xs
xsm
sm
md
lg

เดิมๆ

เผยแพร่:   โดย: ฉัตรพรรษ พงษ์เจริญ



ผมมีเรื่องส่วนตัวอย่างหนึ่งซึ่งเรียกได้ว่าเป็นข้อเสียของตัวเอง ความเบื่อในอารมณ์จนกลายเป็นความหงุดหงิดใจให้กับความผิดพลาดเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เป็นความเบื่อหน่ายแบบเรียกได้ว่าไม่อยากพบเจอเลยในชีวิตไม่ว่าจะเกิดกับเรื่องใดใด ยิ่งถ้าเรื่องนั้นก่อให้เกิดความสูญเสีย เสียหาย หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับใครหรืออะไรก็ตามแต่ แล้วเกี่ยวเนื่องต่อมาถึงตัวผมเองให้หม่นหมองใจจนต้องลงมือแก้ไขปรับเปลี่ยนหรือรับเคราะห์ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เกิดก่อโดยผู้อื่น ยิ่งน่าเบื่อหน่ายมากกว่าเป็นหลายเท่าตัว ผมเชื่อว่าไม่ใช่เพียงแค่ผมคนเดียวที่รู้สึก

"แหม่ เย็นกำลังดี" ผมคิดในใจเมื่อเห็นปลายขีดสีแดงของปรอทวัดอุณหภูมิอากาศตรงกับตัวเลข 13 องศาเซลเซียสในเช้าวันนั้น ณ ที่ทำการสำนักงานเขตรักษาพันธุสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ด้วยความสูงใกล้ระดับ 1000 เมตรเหนือน้ำทะเลกลางเดือนพฤศจิกายนทำให้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เพราะอุณหภูมิอากาศระดับแตะเลข 0 ในมาตราวัดระบบเซลเซียสก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

"กินนมเข้าไปเจ้าบุญรอด" เสียงพูดดังขึ้นมาให้ได้ยินระหว่างผมกำลังเดินไปตัวอาคารสำนักงานเขตฯ เพื่อติดต่อเรื่องการเดินทางเข้าไปสำรวจความหลากหลายของกล้วยไม้ในพื้นที่โซนลึกด้านใน เจ้าของเสียงคือ พี่จ๊อย เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานเขตฯ ผู้ซึ่งกำลังนั่งประคองตัวอะไรซักอย่างสีน้ำตาลดำบนตักพร้อมขวดนมในมือ

"นี่มันชะมดเช็ดนี่ครับพี่" ผมเอ่ย "ใช่แล้วค่ะ ชื่อ บุญรอด เพิ่งได้มาสองอาทิตย์เอง" พี่จ๊อยเอ่ยตอบ "น่าจะเป็นของกลางที่ยึดมาได้ ทางสำนักฯ 14 ส่งมาให้ทางนี้เลี้ยงดูแล ยังเด็กอยู่เลย และก็ไม่รู้ว่าแม่ของมันเป็นอะไรไปแล้ว" พี่จ๊อยเสริมคำตอบมาให้กับคำถามซึ่งยิงรัวออกจากปากของผม "ก่อนหน้าให้กินนมผงแบบชง กินแต่ท้องเสีย นี่เลยลองนมวัวแบบรสจืด ไม่รู้ว่าดีพอไหมแต่อย่างน้อยก็ไม่ท้องเสียแล้ว ตอนนี้ก็ดูแข็งแรงดี" คำตอบเมื่อผมเอ่ยถามถึงของเหลวสีขาวในขวดนมสำหรับสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กที่เจ้าบุญรอดขะมักเขม้นดูดอย่างเอาเป็นเอาตาย

เจ้าบุญรอดกินอิ่มแล้ว ท้องของมันบวมโย้ด้วยน้ำนมจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นที่ไม่ใช่ชนิดเดียวกันกับมัน แต่ก็ไม่ได้หยุดความอยากรู้อยากเห็นของมันได้ เจ้าบุญรอดเดินสลับวิ่งอยู่บนสนามหญ้าข้างอาคารสำนักงานเขตฯ แน่นอนแม่บุญธรรมของมันก็วิ่งเล่นด้วย เช่นเดียวกันกับผมที่วิ่งตามพยายามหามุมถ่ายรูปก่อนที่เจ้าบุญรอดจะถูกเก็บลงตะกร้าที่นอนของมัน ผมมองดูแล้วไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยง ซึ่งว่ากันตามตรงแล้วตามธรรมชาติแล้วมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นเลย ลมพัดแรงทำให้ความรู้สึกหนาวเริ่มสะกิดให้รู้สึกว่าต้องหาเสื้อแขนยาวซักตัวหนึ่งมาเพิ่มชั้นของเสื้อผ้าให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มความอบอุ่น หนาวนี้ บุญรอด ไม่มีทางได้รับไออุ่นจากแม่ของมัน แต่กระนั้นยังโชคดีที่มีโอกาสได้รับไออุ่นจากแม่บุญธรรมผู้ซึ่งพยายามช่วยให้มันรอดชีวิตด้วยทุกวิธีที่สามารถทำได้

ยู่ยี่ อ้อแอ้ นีโอ หมอก โชกุน เก้งไร้ชื่อเพศผู้ สัตว์ป่าผู้ได้รับผลกระทบด้านลบอย่างมากจากน้ำมือของสัตว์สองขามีกระดูกสันหลังตั้งฉากกับพื้นโลกเท่าที่ผมรู้จัก แต่ละตัวต่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แค่บางตัวเท่านั้นที่สามารถดำรงชีวิตของมันต่อได้ ความเศร้าทุกข์หมองในใจของผมเกิดขึ้นไหมคงไม่ต้องกล่าว

มักมีคำเอ่ยจากหลายคน หลายสถานที่ อันเป็นคำบอกกล่าวถึงแนวความคิดทัศนคติหนึ่งซึ่งมักได้ยินหนาหูเรื่อยมา

"ถ้าไม่ถือก็ไม่ทุกข์ ถ้าไม่แบกก็ไม่หนัก ไม่คิดมากก็ไม่กลุ้ม ไม่ทุ่มเทใจก็ไม่ผิดหวัง ไม่มีอะไรดีไปได้หมดทุกอย่าง ปล่อยวางเสียบ้าง"

อีกมากวลีประโยคประโลมใจเหล่านี้ ดูเหมือนจะเป็นวลีเด็ดซึ่งใช้กับสถานการณ์ เพียงเพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากปัญหาหรืออารมณ์ขุ่นมัวเบื้องหน้าที่เกิดขึ้น ด้วยการทิ้งปัญหาดังกล่าวซึ่งเกิดมีขึ้นมาก่อนหน้า เกิดขึ้น ณ ขณะปัจจุบัน หรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ให้เป็นเช่นนี้ต่อไปดังเดิม


เกี่ยวกับผู้เขียน

"แต่เดิมเป็นเด็กบ้านนอกจากจั
งหวัดจันทบุรี ที่มีความมุ่งมันตั้งใจศึกษาต่อ ณ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากความสนใจส่วนตัวและการชักชวนจึงเข้าเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าและทุ่งหญ้า ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ จึงได้เข้าไปสัมผัสเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าหลากหลายประเภทในพื้นที่อนุรักษ์หลากหลายแห่งทั่วประเทศไทย หลังจากสำเร็จการศึกษาได้รับคำแนะนำให้ไปศึกษาต่อ ณ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต กระนั้นก็ยังโหยหาและพยายามนำพาตัวเองเข้าป่าทุกครั้งที่โอกาสอำนวย"


พบกับบทความ "แบกเรื่องป่าใส่บ่ามาเล่า" ของ “จองื้อที” ได้ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน


กำลังโหลดความคิดเห็น...