xs
xsm
sm
md
lg

“ชูวิทย์-เสธ.หิ” จากตำนานเจ้าพ่ออ่างคู่มาเฟียรื้อบาร์เบียร์ สู่เพื่อนซี้ที่ “คิดชั่วทำไม่เป็น”!! ** เพื่อไทยเปิดตัว “เศรษฐา” เจอ “ลุงตู่” ตัดไม้ข่มนาม...ประเทศชาติไม่ใช่ธุรกิจ ศก.ของประเทศ ไม่ใช่ธุรกิจของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว

** “ชูวิทย์-เสธ.หิ” จากตำนานเจ้าพ่ออ่างคู่มาเฟียรื้อบาร์เบียร์ สู่เพื่อนซี้ที่ “คิดชั่วทำไม่เป็น”!!

“ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” อดีตเจ้าพ่ออ่าง และนักการเมือง จากที่ได้อวยยศเป็น “จอมแฉ” ของชาวเน็ต ด้วยวีรกรรมเปิดโปงทุนจีนสีเทา-บ่อนพนันออนไลน์ แต่ครั้นพลิกบทมาเล่นประเด็นการเมือง “เล่นใหญ่” รายวัน ทำนองจ้างร้อยเล่นล้านด้วยแอกชันการแสดงคิวบู๊ดุดันไม่เกรงใจใคร เรียก “ไทยมุง” กลับเป็นอีก “ร่าง” ที่สังคมเกาหัวว่า ถถถ...โถฮีโร่ หมดราคาเป็น “พันธุ์หมาบ้า” ไปซะแร้ววว

ไล่ฟัด ไล่กัด พรรคภูมิใจไทย ทั้งรถไฟฟ้าสายสีล้ม-กัญชา ว่าไปไกล ไถลเตลิดจะบุกไปตี “เนวิน ชิดชอบ” ถึงบุรีรัมย์นู่น ใครหวังดีก็แว้งมาแหง่งใส่ แม้แต่ “ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง” สนธิ ลิ้มทองกุล และสื่อในเครือ ก็พลอยฟ้าพลอยฝน ถูก “จอมแฉ” พ่นน้ำลายกระเซ็นเข้าใส่

ไผเป็นไผ นาทีนี้คงไม่ต้องตั้งคำถาม เพราะจะปฏิเสธอย่างไร ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังก็ไม่มีคนเชื่อละมั้ง โดยเฉพาะหากดูถึงความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างตัวเองกับ “เสธ.หิ” หิมาลัย ผิวพรรณ จะเห็น “ความนัย” ที่เล่าอีกกี่ครั้งก็เป็นเหมือนเดิม

ย้อนหลังเส้นทาง “เสธ.หิ-ชูวิทย์” ถ้าไม่กล่าวถึงปฏิบัติการชายฉกรรจ์ศีรษะเกรียน กว่าร้อยกับรถแบ็กโฮ บุกรื้อบาร์เบียร์ บริเวณปากซอยสุขุมวิท 10 เขตคลองเตย กทม. เมื่อต้นปี 2546 ก็คงกระไรอยู่

ในครั้งนั้น “ชูวิทย์” พร้อมกับ “พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ” ยศทางทหารขณะนั้น “พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร” กับพวกอีกนับร้อย ตกเป็นผู้ต้องหาคดีทำให้เสียทรัพย์ บุกรุก กักขังหน่วงเหนี่ยวให้เสียอิสรภาพ มีการต่อสู้คดีกว่า 10 ปี กระทั่ง มกราคม 2559 ศาลฎีกาตัดสินลงโทษจำคุก “ชูวิทย์กับพวก” นาน 2 ปี และน่าจะเป็นปูมหลังแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา ระหว่างคนทั้งคู่ ได้เป็นอย่างดี

นอกจากวีรกรรมถล่มบาร์เบียร์ ซึ่งหาญกล้าเบี้ยวยื้อไม่ยอมย้ายเมื่อหมดสัญญาเช่า จนนำไปสู่ปฏิบัติการ “เสี่ยสั่งลุย” แล้ว ในแวดวงนักเลง หรือวงการเทา เทา เป็นที่เล่าขานกันเป็น “ตำนาน” อย่างกว้างขวางว่า บุคคลที่ “ชูวิทย์” ให้ความยำเกรงมากที่สุด ก็คือ “เสธ.หิ” หิมาลัย คนนี้

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
พูดง่ายๆ คือ เป็นบุคคลที่ “ชูวิทย์” ไม่กล้าหือ เพราะนอกจากความเป็นเพื่อนแล้ว ช่วงที่ “ชูวิทย์” ก่อร่างสร้างตัว จากกิจการอ่าง “อาบ อบ นวด” นั้น มีการระดมหญิงสาวทั้งจากภาคเหนือ และอื่นๆ เข้ามาเป็นหมดนวดประจำสังกัด ลำพัง “ชูวิทย์” ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพราะต้องอาศัยระบบ “มาเฟีย นักเลง” เพื่ออำนวยความสะดวกบนเส้นทางนี้

แต่ที่สุดแล้วก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นเมื่อ “ชูวิทย์” เกิดความขัดแย้งเรื่องเงินส่วยอ่าง กลายเป็นสงครามวิวาทะรายวันกับตำรวจน้อยใหญ่ในยุค “พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์” เป็น ผบ.ตร.

ถ้ายังจำกันได้ “ชูวิทย์” เคยถูกชายฉกรรจ์ลักพาตัว แต่รอดชีวิตมาได้ โดยกระแสข่าวทางหนึ่งว่า “เสี่ยอ่าง” สร้างเรื่องขึ้น แต่อีกทางหนึ่งเชื่อว่า “ชูวิทย์” รอดตาย เพราะบารมีของ “เสธ.หิ” ซึ่งไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร? ทั้งหลายทั้งปวงสามารถยืนยันได้ว่า อดีตเจ้าพ่ออ่าง กับนายทหารคนดัง มีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่น ซี้แหงย่ำปึ้ก กันมาช้านาน

เมื่อ “เสธ.หิ” ประกาศตัวชัดเจนในฐานะผู้สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ และอยู่ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี การออกมาตีพรรคภูมิใจไทย ถึงขนาดถ่มน้ำลายใส่รูป “เนวิน-ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก่อนใช้เท้าเหยียบซ้ำ แสดงอาการดูหมิ่นดูแคลน อย่างที่คนดีๆ เขาไม่ทำกันนั้น คงห้ามไม่ได้ที่อาจมีใครคิดว่า เพื่อนจะเล่นไม่ซื่อ คิดหักหลังเพื่อน “แทงข้างหลัง” หรือเพื่อนกำลังคิดอะไร เพื่อนทำไปเพื่ออะไร โดนซะขนาดนี้ ที่แน่ๆ “อนุทิน” จึง “ตัดเพื่อน” ไปเรียบร้อย

ตัดฉากความสัมพันธ์ระหว่าง “เสี่ยชู” กับ “นายหิมาลัย” มาถึงอีกเรื่องเล่าย้อนแย้ง ที่คล้ายๆ แฉเรื่องกัญชา แต่ตัวเองก็หากินกับกัญชาสันทนาการ

เรื่องที่ว่า เป็นเรื่องของวงการพนันออนไลน์ที่ “ชูวิทย์” แฉจนได้โล่ แต่ก็มีคำถามว่า “ชูวิทย์” แฉแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งที่พันๆ กันอยู่กับ “คนใกล้ชิด” กลับเลือกที่จะกลบไว้ จริงหรือไม่!?

ว่ากันว่า คนใกล้ชิดกับเสี่ยคนดัง ก็พัวพัน มีหุ้นเปิดเว็บพนันออนไลน์เช่นกัน!

เพียงแต่เกิดกระทบกระทั่งกับเจ้าของลิขสิทธิ์จากเปอร์เซ็นต์ที่แบ่งกันไม่ลงตัว โดยปกติแล้วเมื่อเอเยนต์เปิดพนันออนไลน์ รับลูกค้าของตัวเองรายได้ทั้งหมดจะแบ่งเป็น 2 ส่วน

หิมาลัย ผิวพรรณ
โดยส่วนหนึ่งให้เจ้าของ ส่วนเอเยนต์จะได้ตามที่ตกลงกัน ปกติเอเยนต์ จะได้ประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์จากยอดทั้งหมด เช่น 100 ล้าน จะได้ส่วนแบ่ง 5-10 ล้าน แต่ “คนใกล้ชิด” ต่อรองลงตัวที่ 27 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า หากมียอดเงินเข้ามา 100 ล้าน คนของเสี่ย จะได้ไป 27 ล้าน ที่เหลืออีก 73 ล้าน เจ้าของลิขสิทธิ์ได้ไป ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าว สร้างความละโมบไม่รู้จักพอ จึงเกิดการสาวไส้ นำไปสู่การเปิดโปงโดยวงการ “ไทยเทา”

ของพรรค์นี้ ถ้าไม่ใช่วงในจริงๆ แหล่งข้อมูลต่างๆ ถ้าไม่ใช่คนใกล้ชิดเคยร่วมรู้เห็นเป็นใจ ร่วมทำมาหากินด้วยกัน จะไม่มีวันเข้าถึงข้อมูลได้ขนาดนี้ ...จริงหรือไม่จริง “ชูวิทย์” ควรต้องบอกสังคมให้รับรู้ด้วย ประเดี๋ยวจะหาว่า ไม่เตือนกัน

ข้างฝ่าย “เสธ.หิ” เมื่อถูกจับโยงสายสัมพันธ์ซี้ย่ำปึ้กกับ “เฮียชู” ปฏิบัติการ “แทงข้างหลัง” ภูมิใจไทย ก็จัดแจงแถลงไขว่า พยายามโทร.หา “หมอหนู” แต่อีกฝ่ายไม่รับสาย เลยฝากบอก “อนุทิน” ว่า คิดเรื่องเลวๆ ไม่เป็น ซัดคนเบื้องหลัง “ชูวิทย์” นั้นไร้สาระ ตัวเขาไม่เหิมเกริม และ “คิดชั่วทำไม่เป็น” ไม่มีทำอะไรลับหลังใคร

งานนี้สำหรับคนคู่นี้ คงไม่ต้องพูดอะไรกันมากไปกว่านี้...ให้ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ก็แล้วกัน

** เพื่อไทยเปิดตัว “เศรษฐา” เจอ “ลุงตู่” ตัดไม้ข่มนาม...ประเทศชาติไม่ใช่ธุรกิจ ศก.ของประเทศ ไม่ใช่ธุรกิจของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง

ในที่สุด พรรคเพื่อไทยก็เปิดตัว แต่งตั้ง “เศรษฐา ทวีสิน” นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ให้เป็น “ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย” หรือ ประธานที่ปรึกษาของ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนพรรค เพราะตอนนี้ “อุ๊งอิ๊ง” ท้อง 7 เดือนแล้ว อาจเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหว เดินทางหาเสียง

เศรษฐา ทวีสิน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นอกจากให้คำปรึกษาแก่หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยแล้ว ยังเป็นคณะกรรมการพิจารณานโยบาย และยุทธศาสตร์ทางการเมือง เรื่องเศรษฐกิจ รวมทั้งจะร่วมเดินสายรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วย

แต่ยังอุบไต๋ว่า จะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยหรือไม่!! โดยเจ้าตัวบอกว่า ต้องให้เกียรติสมาชิกพรรคเพื่อไทยเพราะยังมีผู้อาวุโสอีกหลายท่าน ที่มีความเหมาะสม

กระนั้นก็มีปฏิกิริยาจากลุงๆ ที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของขั้วตรงข้ามออกมาให้เห็นทันที

โดย “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เจ้าของมอตโต้ “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ” นี่ออกมาในเชิง “ตัดไม้ข่มนาม” ที่อาจเป็นเพราะความหวั่นไหวก็ได้ว่า...

“เขาเด่นตรงไหน เขาทำอะไร เขาทำธุรกิจ ประเทศชาติไม่ใช่ธุรกิจ ...จำคำพูดของผมไว้นะ คำว่าเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่เศรษฐกิจ หรือธุรกิจของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นของประเทศ ดังนั้น ต้องหาคนที่เหมาะสมและการทำงานมีระบบ มีขั้นตอนเยอะแยะไปหมด มีคณะกรรมการ และมีคนที่เก่งด้านเศรษฐกิจ เก่งด้านการธนาธาร การค้า พาณิชย์ อุตสาหกรรม ทั้งหมดต้องมาคุยด้วยกัน ไม่ว่าใครจะเก่งกว่ากัน สั่งไปแล้วทำไม่ได้ มันติดกฎหมาย ก็ไปไม่ได้อีกอยู่ดี เราต้องแก้ไขตรงนี้ นี่คือ รัฐบาลหน้าต้องทำแบบนี้ เข้าใจหรือยัง"

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

อนุทิน ชาญวีรกูล
ส่วน “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคพลังประชารัฐ นี่ออกไปในแนวทางผู้ใหญ่ใจดี โดยบอกว่า... “ใครมาก็ช่างเถอะ เพราะเราก็มีของเรา”

ขณะที่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย บอกว่า “นายเศรษฐา เป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ ผมรู้จักนายเศรษฐา มาหลายสิบปี เป็นเพื่อนรุ่นพี่...ทุกคนก็แข่งขันกันสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน เป็นเรื่องที่ถูกกติกา อยู่ในเกม เป็นเรื่องประชาธิปไตย ถือเป็นสิทธิ์ เป็นสิ่งที่ดีกับประเทศ และประชาชน ขอให้มีการแข่งขันในกติกา ... คู่แข่งทุกคนน่ากลัวหมด เหมือนกับเรื่องกระต่ายกับเต่า ประมาทอะไรไม่ได้ ต้องทำตัวเราเองให้ดีที่สุด”

นี่เป็นทรรศนะของว่าที่แคนดิเดตนายกฯที่มีต่อ “เศรษฐา ทวีสิน” ที่ยังไม่ได้ประกาศชัดว่า จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย หรือไม่


กำลังโหลดความคิดเห็น