กฤษฎีกา ชี้ช่อง สตช. แก้ปม แต่งตั้ง "ก.ตร.- ก.ร.ตร." ลงจากตำแหน่งตามกฎหมายแล้ว บัญชีสำรอง ขึ้นนั่งแทนได้หรือไม่? หรือ ต้องพ้นจากบัญชีสํารองไปด้วย เผย คกก.กฤษฎีกา คณะ 2 ยกหลักการให้เหตุผลแบบ “ยิ่งต้องเป็นเช่นนั้น” ตีความเกี่ยวกับการแต่งตั้ง ยัน! ย่อมพ้นจากบัญชีสํารอง และไม่มีสิทธิเป็นกรรมการข้าราชการตํารวจ ผู้ทรงคุณวุฒิแทนตําแหน่งที่ว่างลงได้อีก
วันนี้ (5 ม.ค.2569) มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เปิดเผยว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) เปิดเผยเรื่องเสร็จที่ 1688/2568 กรณีสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ขอหารือ กรณีการพิจารณาคัดเลือก คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) สัดส่วน บัญชีสำรอง ชิงผู้ทรงคุณวุฒิ
หลังจาก 3 นายตำรวจใหญ่ สมัครใจนั่งเป็น ก.ร.ตร. ประกอบด้วย "พล.ต.ท. ส. บัญชีสำรอง อันดับ 1/ พล.ต.อ. ป. บัญชีสำรอง อันดับ 2/ พล.ต.อ. อ. บัญชีสำรอง อันดับ 4 ส่วน พล.ต.อ. ร. บัญชีสำรอง อันดับ 3 "ไม่สมัครใจ"เป็นกรรมการ ก.ร.ตร.
แต่ ต่อมา พล.ต.อ. ป. ได้ลาออก จาก ก.ร.ตร. จึงมีการสอบถามความสมัครใจ จากบัญชีสำรองอื่น ปรากฎว่า "พล.ต.ท. ร. บัญชีสำรอง อันดับ 5 สมัครใจเป็น ก.ร.ตร.
อย่างไรก็ตาม ต่อมา พล.ต.อ. อ. อายุ ครบ 70 ปี ต้องพ้น คณะกรรมการข้าราชการตํารวจ (ก.ตร.) ตามกฎหมาย จึงมีข้อหารือต่อกฤษฎีกา ว่า ผู้มีรายชื่อในบัญชีสำรอง จะต้องสอบถาม ความสมัครใจ เท่าวาระที่เหลือ
ขณะที่ คณะอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบ เห็นว่า เพื่อให้ได้ ข้อยุติและเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ จึงมีมติให้ สตช. หารือมายัง คณะกรรมการกฤษฎีกา
ประเด็นที่หนึ่ง กรณีพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติฯ มาตรา 44 บัญญัติให้ผู้ที่อยู่ ในบัญชีสํารองเมื่อได้รับการคัดเลือกไปเป็น กรรมการ ก.ร.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิแทน ผู้ที่สมัครใจไปเป็นกรรมการ ก.ร.ตร. แล้ว ให้ผู้นั้นพ้นจากบัญชีสํารอง
"แต่ไม่ได้กําหนดให้ผู้ที่อยู่ในบัญชีสํารองที่สมัครใจไปดํารงตําแหน่งกรรมการ ก.ร.ตร. ว่าจะต้องพ้น จากบัญชีสํารองด้วย"
ดังนั้น หากมีผู้ที่อยู่ในบัญชีสํารองสมัครใจไปเป็นกรรมการ ก.ร.ตร. แล้ว ผู้นั้นจะต้องพ้นจากบัญชีสํารองตามมาตรา 26 (4) แห่งพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 หรือไม่
ประเด็นที่สอง กรณีผู้ที่อยู่ในบัญชีสํารองสมัครใจไปเป็นกรรมการ ก.ร.ตร. แล้วต่อมาได้ลาออกหรือมีเหตุที่ต้องพ้นจากตําแหน่งไม่ว่ากรณีใด ๆ ก่อนที่จะครบวาระการดํารง ตําแหน่ง ผู้นั้นจะกลับมามีชื่ออยู่ในบัญชีสํารองตามมาตรา 26 หรือไม่
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) เห็นว่ามีประเด็นที่จะต้อง พิจารณารวมสองประเด็น และมีความเห็นในแต่ละประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า ความมุ่งหมายของพระราชบัญญัติตํารวจ แห่งชาติฯ ที่กําหนดให้มี ก.ร.ตร. เพื่อทําหน้าที่พิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชนจากการกระทํา
หรือไม่กระทําการของข้าราชการตํารวจอันมิชอบ หรือการประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสมและเสื่อมเสีย เกียรติศักดิ์ของตํารวจ กระทําผิดวินัย หรือละเมิดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตํารวจ
แยกต่างหากจากคณะกรรมการข้าราชการตํารวจ (ก.ตร.) ที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการตํารวจนั้น ก็เพื่อให้มี ก.ร.ตร.
ซึ่งประกอบด้วยผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทําหน้าที่ พิจารณาเรื่องร้องเรียนแยกต่างหากจากการบริหารงานบุคคล อันจะทําให้การพิจารณา เรื่องร้องเรียนสามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"โดยกฎหมายไม่ประสงค์ให้บุคคล คนเดียวกันทําหน้าที่ในคณะกรรมการทั้งสองคณะพร้อมกัน จึงได้กําหนดไว้ในมาตรา 28 (2) และมาตรา 44 (3) ว่า ให้ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ ก.ร.ตร. แล้ว ให้พ้นจากตําแหน่ง ก.ตร. และให้แต่งตั้งผู้ได้รับคะแนนถัดไปจากบัญชีสํารองตามมาตรา 26 (4) เป็น ก.ตร. แทน"
สําหรับประเด็นว่า ผู้มีรายชื่อได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการข้าราชการตํารวจ ผู้ทรงคุณวุฒิในบัญชีสํารองตามมาตรา 26 (4) ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการ ก.ร.ตร. ตาม มาตรา 43 (4) แล้ว ผู้นั้นจะต้องพ้นจากบัญชีสํารองดังกล่าวหรือไม่ นั้น
เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติ ตํารวจแห่งชาติฯ จะไม่ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนให้ผู้มีรายชื่อในบัญชีสํารองกรรมการข้าราชการตํารวจผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา 26 (4) ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ก.ร.ตร. จะต้องพ้นจาก บัญชีสํารองดังเช่นในกรณีของการแต่งตั้งกรรมการ ก.ร.ตร. จากกรรมการข้าราชการตํารวจ ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 44 (3) ก็ตาม
แต่เมื่อความมุ่งหมายของกฎหมายต้องการให้กรรมการข้าราชการตํารวจผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้สิทธิในการเลือกว่า จะทําหน้าที่เป็น ก.ตร. หรือ ก.ร.ตร. ได้เพียงคณะเดียวแล้ว
การตีความผู้มีรายชื่อในบัญชีสํารองกรรมการข้าราชการตํารวจผู้ทรงคุณวุฒิตาม มาตรา 26 (4) ที่ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตํารวจ ว่าจะต้องพ้นจาก บัญชีสํารองดังกล่าวหรือไม่นั้น ย่อมต้องตีความไปในทางเดียวกับกรรมการข้าราชการตํารวจ ผู้ทรงคุณวุฒิ ตามที่กําหนดไว้ในมาตรา 44 (3)
ตามหลักการให้เหตุผลแบบ “ยิ่งต้องเป็นเช่นนั้น”(argumentum a fortion)” กล่าวคือ การที่กฎหมายกําหนดให้ กรรมการข้าราชการตํารวจผู้ทรงคุณวุฒิ เมื่อเลือกใช้สิทธิทำหน้าที่เป็น ก.ร.ตร. แล้ว ยังต้องพ้นจากการเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ตร. โดยไม่สามารถกลับมาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ตร. ได้อีก
"ทําให้การตีความเกี่ยวกับการแต่งตั้ง กรรมการ ก.ร.ตร. จากบัญชีสํารองตามมาตรา 26 (4) ย่อมต้องตีความให้ผู้ได้รับแต่งตั้งจากบัญชีสํารอง ไม่มีสิทธิได้รับแต่งตั้งเป็น ก.ตร. ได้อีกเช่นกัน"
ประกอบกับการคัดเลือกกรรมการ ก.ร.ตร. ตาม มาตรา 44 นั้น ใช้หลักความสมัครใจเป็นสําคัญ กล่าวคือ ได้มีการสอบถามความสมัครใจของผู้ได้รับ คะแนนสูงสุดเรียงตามลําดับคะแนนที่ได้รับเลือกแล้ว
การที่ผู้ที่มีรายชื่อในบัญชีสํารองสมัครใจที่จะ ไปเป็นกรรมการ ก.ร.ตร. ย่อมถือว่าได้ใช้สิทธิในการเลือกที่จะไปเป็นกรรมการ ก.ร.ตร. และมีผลทําให้ ก.ตร. ของกรรมการ ข้าราชการตํารวจผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกจะไปเป็นกรรมการ ก.ร.ตร.
และกรณีดังกล่าวไม่ใช่การรอนสิทธิ ของบุคคล หากแต่เป็นกรณีที่กฎหมายได้ให้สิทธิในการเลือกว่าจะไปดํารงตําแหน่งกรรมการ ก.ร.ตร. หรือ จะรอในบัญชีสํารองเพื่อเป็นกรรมการข้าราชการตํารวจผู้ทรงคุณวุฒิแทนตําแหน่งที่ว่างลง
อีกทั้ง หากพิจารณาเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติตํารวจแห่งชาติฯ แล้ว จะเห็นได้ว่า บัญชีสํารองตาม มาตรา ๒๖ ประสงค์ให้ใช้สําหรับการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งเป็น ก.ตร. หรือ ก.ร.ตร.
และเมื่อได้รับ การคัดเลือกจากบัญชีสํารองไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งเป็น ก.ตร. หรือ ก.ร.ตร. รายชื่อบุคคลดังกล่าวในบัญชีสํารองที่ได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งเป็น ก.ตร. หรือ ก.ร.ตร. แล้วแต่กรณี ย่อมต้องถูกตัดออกไปจากบัญชีสํารอง
ดังนั้น กรณีตามข้อหารือนี้ ผู้ที่มีรายชื่อในบัญชีสํารองที่สมัครใจ ไปเป็นกรรมการ ก.ร.ตร. ย่อมพ้นจากบัญชีสํารองและไม่มีสิทธิเป็นกรรมการข้าราชการตํารวจ ผู้ทรงคุณวุฒิแทนตําแหน่งที่ว่างลงได้อีก
"ต้องพ้นจากบัญชีสํารองไปโดยผลของกฎหมายเช่นเดียวกับการพ้นจากตําแหน่ง"
ประเด็นที่สอง เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยไว้ในประเด็นที่หนึ่งแล้วว่า ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ใน บัญชีสํารองเมื่อได้ใช้สิทธิเลือกไปเป็นกรรมการ ก.ร.ตร. แล้ว ย่อมต้องพ้นจากบัญชีสํารอง
ดังนั้น แม้บุคคลนั้นจะลาออกหรือมีเหตุที่ต้องพ้นจากตําแหน่งกรรมการ ก.ร.ตร. ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก่อนที่จะครบวาระการดํารงตําแหน่ง บุคคลนั้นจะไม่กลับมามีรายชื่อในบัญชีสํารองได้อีก.


