xs
xsm
sm
md
lg

เปิดฝากระป๋องยกซด เสี่ยงติดเชื้อ “ฉี่หนู” แนะล้างให้สะอาด เผยครึ่งปีตายแล้ว 14 ราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


คนไทยป่วย “โรคฉี่หนู” กว่า 600 ราย ตาย 14 ราย สบส. กำชับ อสม. ให้ความรู้ประชาชน ลดปริมาณหนู ลดการสัมผัสเชื้อโรค มีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดน่อง โคนขา รีบพบแพทย์ ช่วยลดตายได้ เตือนคนเปิดฝากระป๋องแล้วยกซดเลยเสี่ยงติดเชื้อฉี่หนู แนะล้างน้ำให้สะอาดก่อนเปิดกระป๋อง

วันนี้ (10 มิ.ย.) นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ช่วงฤดูฝนและฤดูทำนา เกษตรกรที่ต้องเดินลุยน้ำในแปลงนาที่มีน้ำขังเฉอะแฉะ เสี่ยงป่วยเป็นโรคฉี่หนูได้ หากไม่มีการป้องกันที่ดีพอ จากข้อมูลเฝ้าระวังโรค สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 2 มิถุนายน 2559 พบผู้ป่วยโรคฉี่หนูทั่วประเทศ จำนวน 644 ราย ในพื้นที่ 49 จังหวัด มีผู้เสียชีวิต 14 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ อายุ 45 - 54 ปี รองลงมาอายุ 35 - 44 ปี และอายุ 25 - 34 ปี ตามลำดับ อาชีพที่พบสูงสุดคือเกษตรกรร้อยละ 46.3 รองลงมาเป็นอาชีพรับจ้างร้อยละ 20.5 ส่วนในปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยโรคฉี่หนูทั้งสิ้น 2,151 ราย เสียชีวิต 51 ราย โดยคิดแยกเฉพาะช่วงฤดูฝน (มิ.ย.- ก.ย.) พบผู้ป่วยถึง 915 ราย เสียชีวิต 23 ราย ซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราป่วยสูงสุดของปี

นพ.อำนวย กล่าวว่า โรคฉี่หนูเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่พบได้ทั่วโลก ขณะนี้พบได้ทุกภาคของประเทศไทย ถือเป็นโรคประจำถิ่น นอกจากหนูที่เป็นตัวการหลักในการแพร่เชื้อโรคนี้แล้ว เชื้อโรคนี้อาจพบปนอยู่ในปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว โค แพะ แกะ ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่าหนู โดยเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสเชื้อเข้าทางผิวหนังตามรอยแผล รอยขีดข่วน เยื่อบุของตา จมูก ปาก หรือผิวหนังปกติที่แช่น้ำเป็นเวลานาน ซึ่งเชื้อจะปนเปื้อนอยู่ตามแอ่งน้ำหรือพื้นดินที่เป็นดินโคลนชื้นแฉะ โดยกลุ่มเสี่ยงโรคฉี่หนู คือ ชาวนาหรือผู้ที่มีอาชีพเกษตรกร ที่มักสัมผัสกับน้ำในแหล่งน้ำ เช่น ห้วยหนอง คลอง บึงต่าง ๆ นอกจากนี้ ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่มีน้ำท่วมขัง หรืออยู่ในที่แออัด มีหนูชุกชุม ก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน แม้จะไม่ได้เดินลุยน้ำท่วมขังก็ตามเพราะอาจติดเชื้อโดยตรงจากการสัมผัสเชื้อและกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่

นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และโฆษก สบส. กล่าวว่า ไม่เฉพาะเกษตรกรเท่านั้น ประชาชนในเขตเมืองก็มีความเสี่ยง เนื่องจากพาหะนำโรคเป็นทั้งหนูบ้าน หนูนา หนูป่า หนูท่อ ที่หนีน้ำเข้ามาอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน สำนักงาน ซึ่งเชื้อโรคจะอยู่ในฉี่ของหนูที่ติดเชื้อได้เป็นเวลานานหลายเดือน และแพร่เชื้อโรคมาสู่คนได้ทางปาก จากการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อฉี่หนูและไชเข้าทางแผลเยื่อบุในปากหรือตาหรือรอยถลอกผิวหนัง และการสัมผัสจากการแช่น้ำที่มีเชื้อโรคฉี่หนูปนเปื้อนเป็นเวลานาน โดยไม่รู้สึกคันหรือเจ็บปวดแต่อย่างใด และไม่มีรอยแผลปรากฏให้เห็น

นพ.ภานุวัฒน์ กล่าวว่า สบส. ได้ให้ อสม. ทั่วประเทศและกลุ่ม อสม. ต่างด้าว เผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนยึดหลัก 3 ลด คือ 1. ลดจำนวนหนู โดยดูแลความสะอาดบ้านเรือน อาคารสำนักงาน โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหารไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนู กำจัดเศษอาหารให้ถูกวิธี เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งดำรงชีวิตของหนู ถังที่ใช้ใส่ขยะเปียกจะต้องมีฝาปิดมิดชิดป้องกันไม่ให้หนูเข้าไปกินได้ หากพบว่ามีหนู ควรใช้อุปกรณ์ดักหนูและกำจัดทิ้ง การใช้วิธีไล่หนูหนีจากบ้านเรือน สำนักงาน ไม่ใช่วิธีที่ได้ผล และจะทำให้หนูแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ โดยหนู 1 คู่ สามารถออกลูกหลานได้ปีละกว่า 1,000 ตัว

2. ลดการสัมผัสเชื้อ โดยหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนด้วยเท้าเปล่า หากมีความจำเป็น ขอให้ใส่รองเท้าอาจเป็นบูทยางหรือมีพื้นหนา เพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลจากของมีคม โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลหรือมีแค่รอยขีดข่วนตามผิวหนัง ต้องระมัดระวังอย่าให้แผลถูกน้ำ หลังจากขึ้นจากน้ำให้อาบน้ำชำระล้างร่างกายให้สะอาด ทั้งนี้ กลุ่มที่น่าห่วง คือ ผู้นิยมดื่มเครื่องดื่มกระป๋องที่เปิดฝาแล้วเทน้ำใส่ปากโดยตรง จะมีความเสี่ยงได้รับเชื้อโรคฉี่หนู เนื่องจากลักษณะของการเก็บเครื่องดื่มโดยทั่วไป จะวางกระป๋องในแนวตั้ง ฝาเปิดจะอยู่ด้านบนอยู่แล้วหากเก็บไม่มิดชิด อาจมีหนูไปฉี่รดบนฝากระป๋องไว้ ดังนั้น จึงขอแนะนำให้ล้างฝากระป๋องให้สะอาดก่อนเปิดทุกครั้ง

และ 3. ลดการเสียชีวิต โดยหลังติดเชื้อประมาณ 10 วัน จะมีอาการป่วย ซึ่งโรคฉี่หนูจะมีลักษณะเฉพาะต่างจากโรคอื่น ๆ ได้แก่ มีไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดตา ปวดตามกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะที่น่อง โคนขาทั้ง 2 ข้าง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์หลังมีอาการป่วยไม่เกิน 3 วัน อย่าซื้อยากินเอง และแจ้งประวัติการลุยน้ำ ย่ำโคลนหรือการพบเห็นหนูในบ้านหรือสำนักงานให้แพทย์ทราบเพื่อให้การรักษาได้อย่างถูกต้องขณะนี้โรงพยาบาลทุกแห่งมียารักษาให้หายขาดได้

ติดตาม Facebook Fanpage ของ “Quality of Life” ได้ที่


กำลังโหลดความคิดเห็น...