้ทำงานในเบื้องหลังตามสายเรียนในส่วนของโปรดิวเซอร์รายการ เป็นรายการสดที่มีวีเจพูด แล้ววีเจก็จะแซวผม อย่างสมมุติว่าเขารับสายหน้าไมค์ ใครที่คุยกับพี่แล้วอย่าเพิ่งวางสายนะ ไปคุยกับไอ้น้องช้างหลังไมค์ ผมก็จะพูดไปเลยอย่าให้ผอมหน่อยเดี๋ยวจะเป็นวีเจให้ดู (หัวเราะ) พูดเล่นๆ แซวกันไป แล้วพี่วีเจเขาก็พูดกลับมา เมื่อไหร่จะผอม

"มันเกินความคาดฝัน ณ วันนี้ที่เราได้มาอยู่เบื้องหน้าแล้ว เมื่อก่อนเราอยู่เบื้องหลัง มันก็เป็นการทำงานในอีกแบบหนึ่ง แล้วพอเราได้มาอยู่เบื้องหน้าแล้วเราได้สัมผัสในสิ่งที่เราทำงานร่วมกันมา แล้วเราเคยเขียนสคริปต์ให้เขาพูด เราเคยมีคำถามให้เขาต้องถามศิลปินอะไรอย่างนี้ ตอนนี้กลายเป็นเราที่ต้องทำอย่างนี้แทน มันก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่ท้าทาย แล้วก็ยาก เบื้องหน้ากับเบื้องหลังมันแตกต่างกันอยู่แล้ว มันอาจจะง่ายในบางส่วนที่เราเป็นเบื้องหลังมาก่อน แต่ในฟีลิ่งผมอาจจะยังใหม่ในมุมของพิธีกร ละคร เพราะว่าของพวกนี้มันต้องอยู่ในการศึกษาข้อมูลเรื่อยๆ ชั่วโมงบินสำคัญ"

"การผอมทำให้ตัวเองดีขึ้น นอกจากเพื่อตัวเองแล้ว มันก็ต้องเพื่อคนที่เรารัก ในเรื่องของความรักในเรื่องของพวกนี้ ผมก็อาจจะยังไม่พร้อมนะ แต่คุยได้ แต่ยังไม่พร้อมที่จะลงหลักปักฐานจริงจังอะไรอย่างนั้น เพราะผมยังอยากที่จะทำงาน สร้างรากฐานให้กับตัวเองให้มั่นคงก่อน ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องของความรัก

"แล้วอีกอย่างแม่ก็ยังไม่สบาย ผมยังไม่สามารถเลี้ยงคนอื่นให้สบายมากกว่าแม่ได้ แล้วคนที่เรารักจริงๆ ไม่ใช่เป็นคนที่มองเราจากภายนอก ซึ่งภายนอกเราดูดีแล้วก็จริง แต่ถ้าเกิดมองย้อนกลับไป เราเคยอ้วนมาก่อน คุณยังจะชอบผมไหม มันก็ต้องมองจากที่ใจ สำคัญคือร่างกายดีแล้ว จิตใจก็ต้องดีด้วย"




เรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล
ภาพ : ปวริศร์ แพงราช

กำลังโหลดความคิดเห็น...