xs
xsm
sm
md
lg

ยินดีกับ “โค้ชเช” ชัชชัย ชเว ฝันเป็นไทยเต็มตัวใกล้สมบูรณ์ ** “ไอติม” ตรรกะวิบัติหรือเปล่า? ให้ท้ายม็อบสามกีบ รุนแรงเพราะถูกบีบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว

**ยินดีกับ “โค้ชเช” ชัชชัย ชเว ฝันเป็นไทยเต็มตัวใกล้สมบูรณ์
ขอแสดงความยินดีกับ “โค้ชเช” ชเว ยอง ซอก หัวหน้าผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทย กับฝันที่รอคอยมานานเป็นจริง ภายหลังจากเข้านมัสการ “เจ้าคุณธงชัย” สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) วัดไตรมิตรฯ พร้อมรับใบชื่อไทยที่เป็นมงคลว่า “ชัชชัย” ซึ่งมีความหมายดีว่า “มีชัยชนะ”

ชั่วโมงนี้ก็คงไม่มีใครสุขใจเท่ากับเจ้าตัว ถึงกับพูดไม่ออก ทั้งตื่นเต้นและยินดี ด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นคนไทยเต็มภาคภูมิ หลังจากอยู่ไทยมา 20 ปีแล้ว วันนี้ได้ชื่อไทยจริงๆ แล้ว ซึ่งชื่อ “ชัชชัย” เจ้าตัวเป็นผู้เลือก โดยก่อนหน้านี้ “เจ้าคุณธงชัย” ให้ชื่อมา 3 ชื่อ ด้วยชื่อนี้นอกจากความหมายดียังเข้ากับนามสกุล “เช” ของตัวเอง
“ชัชชัย เช” ต่อไปนี้ก็เหลือแต่การได้สัญชาติไทยที่ก็คงไม่มีปัญหา เพียงแค่รอยื่นเอกสารใช้ชื่อ “ชัชชัย” อย่างเป็นทางการ นำเอกสารการขอสัญชาติไทยไปยื่นต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเข้าไปในกระบวนการทางภาครัฐต่อไป

“โค้ชเช” ชเว ยอง ซอก เข้านมัสการ “เจ้าคุณธงชัย”
รู้กันดีว่า “โค้ชเช” เป็นคนเกาหลีที่เข้ามาทำงานเป็นโค้ชเทควันโด สร้างคุณูปการให้วงการกีฬาไทยเป็นอย่างมาก ด้วยนำนักกีฬาไทยเข้าแข่งขันระดับสากลคว้าเหรียญรางวัลทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ “น้องวิว” เยาวภา บุรพลชัย เหรียญทองแดงโอลิมปิก ที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ, “บุตรี เผือดผ่อง” เหรียญเงินโอลิมปิก ที่ปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
“ชนาธิป ซ้อนขำ” เหรียญทองแดงโอลิมปิก ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนมาถึง ล่าสุด เหรียญทองประวัติศาสตร์จาก “น้องเทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ ในศึกโอลิมปิก เกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ความฝันอันสูงสุดของโค้ชเช ก็คือ การได้สัญชาติไทย พานักกีฬาไทย “มีชัยชนะ” ต่อไป แต่ที่ผ่านมา ก็มีเหตุทั้งเรื่องขั้นตอนภาครัฐและปัญหาส่วนตัวของโค้ขเองที่ทำให้ การเป็นคนไทย ได้สัญชาติไทย ต้องรอคอยเนิ่นนานมากว่า 10 ปี


วันนี้ ความฝันได้สัญชาติไทยใกล้สมบูรณ์ ซึ่งมีความหมายต่อเขาเป็นอย่างยิ่ง “ชัชชัย ชเว” บอกว่า ได้เป็นคนไทยอย่างเต็มตัว การปฏิบัติตัวจากนี้ก็จะยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีเปลี่ยนแปลงชีวิต ส่วนในอนาคตครอบครัวของเขาก็ต้องการให้ลูกชายได้เป็นคนไทยด้วยอีกคน เพราะรักเมืองไทย
ฟังแล้วก็น่าชื่นใจแทนพี่น้องคนไทยมีคนที่รักจะเป็นคนไทย รักเมืองไทยได้ขนาดนี้ ก็ต้องถือเป็นข่าวที่เข้ามาให้ดีต่อใจกันบ้างในระหว่างระทมทุกข์จากวิกฤตโควิด และน่าจะทำให้คนบางกลุ่มที่ชังชาติ เอาแต่ด้อยค่าประเทศตัวเองนานาจิตตังทั้งหลาย ได้สติ คิดกันเสียบ้างนะเธอ



** “ไอติม” ตรรกะวิบัติหรือเปล่า? ให้ท้ายม็อบสามกีบ รุนแรงเพราะถูกบีบ

“ม็อบสามกีบ” ที่เคลื่อนไหวกันถี่ยิบในช่วงนี้ ไม่ว่าจัดนัดชุมนุมกันในนาม แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ...กลุ่มเยาวชนปลดแอก ...คาร์ม็อบ...กลุ่มทะลุฟ้า หรือจะชื่ออะไรก็แล้วแต่ ล้วนจบด้วย “ความรุนแรง” ก่อนแยกย้าย แล้ววันรุ่งขึ้น หรือเว้นไปวันสองวันก็นัดกันมาใหม่

พริษฐ์ วัชรสินธุ
จากภาพของม็อบเยาวชนคนรุ่นใหม่ เรียกร้องประชาธิปไตย ต่อต้านรัฐธรรมนูญเผด็จการ ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ …กลายเป็นม็อบที่ไม่จำเป็นต้องมีข้อเรียกร้อง หรือถ้าจะมีข้อเรียกร้องก็เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่หวังผล ...มีการนัดชุมนุมผ่านทางโซเชียลฯ แบบไม่จำเป็นต้องมีแกนนำเพราะไม่มีการปราศรัย เพียงกำหนดเป้าหมายอันเป็นสัญลักษณ์ ที่จะเคลื่อนขบวนไป .. อย่างเช่น พระบรมมหาราชวัง หรือ บ้านพักนายกรัฐมนตรี นำโดย “กลุ่มฮาร์ดคอร์” ที่ใช้รถจักรยานยนต์นำขบวนไป ซึ่งแน่นอนว่าต้องเจอกับแนวสกัดของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนอยู่แล้ว

จากนั้น ก็มีการปะทะกัน ฝ่ายม็อบก็จะมี “สิ่งเทียมอาวุธ” อย่างหนังสติ๊ก ยิงลูกแก้ว กระสุนเหล็ก ระเบิดปิงปอง ประทัดยักษ์ ระเบิดเพลิง ... ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ก็จะมีมาตรการ “จากเบาไปหาหนัก” เจรจา ฉีดน้ำ ยิงกระสุนยาง แก๊สน้ำตา เมื่อได้เวลาช่วงเย็น ใกล้ค่ำ ฝ่ายม็อบก็ประกาศยุติการชุมนุม ขอให้ทุกคนแยกย้ายกลับบ้าน

ช่วงหลังจากนี้แหละจะเป็น “ไฮไลต์” ของความรุนแรง เมื่อกลุ่มฮาร์ดคอร์ จะขับมอเตอร์ไซค์ ป่วนเจ้าหน้าที่ สถานที่ยอดฮิตในช่วงนี้ก็ ย่านดินแดง ต่อเนื่องมาถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากการยั่วยุ ความรุนแรงก็จะทวีขึ้น เสียงปืน เสียงระเบิด การเผาทำลายทรัพย์สิน จะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ก่อนที่แยกย้ายกันไป

กลายเป็นม็อบที่ “เสพติดความรุนแรง” ไปแล้ว เพราะกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่ออกมา ส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่น คึกคะนอง และส่วนหนึ่งก็เป็น “กลุ่มรับจ้างป่วน” … กลายเป็นว่าต้องมีความรุนแรงเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการชุมนุม และดีกรีความรุนแรงจะยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เพราะฝ่ายม็อบต้องการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ให้มีภาพเจ้าหน้าที่ทำร้ายประชาชน เพื่อฟ้องต่อชาวโลก หรือองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ยอมมีอารมณ์ เมื่อมีฝ่ายตนได้รับบาดเจ็บ


ขณะที่ในโซเชียลฯ ก็จะมี “กองเชียร์” ของทั้งสองฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็น อ้างเหตุผลเพื่อสนับสนุนให้ฝ่ายตนดูดี มีความชอบธรรม แต่ก็มีบางพวก บางคนที่ด่าทอ ด้วยถ้อยคำหยายคาย รุนแรง

อย่างการชุมนุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีการปะทะกันอย่างดุเดือด และจบลงด้วยการเผารถตำรวจเช่นเคย

“ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่แจ้งเกิดทางการเมืองในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ กลุ่ม “นิวเด็ม” พรรคประชาธิปัตย์ แต่อกหักเมื่อไม่ได้เป็น ส.ส.จึงลาออกจากพรรค แล้วหันมาตั้งกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า ...ฟังชื่อกลุ่มก็รู้ว่าเป็นแนวร่วมในทิศทางเดียวกับ กลุ่มก้าวหน้า ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”

ได้โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ Parit Wacharasindhu (Itim) แบบ “ให้ท้าย” ม็อบสามกีบ ว่า ม็อบ 11 สิงหา อยากให้ใครที่ตั้งคำถามถึงการชุมนุม เข้าใจว่า ไม่มีใครอยากออกมาเสี่ยงชีวิต แต่เขาถูกบีบให้รู้สึกว่าไม่มีทางอื่น

- เลือกตั้งเสร็จ คุณก็พลิกสูตร
- ยื่นแก้ รธน. คุณก็ปัดตก
- พูดถึงสถาบันฯ คุณก็ยัด 112

คนที่ควรถูกตั้งคำถามคือ “ระบอบประยุทธ์” ที่ปล่อยให้สังคมมาถึงจุดแตกหักขนาดนี้


...ตรรกะและมุมมองของ “ไอติม” เหมือนจะบอกว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง เพราะข้อเสนอไม่ได้รับการตอบสนอง โดยไม่มองว่าข้อเสนอนั้น “สุดโด่ง” หรือการเคลื่อนไหวที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น เป็นการกระทำที่เกินเลย ท้าทายกฎหมายหรือไม่ หรือกำลังถูก “ใคร” ใช้เป็นเครื่องมือหรือไม่
อย่างกรณียื่นแก้ รธน. ส่วนใหญ่ บอกไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็บอกต้องแก้ทั้งฉบับ หรือ อย่างการปฏิรูปสถาบันฯ แน่นอนว่าแนวคิดในการปฏิรูปสถาบันฯ นั้นไม่ผิด แต่ที่บรรดาแกนนำที่ต้องคดีอาญา มาตรา 112 เพราะการปราศรัย การกระทำในระหว่างการเรียกร้องนั้น เป็นไปด้วยความ “จ้วงจาบ หยาบช้า” จึงเข้าข่ายความผิด ม.112 ที่เจ้าหน้าที่มิอาจละเว้นได้
การเคลื่อไหวของ “ม็อบสามกีบ” ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงในช่วงนี้ จึงไม่ใช่เพราะถูกบีบ ถูกกดดัน แต่เป็นไปตาม “ใบสั่ง” ของผู้อยู่เบื้องหลัง ให้เกิดความรุนแรง !!




กำลังโหลดความคิดเห็น...