xs
xsm
sm
md
lg

การเมืองพักยก “บิ๊กตู่” ปรับ ครม.เสริมมั่นคง!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา - พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา
เมืองไทย 360 องศา

หากพิจารณาการเมืองในภาพรวม เวลานี้ถือว่าเริ่ม “สงบ” ลงมากกว่าเดิม อย่างน้อยหากเทียบกับช่วงสองสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้ และหากสังเกตหลังจากที่กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กับพวก ย้ายออกไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย เรียบร้อยแล้ว ความเคลื่อนไหวที่เป็นลักษณะความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ ก็เริ่มลดลง

แม้ว่าภาพที่ปรากฏในเวลานี้ อาจจะไม่ใช่ภาพจริงทั้งหมด และความคุกรุ่นก็น่าจะยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าไม่ได้ปะทุออกมาให้เห็น อย่างน้อยก็สงบลงในช่วงเวลานี้

ขณะเดียวกัน บรรยากาศการเมืองในสภา ก็ถือว่าเริ่มลดอุณหภูมิลงมามากแล้ว เนื่องจากกำลังนับถอยหลังเข้าสู่วาระการปิดสมัยประชุมสภา ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม เป็นต้นไป ดังนั้น เวลาที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่วันนี้ ถือว่าไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องตื่นเต้นมากนัก

แม้ว่าจะมีการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวนสองฉบับ ที่ว่าด้วยพรรคการเมือง และว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา วาระแรก รวมกันจำนวน 10 ฉบับ ที่เกี่ยวเนื่องมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ และกำลังอภิปรายก่อนลงมติในวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะรับรู้ในบางฉบับ จะมีการ “หมกเม็ดลักหลับ” กันเข้ามา เช่น ร่างของพรรคเพื่อไทย และของพรรคประชาชาติ ที่ถูกมองว่า มีเจตนาเพื่อเปิดทางให้ “คนนอกพรรค” เข้ามาจุ้นจ้าน แทรกแซงได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งสำหรับพรรคเพื่อไทย ก็คงหนีไม่พ้นเจตนาให้คนที่ถูกมองว่าเป็นเจ้าของพรรค คือ นายทักษิณ ชินวัตร เข้ามาสั่งการได้อย่างเป็นทางการ โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกยุบพรรค แม้ว่าพวกเขาจะปฏิเสธแบบ “คอเป็นเอ็น” ก็ตามที แต่ถึงอย่างไรบรรยากาศล่าสุด ก็ถือว่ายังเป็นแบบรอมชอม

เพราะจากท่าทีของฝ่ายวิปรัฐบาล มีการแย้มออกมาให้เห็นแล้วว่า การลงมติในวาระแรกนั้น พรรคร่วมรัฐบาลจะโหวตรับทั้งสิบร่างที่เสนอเข้ามาทั้งหมด จากนั้นค่อยไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ และคาดว่า ในขั้นตอนนั้น จะเหลือเพียงเนื้อหาของร่างที่เสนอโดยรัฐบาล หรือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลอยู่ดี

ถือว่างานนี้ “สมประโยชน์” กันทุกฝ่าย โดยเฉพาะพรรคใหญ่ อย่างพรรคเพื่อไทย แต่ที่เสนอ “หมกเม็ด” เข้ามานั้น ก็น่าจะหวังเพียงแค่ “เผื่อฟลุ๊ก” เท่านั้นเอง อย่างมากก็แค่ “กำไรลดลงนิดเดียว” เท่านั้นเอง เพราะเชื่อว่า สิ่งที่ต้องการทั้งเรื่องบัตรสองใบ และมีการเพิ่มจำนวน ส.ส.เขต และการนับคะแนนแบบ ส.ส.บัญชีรายชื่อจำนวน 100 คน ที่มั่นใจว่าต้องได้เป็นกอบเป็นกำแน่นอน

เมื่อพิจารณาตามรูปการณ์แล้ว ก็ต้องมั่นใจว่า ร่างกฎหมายลูกที่เป็นกฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ก็จะผ่านวาระแรกไปแบบไม่ต้องลุ้น ก่อนจะมีการปิดสมัยประชุม จากนั้นก็เข้าสู่การพิจารณารายละเอียดในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งคาดว่า จะใช้เวลาราว 2 เดือน และหากไม่ต้องเปิดสภาสมัยวิสามัญ ก็จะมาพบกันอีกครั้งในช่วงเปิดสภาสมัยสามัญในเดือนพฤษภาคม

ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามไทม์ไลน์อย่างที่เห็น ก็หมายความว่า “อุณหภูมิการเมือง” ก็น่าจะลดระดับลง ทำให้รัฐบาลโดยเฉพาะ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีเวลาได้หายใจหายคอ หลังจาก “พักยก” ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาดังกล่าว แต่อย่างที่รับรู้กันดีว่า เป็นการพักชั่วคราว ก่อนเจอศึกหนักในสมัยประชุมหน้า ที่เริ่มตั้งแต่ราวกลางเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป

สิ่งแรกที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ก็คือ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาล ที่มองดูแล้วไม่มั่นคง หลังจากที่กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แยกตัวออกไป แต่ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งภาพที่ปรากฏ ก็คือ หลังจากนั้นความเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐ กลับเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม การเคลื่อนไหวเป็นไปในทางเดียวกันมากขึ้นกว่าเดิม บรรยากาศก็เริ่มสงบลงไปมาก

ขณะเดียวกัน เมื่อโฟกัสไปที่เรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะความมั่นคงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ว่า จะยังสามารถลากยาวไปจนครบวาระในปี 2566 ได้หรือไม่ หรืออย่างน้อยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมสดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเอเปกในเดือนพฤศจิกายนนี้ ตามที่ตั้งใจไว้ได้หรือไม่ เพราะในสมัยประชุมหน้า พรรคฝ่ายค้าน คือ พรรคเพื่อไทย ได้จองกฐินสำหรับยื่น “ซักฟอก” แบบลงมติไม่ไว้วางใจไว้ล่วงหน้าแล้ว

ดังนั้น หากให้เกิดเสถียรภาพ และเสริมความมั่นคงให้กับรัฐบาล และฐานะนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยังมี “ไม้เด็ด” ไว้กับตัว ก็คือ การ “ปรับคณะรัฐมนตรี” เพื่อการันตีเสียงสนับสนุนรัฐบาลให้มีความชัวร์มากขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จำนวน 18 คน แยกไปสังกัดพรรคเศรษฐกิจไทย แม้ว่า ที่ผ่านมา “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะการันตีหลายรอบแล้วว่า พวกเขายังสนับสนุนรัฐบาลอยู่ก็ตาม ซึ่งเมื่อหักกลุ่มนี้ออกไปแล้ว ทำให้เสียงของรัฐบาลเกินกึ่งหนึ่งมาประมาณเกือบสิบเสียง หรือเกินกว่านั้นไม่มากนัก เรียกว่า “ปริ่มน้ำ” เต็มที

แต่ในทางการเมือง หากไม่มีการ “แลกประโยชน์” ให้สมน้ำสมเนื้อ มันก็ไม่มีทางมั่นใจได้อยู่ดี และเชื่อว่า คนอย่าง “บิ๊กตู่” ก็ต้องหาทางสร้างหลักประกันความมั่นคงเช่นเดียวกัน แม้ว่าที่ผ่านมาจะพยายามเช็กเสียงกันมาหลายรอบ ไม่ว่าจะเป็น “โพย” รายชื่อของ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มั่นใจว่า มีเสียงสนับสนุน 260 เสียงก็ตาม เพราะนั่นทำให้ “อำนาจต่อรอง” ของตัวเองต้องลดลงไป

ดังนั้น หากพิจารณาจากทางแก้ไขที่เป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ การ “ปรับคณะรัฐมนตรีก่อนเปิดสมัยประชุมสภา” เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด โดยการปรับทดแทนโควตารัฐมนตรีที่ว่างลงอยู่สองเก้าอี้ และตัวรัฐมนตรี ก็น่าจะมาจากพรรคเศรษฐกิจไทยนั่นแหละ โดยคาดว่า บุคคลที่น่าจะดึงมาเป็นรัฐมนตรีใหม่ในสองตำแหน่ง หนึ่งในนั้นน่าจะเป็น “พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” อดีตประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ คนสนิทของ “บิ๊กป้อม” ที่ล่าสุด ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทยเรียบร้อยแล้ว และมีรายงานว่า จะเป็นหัวหน้าพรรค ในช่วงการประชุมเดือนมีนาคมนี้ ขณะที่รัฐมนตรีอีกตำแหน่งการันตีได้เลยว่าไม่มีชื่อของ ร.อ.ธรรมนัส แน่นอน แต่อาจมี “ตัวแทน” เข้ามา

ซึ่งสูตรนี้ถือว่าเป็นไปได้มากที่สุด และน่าจะลงตัวที่สุด เพื่อประคับประคองสถานการณ์ อย่างน้อยก็ให้ผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน รวมไปถึงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 66 ให้ผ่านสภาไปก่อน

หากพิจารณาตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ ก็น่าจะต้องออกมาในแบบปรับคณะรัฐมนตรีตามโควตารัฐมนตรีที่ยังว่างอยู่สองตำแหน่ง ซึ่งตามไทม์ไลน์ก็น่าจะเกิดขึ้นก่อนเปิดสภาสมัยหน้า หรือต้นสมัยประชุม นั่นแหละ !!



กำลังโหลดความคิดเห็น