xs
xsm
sm
md
lg

วิฬาร์สตอรี่ หรือ เรื่องแมว ๆ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แมว (Felis catus) เป็นสัตว์กินเนื้อที่มนุษย์นิยมเลี้ยงประมาณ 600 ล้านตัว จึงนับว่ามากรองจากสุนัข เพราะมีความชื่นชมในความน่ารัก และความรู้สึกอบอุ่น เวลามันเดินเข้ามาเคล้าแข้งเคล้าขาคนที่เป็นเจ้าของ ตามปกติแมวชอบทำความสะอาดตัวเองด้วยการเลียขนตามตัว เป็นสัตว์รักสันโดษ มีจมูกไว ชอบปีนป่ายกำแพง เดินย่อง และชอบจับหนูกินเป็นอาหาร เราสามารถพบเห็นแมวได้แทบทุกแห่งหน ทั้งในบ้าน วัด อาคาร หรือตามถนน การมีแมวมากเช่นนี้ เพราะมันสามารถหาอาหารได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องคอยให้เจ้าของนำอาหารมาปรนเปรอให้มันกินเหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น

นักประวัติศาสตร์ได้พบว่ามนุษย์รู้จักเลี้ยงแมวมาตั้งแต่สมัยโบราณ คนอียิปต์เมื่อ 4,000 ปีก่อน นิยมการมีเทพเจ้าหลายองค์ ซึ่งมีพระเศียรเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ และมีพระวรกายเป็นมนุษย์ เช่น มีเทพเจ้าแห่งสวรรค์ผู้ทรงนามว่า Hathor ซึ่งมีพระเศียรเป็นวัว มีเทพธิดา Taurt ผู้มีพระเศียรเป็นฮิปโป และมีเทพธิดา Bast ซึ่งมีพระเศียรเป็นแมว การที่ชาวอียิปต์โบราณนับถือแมวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ใครก็ตามที่ฆ่าแมวจะถูกลงโทษรุนแรงยิ่งกว่าการได้ฆ่าคน หรือเวลาไฟไหม้บ้าน เจ้าของจะไม่ห่วงบ้านมากเท่าแมว เพราะถ้าแมวประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย เจ้าของก็จะต้องรับผิดชอบด้วยการถูกฆ่าตายตามไปด้วย และเมื่อถึงเวลาที่แมวเสียชีวิต เจ้าของจะนำแมวไปทำมัมมี่ แล้วนำไปฝังรวมในสุสานแมว โดยเฉพาะที่เมือง Bubastis ซึ่งได้มีการขุดพบมัมมี่แมวถึง 300,000 ตัว

การมีความรักและความผูกพันกับแมวมากเช่นนี้ เกิดจากความเชื่อของคนในยุคนั้นว่า แมวเป็นเทพเจ้าที่สามารถคุ้มครองชีวิตของผู้คนให้มีอาหารบริโภคอย่างอุดมสมบูรณ์ เพราะเวลาชาวนาปลูกข้าวสาลีได้ในปริมาณมาก แล้วนำไปเก็บในยุ้ง หนูจำนวนมากได้ลอบเข้าไปกิน ทำให้ชาวนาเดือดร้อน ครั้นเมื่อได้พบว่า แมวชอบฆ่าหนู แมวจึงกลายเป็นสัตว์ประเสริฐไปในทันที จนใคร ๆ ก็จะปองร้ายแมวไม่ได้

 เมื่อ 2550 ปีก่อน เวลาจักรพรรดิ Cambyses ที่ 2 แห่งอาณาจักร Persia ทรงกรีฑาทัพเข้าล้อมเมือง Memphis ในประเทศอียิปต์ พระองค์ได้ทรงบัญชาให้ทหารจับแมวมาเป็นจำนวนมาก แล้วโยนแมวเหล่านั้นข้ามกำแพงเมือง การกระทำเช่นนี้ได้ทำให้ชาวเมืองสติแตก เพราะกลัวแมวจะเป็นอันตราย จึงได้ยินยอมยกเมืองให้โดยปราศจากการต่อสู้ใด ๆ

ไม่เพียงแต่คนอียิปต์เท่านั้นที่มีความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของแมว ในยุโรปทางเหนือ เช่น ประเทศในแถบ Scandinavia ชาวนาในแถบนั้น ก็มีความเชื่อว่าเมื่อแมวดำมีอายุครบ 7 ปี มันจะกลายเป็นปีศาจ และแมวใดที่มีเจ้าของครบ 9 คน เมื่อเจ้าของเสียชีวิต แมวตัวนั้นก็จะนำวิญญาณเจ้าของไปนรก

ความกลัวแมวได้พุ่งถึงจุดสูงสุดในยุคกลาง เช่น ในปี 1612 แม่มดชาวสกอต ชื่อIsobel Gowdie ได้บอกผู้คนว่า เวลาจะฆ่าแม่มด ให้นำไปเผาทั้งเป็น แล้วแม่มดก็จะกลายร่างเป็นแมว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในพิธีล่าแม่มด ชาวสกอตจะนำแมวมาเสียบด้วยเหล็กแหลมแล้วย่าง เพื่อขับวิญญาณชั่วร้ายของแม่มดออกไปอย่างถาวร

ในประเด็นความผูกพันระหว่างบุคคลสำคัญต่าง ๆ ของโลกที่มีกับแมวนั้นก็มีตำนานเรื่องเล่ามากมาย เช่น ศาสดา Muhammed ทรงโปรดปรานการเลี้ยงแมวมาก เมื่อแมวชื่อ Muezza ที่ทรงเลี้ยง ได้นอนหลับลงบนแขนเสื้อของพระองค์ และพระองค์ทรงไม่ต้องการจะรบกวน Muezza จึงทรงนำกรรไกรมาตัดชายแขนเสื้อทิ้ง เพื่อให้ Muezza ได้นอนต่อไปอย่างเป็นสุข พระจริยาวัตรนี้ได้ทำให้บรรดาสานุศิษย์มีความรู้สึกประทับใจมาก จึงพากันออกกฎหมายห้ามใครฆ่าหรือทำร้ายแมวอย่างเด็ดขาด และได้พากันสร้างโรงพยาบาลรักษาแมวโดยเฉพาะ ที่เมือง Damascus

ในปี 1493 เมื่อปราชญ์ชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อ Desiderius Erasmus เดินทางไปเยือนประเทศอังกฤษ ท่านได้สังเกตเห็นขุนนางที่สูงศักดิ์ของอังกฤษสวมเสื้อคลุมที่ประดับด้วยขนแมว และได้กล่าวถึงประเพณีการไปเยี่ยมบ้านคนที่รู้จักว่า จะต้องจุมพิตเจ้าของบ้าน ภรรยา และแมวที่เลี้ยงด้วย

ด้าน Francesco Petrarch ซึ่งเป็นนักบวชที่มีชื่อเสียงชาวอิตาเลียน ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ก็ชอบเลี้ยงแมวและรักแมวมาก จนถึงกับเวลาแมวตายได้ทำมัมมี่แมว แล้วนำมาเก็บไว้ในห้องนอน

กวี Percy Shelley ชาวอังกฤษ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 Charles Dickens นักประพันธ์ชาวอังกฤษ ผู้เขียนเรื่อง A Tale of Two Cities , Emily Bronte ผู้เขียนเรื่อง Wuthering Heights , Thomas Carlyle นักประวัติศาสตร์ และ Mark Twain นักประพันธ์ชาวอเมริกัน ผู้เขียนเรื่อง The Adventures of Tom Sawyer ล้วนชอบเลี้ยงแมว เพราะทุกคนคิดว่า การอยู่กับแมวอย่างใกล้ชิดสามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ในการประพันธ์ได้ โดยเฉพาะ Twain นั้น ได้เคยกล่าวว่า บ้านใดที่ไม่มีแมว บ้านนั้นเป็นบ้านที่ไม่สมบูรณ์แบบ

ด้านจิตรกรอังกฤษ เช่น Thomas Gainsborough และ Sir Joshua Reynolds ก็เคยวาดภาพคนที่อุ้มแมวไว้หลายภาพ
เมื่อมีคนชอบ ก็มีคนเกลียด ดังนั้นโลกจึงมีคนที่เกลียดแมวมาก ซึ่งได้ชื่อว่าพวก ailurophobia และบุคคลตัวอย่างในกลุ่มนี้ ได้แก่ จักรพรรดิ Napoleon ที่ 1 แห่งอาณาจักรฝรั่งเศส ผู้ทรงทำสงครามพิชิตยุโรปไปแทบทุกประเทศ แต่เวลาทรงเห็นแมว พระเสโทจะไหลพลั่กด้วยความเกลียดและกลัว เพราะทรงเกรงว่าแมวจะทำให้พระองค์ทรงพ่ายแพ้ในสงคราม

สำหรับความเชื่อที่ชนชาติต่าง ๆ มีต่อแมวนั้นก็เป็นเรื่องน่าสนใจ เช่น คนอังกฤษเชื่อว่า ถ้านำหางแมวมาลูบไล้ที่เปลือกตาของคนที่ตาอักเสบ อาการก็จะทุเลาหายในเวลาอีกไม่นาน ชาวรัสเซียโบราณก็เชื่อว่า ก่อนนำทารกเกิดใหม่ไปไกวในเปล ให้นำแมวมาไกวในเปลนั้นก่อน เพื่อปีศาจจะได้ไม่มารบกวน ชาวอเมริกันก็เชื่อว่า วันใดที่แมวตะกายกำแพงบ้าน วันนั้นฝนจะตก ชาวโรมันเชื่อว่า เวลาแมวดำเดินตัดหน้าใคร คนนั้นจะประสบเคราะห์ ส่วนเจ้าสาวคนใด เวลาได้ยินเสียงแมวจามก่อนวันแต่งงาน 1 วัน ชีวิตสมรสจะเป็นสุข ด้านชาวเยอรมัน และชาวฝรั่งเศสก็เชื่อว่า แมวดำเป็นสัตว์อัปมงคล เพราะเป็นตัวแทนของแม่มด

ดังนั้นในพิธีล่าแม่มดจึงมีการเผาแมวดำทั้งเป็น ซึ่งจะทำให้แม่มดไม่สามารถกลับมารังควานผู้คนได้อีก เวลาแผ่นดินจะไหว ชาวเมือง Naples ในประเทศอิตาลีมีความเชื่อว่า แมวจะรู้ตัวก่อน และจะวิ่งหนีอย่างหัวซุกหัวซุน เมื่อ 140 ปีก่อน ชาวเบลเยี่ยมได้เคยจัดตั้งสมาคมพัฒนาแมวให้นำจดหมายแทนนกพิราบสื่อสาร เพราะเชื่อว่าแมวจำระยะทาง 30 กิโลเมตรได้ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

คนไทยก็ชอบเลี้ยงแมว จนมีสำนวนพูดและเขียนเกี่ยวกับแมวมากมาย เช่น ย้อมแมวขาย ซึ่งหมายถึงการเอาของไม่ดีไปหลอกขายว่าดี แมวไม่อยู่ หนูร่าเริง ซึ่งหมายถึง เวลาผู้ใหญ่ไม่อยู่ ผู้น้อยจะสร้างความวุ่นวาย เป็นหนูกับแมว ซึ่งหมายถึงการรู้สึกเกรงกัน ฝากปลาย่างไว้กับแมว เป็นการไว้ใจคนที่ไม่ควรไว้เนื้อเชื่อใจ ปิ้งปลาประชดแมว หมายถึงการประชดแดกดันด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม เช่น ปิ้งปลาให้แมวกิน เพราะแมวก็ชอบปลาอยู่แล้ว ดังนั้นแมวก็สบายท้อง แต่คนปิ้งไม่ได้อะไรเลย ปิดประตูตีแมว หมายถึงปิดห้องไม่ให้เสียงเล็ดรอดออกไป ชื่อเหมือนแมวนอนหวด หวดเป็นภาชนะรูปร่างเหมือนโถ การให้แมวลงไปนอนในหวด จะทำให้มันพลิกตัวไปมาไม่ได้ ตัวมันจึงแข็งทื่อ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสัตว์ไม่ชอบอยู่นิ่ง นี่จึงเป็นการเปรียบเทียบ คนโกงที่ทำท่าทีเสมือนว่าซื่อตรง อยู่เรือนเหมือนก้อนเส้า เฝ้าเรือนเหมือนแมวเซา เป็นการเปรียบว่า แมวตามปกติชอบนอนที่หัวเตาในครัว เพราะที่นั่นอบอุ่น


ส่วนสำนวน ที่เท่าแมวดิ้นตาย มาจากเรื่องศรีธนญชัย ตอนทูลขอพระราชทานที่ดินจากพระราชา การพูดเช่นนี้ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยผิด เพราะทรงคิดว่าจะขอพื้นที่น้อยนิด เพราะแมวตัวเล็ก แต่ศรีธนญชัยนำไม้มาไล่ตีแมว บริเวณฆ่าแมวจึงมีพื้นที่กว้างขวางอย่างที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง แต่ปัจจุบันสำนวนนี้มีความหมายถึงที่แคบ ยื่นหมูยื่นแมว คือ ต่างฝ่ายต่างให้และรับในเวลาเดียวกัน แมวพึ่งพระ เป็นการพูดที่มีความหมายว่า มีผู้ใหญ่เป็นที่พึ่ง ส่วนแมวมอง ในอดีตนั้นหมายถึงทหารที่มีหน้าที่สอดแนมดูการเคลื่อนไหวของข้าศึก แต่ปัจจุบัน หมายถึงคนที่คอยแสวงหาผู้มีความสามารถสูง สวยหรือหล่อ มาเป็นนักแสดง หรือเข้าประกวด

สำหรับคนต่างชาติ สำนวนแมวมีเขา เป็นของชาวเกาหลี หมายถึง ของหายาก และสำนวนญี่ปุ่น Neko ni koban หมายถึงการให้เหรียญโกะบันแก่แมว จึงเปรียบเสมือนการให้แก้วแก่วานร ที่ไม่รู้คุณค่าของสิ่งที่ได้

นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีมีความสนใจในประวัติความเป็นมาของแมวว่ามีวิวัฒนาการความเป็นมาอย่างไร แมวดึกดำบรรพ์ตัวแรก ๆ ถือกำเนิด ณ ที่ใด และจากแมวป่าที่ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ มนุษย์ได้นำแมวนั้นมาเลี้ยงในบ้านเป็นครั้งแรกเมื่อใด ด้วยเหตุผลใด รวมถึงต้องการจะรู้เส้นทางการพัฒนาสายพันธุ์ของแมวในอนาคตด้วย และได้พบว่าโลกมีแมวอยู่ 37 ชนิด (species) ในวงศ์ (family) Felidae และมี 23 สกุล (genus) และแมวตัวแรกถือกำเนิดเมื่อ 10.8 ล้านปีก่อน และจากแอฟริกาแมวได้แพร่พันธุ์ไปทั่วโลก จนได้กลายเป็นแมวบ้านที่มีคนเลี้ยงทั่วโลก

ในปี 2004 นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสชื่อ Jean-Denis Vigne ได้ขุดหลุมฝังศพของมนุษย์ยุคหินใหม่ (Neolithic) ที่หมู่บ้าน Shillourokambos บนเกาะ Cyprus ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และพบโครงกระดูกของคนกับแมวฝังอยู่ด้วยกัน อยู่ห่างกัน 40 เซนติเมตร พร้อมเครื่องใช้ เครื่องประดับ เปลือกหอย และหินเหล็กไฟ การวิเคราะห์อายุของกระดูกแมว แสดงให้เห็นว่ามันเป็นแมวป่าอายุ 8 เดือน การวัดอายุกระดูกคนและของใช้ แสดงว่า ผู้ตายได้เสียชีวิตลงเมื่อ 9,500 ปีก่อน ส่วนกระดูกของแมวก็ไม่มีรอยมีดขีด จึงแสดงว่า แมวมิได้ถูกฆ่าเป็นอาหาร ดังนั้นมันจะต้องเคยเป็นสัตว์เลี้ยงของคน และเจ้าของจะต้องรักมันมาก ญาติ ๆ จึงได้นำมันมาฝังรวมกับเจ้าของ

สำหรับตัวเลข 9,500 ปีนั้นก็ดูสมเหตุสมผล เพราะเมื่อ 10,000 ปีก่อน Cyprus คือแหล่งกำเนิดของการทำเกษตรกรรม ดังนั้นจึงมีผลิตผลทางการเกษตรที่เป็นเมล็ดข้าวอุดมสมบูรณ์ ให้หนูได้ขโมยกิน การเห็นแมวป่าเข้ามาล่ากินหนู คงทำให้ชาวบ้านจับแมวมาเลี้ยง จนแมวป่าได้เปลี่ยนสภาพเป็นแมวบ้านในที่สุด

วันเวลาผ่านไปจนถึงเมื่อ 3,700 ปีก่อน นักโบราณคดีได้ขุดพบตุ๊กตาแมวในดินแดน Mesopotamia และในเวลาไล่เลี่ยกันที่เมือง Thebes ในประเทศอียิปต์ก็มีรูปปั้นแมว เพราะในเวลานั้น แมวได้เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ให้ชาวอียิปต์ได้นับถือ และเมื่อ 2,300 ปีก่อน ฟาโรห์ Ptolemy ของอียิปต์ได้ทรงออกกฎหมายห้ามส่งแมวเป็นสินค้าออกนอกประเทศ

เมื่อ 2,000 ปีก่อน ที่เมือง Schleswig ในประเทศเยอรมมี ได้พบหลักฐานการเผาแมวดำในพิธีล่าแม่มด และแมวได้เข้ามามีบทบาทเป็นต้นแบบในการวาดภาพของศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคน

ในปี 1971 ได้มีการประกวดแมวที่ Crystal Palace ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยแมวที่นำมาแสดงมีหลายสายพันธุ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนอังกฤษได้เริ่มผสมพันธุ์แมวจนได้สายพันธุ์ดี หลังจากที่ได้รู้จักวิธีผสมพันธุ์ม้า หมู ไก่ และสุนัข

ในปี 2007 นักบรรพชีวินวิทยาจีน ชื่อ Hu Yaowu แห่ง Institute of Vertebrate Paleontology and Paleoanthropology ที่ปักกิ่ง ได้ขุดสุสานในหมู่บ้าน Quanhucam และพบหลักฐานของอารยธรรมจีนโบราณ Yangshao อายุ 5,300 ปี เป็นกระดูกแมว 8 ชิ้น ในหลุม 3 หลุม การวัดอายุของกระดูก โดยใช้เทคโนโลยี C-14 , C-13 และ N-5 ปรากฏว่าพบ C-13 มาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แมวได้เริ่มกินพืชเป็นอาหารแล้ว และการพบ N-5 มาก แสดงว่าแมวก็ได้กินเนื้อ นี่จึงเป็นหลักฐานที่แสดงว่า คนจีนได้เลี้ยงแมวมาอย่างน้อย 5,500 ปี


แม้คนหลายคนจะรักแมวมาก แต่ก็มีคนอีกหลายคนที่แพ้แมว คือ เวลาอยู่ใกล้แมวเขาจะไอหรือจามบ่อย ผิวหนังจะเป็นผื่นเวลาได้สัมผัสแมว ตาจะแดงและจะมีน้ำมูกไหลมากผิดปกติ อาการ hypoallergenic นี้ เกิดจากการที่แมวขับสาร glycoprotein ชื่อ Fel D1 จากต่อมที่อยู่ใต้ผิวหนังออกมา แล้วเวลาแมวเลียขน สารนั้นก็จะติดตามขน ดังนั้นเวลาคนเอามือลูบขนแมว สารนี้จะเข้าทำอันตรายทันที

ในปี 2015 นักพันธุศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย California วิทยาเขต San Diego ได้วิเคราะห์ยีน (gene) ทุกตัวของแมวจนได้ข้อมูลยีนอย่างสมบูรณ์ หลังจากที่ได้ศึกษาจีโนมของสุนัขแล้ว ในปี 2005

จากความรู้ที่ว่าโมเลกุลต่าง ๆ ที่อยู่ใน DNA เปรียบเสมือนตัวอักษรที่นำมาเรียงเป็นประโยค จนได้ยีนและเมื่อโครโมโซมมียีน ดังนั้นการรู้ตัวอักษรทุกตัวของ DNA จึงเปรียบเสมือนกับการได้อ่านข้อมูลพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตนั้นได้ทั้งหมด

ปัจจุบันเรามีข้อมูลยีนของคนอย่างสมบูรณ์แล้ว และรู้ข้อมูลยีนของแมวอย่างสมบูรณ์ด้วย ทำให้ได้พบว่า ยีนต่าง ๆ บนโครโมโซมของแมวเหมือนกับยีนบนโครโมโซมของคนหลายตัว เช่น ในโครโมโซม D1 ของแมวป่ามียีน HRAS , ABB , LDHA , FGF3 , TYR , GANAB , ETS1 เหมือนยีนบนโครโมโซม 11 ของคนทุกประการ นั่นแสดงว่าแมวเป็นโรคไตวาย เบาหวานชนิด2 หอบหืด ลมชัก HIV ไขข้ออักเสบ และชรา เหมือน ๆ คน

ดังนั้นการศึกษาอาการโรคต่าง ๆ ที่แมวเป็น จึงเอื้อต่อการรู้ความเป็นไปของโรคนั้น ๆ ในคนด้วย

สถิติคนที่มีอายุยืนที่สุด คือ สตรีชาวฝรั่งเศส ชื่อ Jeanne Calment ซึ่งได้เสียชีวิต เมื่ออายุ 120 ปี และสถิติอายุยืนของแมวชื่อ Crème Puff คือ 38 ปี ข้อมูลประเด็นนี้จึงทำให้หลายคนสนใจว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Crème Puff มีอายุยืนได้มากเช่นนั้น ซึ่งมากกว่าสถิติอายุยืน 29 ปีของสุนัข

ในอดีตเมื่อ 2,350 ปีก่อน Aristotle เคยกล่าวว่าสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ คือ มีน้ำหนักตัวมากจะมีอายุยืน และสัตว์ที่มีน้ำหนักตัวน้อยจะมีอายุสั้น ดังนั้นตามความคิดเห็นนี้ วาฬที่หนัก 100 ตัน จะมีอายุยืน 200 ปี และคนที่หนัก 100 กิโลกรัมจะมีอายุยืน 120 ปี ด้วยเหตุนี้ แมวที่หนัก 10 กิโลกรัม ก็จะต้องมีอายุยืน 40 ปี แต่แมวก็มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าสุนัข ดังนั้นการมีอายุยืนกว่า จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ นักชีววิทยาสันนิษฐานว่า เพราะสัตว์ใหญ่มักไม่ถูกสัตว์อื่นทำร้าย แต่แมวปัจจุบัน นอกจากจะได้รับการเลี้ยงดูที่ดี และมีสัตวแพทย์ที่สามารถคอยพยาบาลรักษาตลอดเวลาที่ป่วยแล้ว แมวยังเป็นสัตว์ที่คล่องแคล่ว และว่องไวในการหลบลี้หนีภัยด้วย

วันหนึ่งข้างหน้าในอนาคต ถ้าเราสามารถทำให้แมวมีอายุยืนยิ่งกว่าคนได้ นั่นก็คงจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะเจ้าของก็จะตายหลังแมว โดยไม่ต้องรู้สึกเสียใจมาก

อ่านเพิ่มเติมจาก Phylogeny and evolution of Cats โดย L. Werdelin กับคณะ จัดพิมพ์โดย Oxford University Press ปี 2010


สุทัศน์ ยกส้าน

ประวัติการทำงาน-ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์และดาราศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ระดับ 11 ภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขากายภาพและคณิตศาสตร์ ประวัติการศึกษา-ปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยลอนดอน, ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย

อ่านบทความ "โลกวิทยาการ" จาก "ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน" ได้ทุกวันศุกร์


กำลังโหลดความคิดเห็น...