xs
xsm
sm
md
lg

เปิดใจพลบังคับเลี้ยว “พระมหาพิชัยราชรถ”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


กรมสรรพาวุธทหารบก นับเป็นหน่วยแรกที่เข้ามาทำงานในโรงราชรถ นับจากวันที่มีพิธีบวงสรวงราชรถ และพระยานมาศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ “สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 ก.พ.2551 ที่ผ่านมา และวันที่ 11 ก.พ.งานสำรวจรอยชำรุด และประเมินความเสียหายพระราชรถได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังจากไม่ได้รับการซ่อมบูรณะในงานครั้งสุดท้ายเมื่อคราพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ผ่านมากว่า 12 ปี

จากนั้นในวันถัดมา และถัดมาก็มีเสียงกระทบกันของไม้ เหล็กดังให้ได้ยินก้องโรงราชรถล้อบางส่วนถูกนำไปซ่อมบำรุงที่โรงงานของกรมสรรพาวุธ และบางส่วนจำเป็นต้องทำ ณ หน้างาน วันนี้ดูเหมือนว่างานที่รับผิดชอบจะถูกรายงานออกไปว่าสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ในฐานะนายช่างผู้ทำงานบอกได้เพียงว่าหน้าที่ของพวกเขาสำเร็จเพียง 90 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และคำว่าสมบูรณ์จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อวันพระราชพิธีจริงมาถึง
ร.ต.ภัควัต จันทนพศิริ นายทหารไฟแรงกับหน้าที่พลบังคับเลี้ยวพระมหาพิชัยราชรถ
-1-
ร.ต.ภัควัต จันทนพศิริ รองผู้ควบคุมช่างซ่อมและถอดแยก แต่ดูเหมือนใครๆ ในโรงราชรถเรียกเขาว่า “ผู้หมวด” นายทหารหนุ่มไฟแรงที่เพิ่งจบวิศวกรรมเครื่องกลโรงงานจาก National Defense Academy จากประเทศญี่ปุ่นมาเมื่อปีที่แล้ว หลังเรียนจบหมาดๆ เขาก็ได้ข่าวพระอาการประชวรของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ และวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา ข่าวการสิ้นพระชนม์ก็ทำให้เขาเศร้าใจไม่น้อยกว่าคนไทยคนใด กระนั้นก็ตระหนักถึงหน้าที่อันต้องกระทำหลังจากนั้นคือเตรียมตัวรับหน้าที่ซ่อมราชรถในงานพระราชพิธี แม้ว่าจะยังไม่มีคำสั่งใดๆ ลงมาก็ตาม

“กรมสรรพาวุธเป็นหน่วยแรกที่เข้ามาโรงราชรถเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ เช็กสภาพว่าหลังงานบูรณะครั้งสุดท้ายคือพระราชพิธีของสมเด็จย่านั้น มีส่วนใดสึกหรอบ้างและประมาณการคร่าวๆ ว่าต้องเพิ่มเติมส่วนไหนเข้าไป งานส่วนนี้เริ่มตั้งแต่ 11 กุมภาพันธ์”

ด้วยว่างานซ่อมแซมราชรถนั้นมิใช่มีความรู้เชิงวิศวกรรมแล้วจะสามารถทำงานนี้ได้เลย เพราะต้องทำการศึกษาโบราณวัตถุด้วย ฉะนั้น เมื่อมีคำถามจากคนภายนอกว่าทำไมไม่เพิ่มระบบไฮโดรลิกเข้าไป กรมสรรพาวุธทำไม่ได้หรือ? เขาตอบแต่เพียงว่า ทำได้ แต่ไม่ทำ เหตุผลคือหน้าที่ของช่างจากสรรพาวุธทำเพียงให้ราชรถแข็งแรง บูรณะให้อยู่ในสภาพเดิม ไม่ใช่ว่าอยากเติมอะไรก็ได้ หากจะเพิ่มอะไรเข้าไปต้องตระหนักด้วยว่าจะสร้างอันตรายต่อโครงสร้างเดิมหรือไม่ ที่สำคัญต้องประสานกับพิพิธภัณฑ์ว่าสามารถเพิ่มเติมจุดใดได้หรือไม่จะทำให้ภาพของราชรถเปลี่ยนไปหรือไม่ นี่คือหน้าที่ของช่างจากสรรพาวุธ

“เท่าที่ศึกษามานโยบายที่กรมสรรพาวุธได้รับตั้งแต่งานของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ที่ทางสำนักพระราชวังกำหนดกรอบไว้ว่า กรมสรรพาวุธต้องซ่อมแต่ต้องให้อยู่ในสภาพเดิม อนุรักษ์คงที่ไว้อย่าเอาอะไรที่เป็นสมัยใหม่เข้าไปมาก แต่ครั้งนี้เราเพิ่มเติมเครื่องผ่อนแรงเล็กน้อยก็คือ ชุดยกล้อประดับ ที่พิพิธภัณฑ์อนุญาตให้เพิ่มได้ แต่ก่อนพิธีจริงต้องถอดออกเพื่อให้อยู่ในสภาพเดิม เราทำขึ้นเพื่อถนอมล้อประดับไว้ไม่ให้ใช้งานหนักและเสียหายมากนัก ดังนั้นชุดนี้จะใช้ในการเคลื่อนย้ายจากพิพิธภัณฑ์ไปวัดโพธิ์เท่านั้น” ผู้หมวดอธิบาย

ไม่เพียงงานช่างเท่านั้นที่ ร.ต.ภัควัต ได้รับมอบหมาย ในริ้วขบวนที่สองซึ่งจะเคลื่อนจากวัดโพธิ์สู่พระเมรุ ณ ท้องสนามหลวงนั้น เขายังต้องทำหน้าที่เป็นหนึ่งในพลบังคับเลี้ยวพระมหาพิชัยราชรถด้วย ซึ่งนับเป็นหน้าที่อันท้าทายสำหรับนายทหารวัย 25 ปีคนนี้อย่างมาก อย่างไรก็ตามการได้คลุกคลีกับงานระดับช่าง ได้มุดท้องรถ ชั่งน้ำหนัก กะระยะการวิ่งของราชรถที่นานกว่า 9 เดือนไม่ได้ทำให้เขาหนักใจแต่ประการใด เพราะเชื่อว่าผลของการทำงานอย่างหนักจะไม่ทำให้เกิดปัญหา

เมื่อถามว่าหน้าที่ของพลบังคับเลี้ยวคืออะไร และท้าทายอย่างไร?
 
ได้รับคำตอบเชิงอธิบายว่า ตัวพระมหาพิชัยราชรถจะมีคานด้านหน้า และมีคันโยกซึ่งจะบังคับให้ล้อหน้า 2 ล้อเลี้ยวในทิศทางที่ต้องการ หากแต่ใช้จำกัดวงได้ไม่กว้างนัก ซึ่งหากกรณีที่รถต้องเข้าเลี้ยววงกว้างก็ต้องใช้กำลังคนยกคานบังคับเลี้ยวให้หันหัวไปในทิศทางที่ต้องการให้ทันเวลาแทน ดังนั้นหากพลบังคับเลี้ยวหักหัวราชรถเลี้ยวไม่ทันหรือหักเลี้ยวก่อนเวลาโอกาสที่ราชรถจะไปตีกับขบวนด้านข้างและความเสียหายมีสูง ดังนั้นผู้ทำหน้าที่นี้ต้องรู้ระยะ น้ำหนัก และองศาการเลี้ยวเป็นอย่างดี

“เราทำหน้าที่หลายอย่าง ผมเองก็วิ่งไปวิ่งมา ทำหน้าที่พลบังคับเลี้ยวพระมหาพิชัยราชรถด้วย ซ่อมราชรถด้วย จะบอกว่างานบังคับเลี้ยวไม่มีคนกล้าเราก็เลยอาสาก็ไม่ผิด และที่มั่นใจก็เพราะได้คลุกคลีอยู่กับรถทำให้รู้ระยะ รู้น้ำหนัก และการคำนวณวงเลี้ยว งานนี้แม้จะเรียกว่าหิน แต่ไม่กลัวเพราะเราอยู่หน้างานมาตลอด” ร.ต.ภัควัต บอกด้วยความมั่นใจ
สุรสิทธิ์ แก้วโกมล พี่เลี้ยงข้างสนามให้ร.ต.ภัควัต
-2-
สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาเชื่อมั่นว่างานนี้จะต้องสำเร็จอย่างราบรื่นได้ นั่นก็เพราะมีทีมงานที่ช่วยเหลือกัน และที่สำคัญเขามีพี่เลี้ยงข้างสนามที่มีนามว่า สุรสิทธิ์ แก้วโกมล หัวหน้างานแผนกแผนวิศวกรรม ที่แม้ว่าจะมีลำดับขั้นเป็นลูกน้อง แต่ในทางปฏิบัติชายสูงวัยที่ปีหน้าจะปลดเกษียณคนนี้คือครูชั้นยอดสำหรับหนุ่มวัย 25

สุรสิทธิ์ ผู้คอยตอบคำถามจากคนที่สงสัยอย่างใจเย็นว่าทำไมไม่เพิ่มวิทยาการสมัยใหม่เข้าไปในราชรถทั้งๆ ที่ทำได้

“ตอนที่มีคำถามมากๆ เราก็อธิบายอย่างใจเย็นว่านี่คือวัตถุโบราณ เป็นสมบัติของชาติ เราต้องอนุรักษ์ไว้ เปรียบเหมือนเรือสุพรรณหงส์ที่ไม่ใส่เครื่องยนต์เข้าไป เพราะความงดงามมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นเสน่ห์มันอยู่ที่การใช้คนพาย ไม่ต่างกันเพราะเสน่ห์ของราชรถก็คือใช้คนลากการค่อยๆ หมุนของกงล้อนั่นแหละคือจุดดึงดูด ดังนั้นเราต้องทำให้เสน่ห์นี้ยังคงอยู่ และบันทึกไว้ในจดหมายเหตุต่อๆ ไป สิ่งของอันใดที่ครูช่างสมัยก่อนทำไว้เราจะไม่ทิ้งเด็ดขาด”

ในขบวนจริงที่มี “ผู้หมวด” เป็นพลบังคับเลี้ยวนั้น รอบนอกสนามก็มี “สุรสิทธิ์” เป็นช่างฉุกเฉินที่พร้อมเดินเข้าไปช่วยหากเกิดเหตุการณ์สุดวิสัยขึ้นมากับขบวนราชรถ แต่อย่างไรก็ตามการเตรียมพร้อมก่อนซ้อม 100 เปอร์เซ็นต์ก็ยังเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำอยู่ดี

“เราซ่อนเครื่องมือไว้ในรถ ป้องกันกรณีเกิดข้อผิดพลาด ช่างฉุกเฉินจะอยู่รอบนอก และมีช่างอีกชุดหนึ่งในโรงราชรถ เตรียมการเก็บเข้า และเอาออก ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญเช่นเดียวกันเนื่องจากพื้นที่ในโรงราชรถค่อนข้างจำกัดเราจึงต้องวางแผนอย่างดี”

หัวหน้างานแผนกแผนวิศวกรรม บอกว่า หลังจากการบวงสรวงพระมหาพิชัยราชรถที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 ต.ค.นี้ เขาจะเข้าไปสำรวจบริเวณเขตการสร้างพระเมรุ เนื่องจากจะต้องไปทำจุดให้พระมหาพิชัยราชรถจอด อีกทั้งยังต้องเช็กสภาพถนนเพื่อไม่ให้เอียง หรือนูน ซึ่งหากมีปัญหาก็ต้องเร่งปรับให้เรียบ ต้องทำให้เสร็จเพื่อให้เวลาซ้อมไม่ขรุขระ ก่อนวันซ้อมจริงจึงต้องไปมาร์กจุดเลี้ยว ตีวง องศา จุดเริ่มเลี้ยว เป็นการตีเส้นให้ขบวนเพื่อความสวยงามนั่นเอง

ท้ายที่สุดคู่หูต่างวัย 2 คน เล่าถึงความประทับใจในหน้าที่นี้ว่า การได้เข้ามาซ่อมราชรถถือเป็นความประทับใจที่สุดแล้ว

“มันก็ประทับใจหลายอย่าง ความเป็นพี่เป็นน้องก็เรื่องหนึ่ง การถวายงานให้พระพี่นางฯ ก็เรื่องหนึ่ง ที่ผ่านมาทำมันก็ท้อหลายอย่าง เหนื่อย เพราะเป็นนายทหารคนเดียวที่มาขลุกอยู่ตรงนี้ ประกอบกับอายุน้อยทำให้เจอแรงเสียดทานมากตามไปด้วย แต่ผมถือว่ามันเป็นงาน ถ้าเราเอาแต่นั่งโต๊ะตากพัดลม ขณะที่ปล่อยให้ช่างมุดเข้ามุดออกรถจนเหงื่อไหลไคลย้อย แบบนั้นถือว่าเราไม่ได้ทำงาน การคุมตรงนี้ก็ถือว่าวัดฝีมือเราว่าคุมลูกน้องได้แค่ไหน มันคือหลักการความเป็นผู้นำ” ร.ต.ภัควัต ทิ้งท้ายอย่างมุ่งมั่น

“ผมว่าทุกคนในประเทศเรา ทุกคนก็อยากจะมาทำตรงนี้นิดหน่อยเล็กน้อยก็ยังดี หนึ่งเป็นความภูมิใจ สองเป็นเกียรติประวัติของครอบครัว ทุกคนก็อยากมาทำ แต่มันก็แล้วแต่หน้าที่ แล้วแต่จังหวะของแต่ละคน มันอาจจะเป็นบุญหรือกรรมเก่าที่ทำให้เราต้องมารับใช้พระองค์ท่าน ในวันแรกที่รู้ว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ เมียกับแม่ผมบอกว่า ต้องมาซ่อมราชรถให้ได้ ผมตกลงทันทีและตั้งใจว่าจะมาซ่อมให้ได้ จากนั้นก็ได้รับคำสั่งให้จัดทีมงานเข้ามา ซึ่งผู้หมวดก็เป็นหนึ่งในนั้น” สุรสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยท่าทีภาคภูมิ