รายงานพิเศษ โดย....สาริน จันทะรัง
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อได้พบเห็นบรรดา “ช้างไทย” ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองต้องตกอยู่ในสภาพ “ช้างเร่ร่อน” เที่ยวเดินขอทานตากแดด ตากลมอยู่บนพื้นถนนในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ยิ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ “หลินปิง” หมวยแพนด้าที่กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ไปทั่วบ้านทั่วเมืองด้วยแล้ว ยิ่งรันทดหดหู่เข้าไปใหญ่
ทำไมช้างไทยถึงต้องขอทาน?
และทำไมคนไทยถึงสนใจแพนด้ามากกว่าช้าง?
เหล่านี้คือคำถามที่หลายคนสงสัย ซึ่งผู้ที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ “ฤทธิ - ฤทธิรณ ศรีสุน” อดีตควาญช้างเร่ร่อนชาว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ วัย 24 ปี ที่ปัจจุบันพลิกผันตัวเองมาเป็นทนายความฝึกหัดว่าที่อัยการหนุ่มอนาคตไกล

ฤทธิได้ฉายภาพเมื่อครั้งยังเป็นควาญช้างเร่ร่อนให้ฟังว่า ในหมู่บ้านมีช้างประมาณ 30 เชือก ซึ่งพอหมดฤดูทำนา คนในหมู่บ้านก็จะนำช้างมาเร่ร่อนในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อขายอาหารช้างจำพวกกล้วย-อ้อยให้กับผู้ที่พบเห็น โดยรวมตัวกันมาเองไม่เกี่ยวกับนายทุน
ทั้งนี้ ในการเข้ากรุงเทพฯ แต่ละครั้ง ก็จะกู้เงินเพื่อเป็นทุนเป็นค่าจ้างรถสิบล้อขนช้างเข้าเมืองเพื่อร่อนเร่ขอทาน จากนั้นพอถึงหน้านาทุกคนก็จะกลับบ้าน เป็นวัฏจักรอย่างนี้ทุกปี
“ครอบครัวผม เมื่อก่อนไม่ได้มีอาชีพนี้ แต่ตอนหลังมีความจำเป็นต้องทำ เนื่องจากรายได้จากการให้เช่าพระเครื่องของพ่อไม่ค่อยดี จึงตัดสินใจนำช้างเข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ ส่วนตัวผมเองนั้น หลังจากปิดเทอม ม.3 ก็เริ่มเข้ามาประกอบอาชีพนี้ โดยพาช้างเดินขายกล้วยอ้อยในช่วงกลางคืนตามย่านท่องเที่ยวสุขุมวิท ห้วยขวาง เป็นต้น ส่วนรายได้ หากตรงกับช่วงเทศกาล คืนเดียวสามารถหาเงินได้ถึงหมื่นกว่าบาท แต่หากเป็นวันปกติธรรมดาเฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 บาท”
“สำหรับที่พักอาศัย ผมและเพื่อนๆ จะอาศัยหลับนอนตามพื้นที่ที่มีแอ่งน้ำ มีหญ้าพอที่ช้างจะอยู่ได้ น้ำกินน้ำใช้ใช้ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง และใช้เต็นท์ผ้าใบกางเป็นที่ซุกหัวนอน โดยส่วนใหญ่จะยึดทำเลแถวถนนพระราม 9 ซึ่งอยู่แถวนี้มาถึง 15 ปีแล้วตั้งแต่รุ่นพ่อ”

ฤทธิเล่าต่อว่า ด้วยเงินจากการขายอาหารช้างเร่ร่อนที่ทำให้มีโอกาสเรียนหนังสือ เพราะแม่เคยบอกไว้ว่าจบ ม.6 แล้วไม่ต้องเรียนต่อ เพราะไม่เงินส่งให้เรียน แต่ก็ได้อาศัยเงินรายได้จากพาช้างเร่ร่อนเก็บหอมรอมริบเป็นทุนส่งตัวเองเรียนต่อที่ ม.รามคำแหง คณะนิติศาสตร์ จนจบในเวลา 4 ปีครึ่ง โดยวันจันทร์-ศุกร์ ก็ไปเรียน พอตอนเย็นศุกร์-อาทิตย์ ก็เอาช้างไปขายอาหารกับเพื่อน ทำแบบนี้ทุกวัน
“ผมถูกจับบ่อยทั้งเทศกิจ ทั้งตำรวจจาก สน.ห้วยขวาง ทองหล่อ มักกะสัน ตำรวจ-เทศกิจบางคนใจดี ก็ซื้ออาหารเลี้ยงช้าง บางทีจับเราไปไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ เขาก็ปล่อยเรา แต่ก็มีประเภทใจร้ายเหมือนกัน คือ เดินขายอาหารมาแทบตายสุดท้ายเจอตำรวจบางคนก็ล้วงเงินจากกระเป๋าไปเลย เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ผมไม่เข็ด เพราะถ้าเข็ดจะเอาเงินที่ไหนกินอยู่เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ต้องยอมเสียเงินค่าปรับดีกว่าอดตายอยู่ที่บ้าน”
“ในฐานะที่เรียนกฎหมายมา ผมไม่ได้รู้สึกว่าทำผิด เราแค่มาขายกล้วยเลี้ยงชีพของเรา ผมกลับภูมิใจเสียด้วยซ้ำ เพราะเราต่างช่วยเหลือกันมากกว่า อยู่บ้านเขาก็ต้องเดินแต่ถ้าเขาจะเดินเพื่อช่วยให้อีกหลายครอบครัวได้อยู่รอด เขาก็คงยินดี ส่วนที่มีความพยายามผลักดันช้างเร่ร่อนออกจากกรุงเทพฯ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกหากคิดจะไล่แต่ไม่คิดที่จะสร้างงานเพราะกลับบ้านไปก็คงได้แต่ทำนาเพียงอย่างเดียว
“ตอนนี้เวลาที่เห็นข่าวแพนด้าก็นึกน้อยใจว่า ทำไมช้างไทยของเราสู้แพนด้าน้อยไม่ได้เลยเหรอ ทำเหมือนกับเขาไม่ใช่สัตว์ประจำชาติไทย อยู่บนผืนแผ่นดินไทยไม่ได้ ต้องผลักดันเขาออกไป ”
ฤทธิกล่าวแสดงความคิดเห็นด้วยว่า ในการแก้ปัญหาช้างเร่ร่อนนั้น ตนอยากให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้จัดตั้ง “สหกรณ์” ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการช้าง เพราะการผลักดันให้ช้างเร่ร่อนไปอยู่ที่อื่น ซึ่งไม่ใช่ภูมิลำเนาเกิดของช้างและผู้เลี้ยงช้างที่เป็นช้างชาวบ้านนั้นไม่ได้ทำให้ช้างเร่ร่อนหมดไป การซื้อช้างเพื่อนำช้างไปปล่อยป่าเป็นวิธีการที่ดีแต่ไม่สามารถซื้อช้างเร่ร่อนได้หมด และบางครั้งการซื้อช้างเร่ร่อนไปจากผู้เลี้ยงช้างแล้วโดยไม่มีการสนับสนุนให้มีการประกอบอาชีพอย่างอื่นทดแทนการเลี้ยงช้าง ผู้เลี้ยงช้างก็นำเงินที่ได้ไปซื้อช้างมาเลี้ยงอีก เพราะคนเหล่านี้มีชีวิตอยู่กับช้าง โตและเกิดมากับช้างและมีการศึกษาน้อย ไม่มีความรู้ที่จะประกอบอาชีพอื่นนอกจากทำนาและเลี้ยงช้าง ทำให้ปัญหาช้างเร่ร่อนยังมีอยู่ต่อไปและจะต้องตามแก้ปัญหาไม่จบไม่สิ้น
ขณะที่การออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับช้างและผู้เลี้ยงช้างถึงแม้จะเป็นวิธีการที่ได้ผลดีวิธีหนึ่งแต่การที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้เลี้ยงช้างเร่ร่อนมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายทั้งๆ ที่กฎหมายมีผลกระทบโดยตรงกับวิถีชีวิตผู้เลี้ยงช้างเร่ร่อนและเป็นกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของผู้เลี้ยงช้างนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและจะนำพาปัญหาอื่นๆตามมาอย่างมีการประท้วงก็ได้
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อได้พบเห็นบรรดา “ช้างไทย” ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองต้องตกอยู่ในสภาพ “ช้างเร่ร่อน” เที่ยวเดินขอทานตากแดด ตากลมอยู่บนพื้นถนนในเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ยิ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ “หลินปิง” หมวยแพนด้าที่กลายเป็นกระแสฟีเวอร์ไปทั่วบ้านทั่วเมืองด้วยแล้ว ยิ่งรันทดหดหู่เข้าไปใหญ่
ทำไมช้างไทยถึงต้องขอทาน?
และทำไมคนไทยถึงสนใจแพนด้ามากกว่าช้าง?
เหล่านี้คือคำถามที่หลายคนสงสัย ซึ่งผู้ที่จะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีก็คือ “ฤทธิ - ฤทธิรณ ศรีสุน” อดีตควาญช้างเร่ร่อนชาว อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ วัย 24 ปี ที่ปัจจุบันพลิกผันตัวเองมาเป็นทนายความฝึกหัดว่าที่อัยการหนุ่มอนาคตไกล
ฤทธิได้ฉายภาพเมื่อครั้งยังเป็นควาญช้างเร่ร่อนให้ฟังว่า ในหมู่บ้านมีช้างประมาณ 30 เชือก ซึ่งพอหมดฤดูทำนา คนในหมู่บ้านก็จะนำช้างมาเร่ร่อนในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อขายอาหารช้างจำพวกกล้วย-อ้อยให้กับผู้ที่พบเห็น โดยรวมตัวกันมาเองไม่เกี่ยวกับนายทุน
ทั้งนี้ ในการเข้ากรุงเทพฯ แต่ละครั้ง ก็จะกู้เงินเพื่อเป็นทุนเป็นค่าจ้างรถสิบล้อขนช้างเข้าเมืองเพื่อร่อนเร่ขอทาน จากนั้นพอถึงหน้านาทุกคนก็จะกลับบ้าน เป็นวัฏจักรอย่างนี้ทุกปี
“ครอบครัวผม เมื่อก่อนไม่ได้มีอาชีพนี้ แต่ตอนหลังมีความจำเป็นต้องทำ เนื่องจากรายได้จากการให้เช่าพระเครื่องของพ่อไม่ค่อยดี จึงตัดสินใจนำช้างเข้ามาทำมาหากินในกรุงเทพฯ ส่วนตัวผมเองนั้น หลังจากปิดเทอม ม.3 ก็เริ่มเข้ามาประกอบอาชีพนี้ โดยพาช้างเดินขายกล้วยอ้อยในช่วงกลางคืนตามย่านท่องเที่ยวสุขุมวิท ห้วยขวาง เป็นต้น ส่วนรายได้ หากตรงกับช่วงเทศกาล คืนเดียวสามารถหาเงินได้ถึงหมื่นกว่าบาท แต่หากเป็นวันปกติธรรมดาเฉลี่ยวันละ 1,000-2,000 บาท”
“สำหรับที่พักอาศัย ผมและเพื่อนๆ จะอาศัยหลับนอนตามพื้นที่ที่มีแอ่งน้ำ มีหญ้าพอที่ช้างจะอยู่ได้ น้ำกินน้ำใช้ใช้ร่วมกันระหว่างคนกับช้าง และใช้เต็นท์ผ้าใบกางเป็นที่ซุกหัวนอน โดยส่วนใหญ่จะยึดทำเลแถวถนนพระราม 9 ซึ่งอยู่แถวนี้มาถึง 15 ปีแล้วตั้งแต่รุ่นพ่อ”
ฤทธิเล่าต่อว่า ด้วยเงินจากการขายอาหารช้างเร่ร่อนที่ทำให้มีโอกาสเรียนหนังสือ เพราะแม่เคยบอกไว้ว่าจบ ม.6 แล้วไม่ต้องเรียนต่อ เพราะไม่เงินส่งให้เรียน แต่ก็ได้อาศัยเงินรายได้จากพาช้างเร่ร่อนเก็บหอมรอมริบเป็นทุนส่งตัวเองเรียนต่อที่ ม.รามคำแหง คณะนิติศาสตร์ จนจบในเวลา 4 ปีครึ่ง โดยวันจันทร์-ศุกร์ ก็ไปเรียน พอตอนเย็นศุกร์-อาทิตย์ ก็เอาช้างไปขายอาหารกับเพื่อน ทำแบบนี้ทุกวัน
“ผมถูกจับบ่อยทั้งเทศกิจ ทั้งตำรวจจาก สน.ห้วยขวาง ทองหล่อ มักกะสัน ตำรวจ-เทศกิจบางคนใจดี ก็ซื้ออาหารเลี้ยงช้าง บางทีจับเราไปไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ เขาก็ปล่อยเรา แต่ก็มีประเภทใจร้ายเหมือนกัน คือ เดินขายอาหารมาแทบตายสุดท้ายเจอตำรวจบางคนก็ล้วงเงินจากกระเป๋าไปเลย เราก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ผมไม่เข็ด เพราะถ้าเข็ดจะเอาเงินที่ไหนกินอยู่เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ต้องยอมเสียเงินค่าปรับดีกว่าอดตายอยู่ที่บ้าน”
“ในฐานะที่เรียนกฎหมายมา ผมไม่ได้รู้สึกว่าทำผิด เราแค่มาขายกล้วยเลี้ยงชีพของเรา ผมกลับภูมิใจเสียด้วยซ้ำ เพราะเราต่างช่วยเหลือกันมากกว่า อยู่บ้านเขาก็ต้องเดินแต่ถ้าเขาจะเดินเพื่อช่วยให้อีกหลายครอบครัวได้อยู่รอด เขาก็คงยินดี ส่วนที่มีความพยายามผลักดันช้างเร่ร่อนออกจากกรุงเทพฯ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกหากคิดจะไล่แต่ไม่คิดที่จะสร้างงานเพราะกลับบ้านไปก็คงได้แต่ทำนาเพียงอย่างเดียว
“ตอนนี้เวลาที่เห็นข่าวแพนด้าก็นึกน้อยใจว่า ทำไมช้างไทยของเราสู้แพนด้าน้อยไม่ได้เลยเหรอ ทำเหมือนกับเขาไม่ใช่สัตว์ประจำชาติไทย อยู่บนผืนแผ่นดินไทยไม่ได้ ต้องผลักดันเขาออกไป ”
ฤทธิกล่าวแสดงความคิดเห็นด้วยว่า ในการแก้ปัญหาช้างเร่ร่อนนั้น ตนอยากให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้จัดตั้ง “สหกรณ์” ขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการช้าง เพราะการผลักดันให้ช้างเร่ร่อนไปอยู่ที่อื่น ซึ่งไม่ใช่ภูมิลำเนาเกิดของช้างและผู้เลี้ยงช้างที่เป็นช้างชาวบ้านนั้นไม่ได้ทำให้ช้างเร่ร่อนหมดไป การซื้อช้างเพื่อนำช้างไปปล่อยป่าเป็นวิธีการที่ดีแต่ไม่สามารถซื้อช้างเร่ร่อนได้หมด และบางครั้งการซื้อช้างเร่ร่อนไปจากผู้เลี้ยงช้างแล้วโดยไม่มีการสนับสนุนให้มีการประกอบอาชีพอย่างอื่นทดแทนการเลี้ยงช้าง ผู้เลี้ยงช้างก็นำเงินที่ได้ไปซื้อช้างมาเลี้ยงอีก เพราะคนเหล่านี้มีชีวิตอยู่กับช้าง โตและเกิดมากับช้างและมีการศึกษาน้อย ไม่มีความรู้ที่จะประกอบอาชีพอื่นนอกจากทำนาและเลี้ยงช้าง ทำให้ปัญหาช้างเร่ร่อนยังมีอยู่ต่อไปและจะต้องตามแก้ปัญหาไม่จบไม่สิ้น
ขณะที่การออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับช้างและผู้เลี้ยงช้างถึงแม้จะเป็นวิธีการที่ได้ผลดีวิธีหนึ่งแต่การที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้เลี้ยงช้างเร่ร่อนมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายทั้งๆ ที่กฎหมายมีผลกระทบโดยตรงกับวิถีชีวิตผู้เลี้ยงช้างเร่ร่อนและเป็นกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิของผู้เลี้ยงช้างนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและจะนำพาปัญหาอื่นๆตามมาอย่างมีการประท้วงก็ได้


